1. แนวนโยบายของรัฐบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการเข้าร่วมในข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนและสังคม รวมทั้งกระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลกและประเทศคู่ค้าของไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาและขยายความร่วมมือทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพยากร วัตถุดิบ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าพหุภาคี
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 วรรคสาม กำหนดให้ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาถึงการทำหนังสือสัญญานั้น นอกจากนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ
2. เหตุผลและความจำเป็นของไทยในการเข้าร่วมการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก
การค้าการลงทุนระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการค้าการลงทุนในประเทศซึ่งนำไปสู่เป็นการสร้างงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การค้าการลงทุนระหว่างประเทศยังเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้อยู่ในระดับที่ได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ เห็นได้จากสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของไทยต่อมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่สูงถึงร้อยละ 130.27% (มกราคม – พฤศจิกายน 2551) และคาดว่าภาคการค้าระหว่างประเทศจะมีความสำคัญในระดับนี้ต่อไปในระยะยาว ตามประมาณการของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไทยจะมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GDP ในปี 2552 ร้อยละ 137.75 ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการค้าดังกล่าว จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีการค้าโลก ทั้งในระดับพหุภาคี ระดับภูมิภาค อนุภูมิภาค และระดับทวิภาคี
การเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกถือเป็นเวทีหนึ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นเวทีในการเจรจาลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า การจัดทำกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้การค้าโลกมีความเสรียิ่งขึ้นบนพื้นฐานของการแข่งขันที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีในการยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเป็นกลไกตรวจสอบและทบทวนนโยบายการค้าของประเทศสมาชิก และเพื่อให้ความช่วยเหลือและเสริมสร้างศักยภาพทางการค้าของประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 และต่อมาเมื่อ GATT เปลี่ยนสถานะเป็นองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง และได้เข้าร่วมในการเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลกอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง
การเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลกจะจัดขึ้นเป็นรอบ ๆ โดยรอบปัจจุบันหรือรอบโดฮา เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2544 โดยเริ่มแรกได้กำหนดให้มีระยะเวลาในการเจรจา 3 ปี อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกได้ตกลงเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทำให้การเจรจารอบโดฮายืดเยื้อมายาวนานจนปัจจุบัน
3. วัตถุประสงค์และเป้าหมายการเจรจาในภาพรวม
วัตถุประสงค์
เพื่อผลักดันและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งในส่วนสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม การค้าบริการและทรัพย์สินทางปัญญา เป็นไปตามความเหมาะสมของระดับการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อระบบการค้าพหุภาคีของไทย และยืนยันบทบาทการเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในการค้าสินค้าเกษตรในเวทีระหว่างประเทศของประเทศไทย
เป้าหมายการเจรจา
1. เจรจาให้ได้ผลประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดตามที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยคำนึงถึงระดับการพัฒนาของประเทศภาคี ตามหลักการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจของโลก
2. มีระยะเวลาในการปรับตัวและมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเสรี
4. กรอบการเจรจาในแต่ละประเด็น
สมาชิกทั้งหมดจะตกลงว่า จะเจรจาในประเด็นใดบ้างก่อนเริ่มเจรจา สำหรับประเทศไทย ในประเด็นต่าง ๆ ที่จะมีการตกลงเจรจากันนั้น จะกำหนดกรอบการเจรจาไว้ ดังนี้
4.1 การปฏิรูปการค้าสินค้าเกษตร
- ให้มีการลด/ยกเลิกอากรศุลกากร ที่เรียกเก็บจากสินค้าเกษตร และขยายโควตาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้มีข้อยืดหยุ่นที่เหมาะสมและมีระยะเวลาในการปรับตัวที่เหมาะสมสำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวทั้งของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงการกำหนดให้มีมาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรที่เหมาะสม
- ให้มีการลดการอุดหนุนภายในลงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมุ่งที่จะยกเลิกการอุดหนุนการส่งออก
- ผลักดันให้มีการให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment : S&D) สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เหมาะสม
- ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาด การอุดหนุนภายใน และการอุดหนุนการส่งออกให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
- ในเรื่องการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร ให้ใช้เกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศตามที่คู่ภาคีตกลงกันหรือตามเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศที่คู่ภาคีเป็นสมาชิกอยู่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวตามมาตรฐานระหว่างประเทศหรือโดยองค์การระหว่างประเทศในอนาคตภายหลังจากที่ความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันของประเทศไทย ก็สามารถกระทำได้ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยตามข้อผูกพันที่มีอยู่เดิมในภาพรวม
4.2 การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม
- ให้มีการลด/ยกเลิกอากรศุลกากร ที่เรียกเก็บจากสินค้าอุตสาหกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- ผลักดันให้มีการให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment : S&D) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผลักดันให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่เหมาะสมแก่สินค้าที่มีความอ่อนไหวของไทย
- ผลักดันให้มีการลดหรือเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- ในเรื่องการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร ให้ใช้เกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศตามที่คู่ภาคีตกลงกันหรือตามเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศที่คู่ภาคีเป็นสมาชิกอยู่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวตามมาตรฐานระหว่างประเทศหรือโดยองค์การระหว่างประเทศในอนาคตภายหลังจากที่ความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันของประเทศไทย ก็สามารถกระทำได้ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยตามข้อผูกพันที่มีอยู่เดิมในภาพรวม
4.3 กฎถิ่นกำเนิดสินค้า
- ผลักดันให้มีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการค้าในองค์การการค้าโลก โดยให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตของไทยให้มากที่สุด
- ในเรื่องการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร ให้ใช้เกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศตามที่คู่ภาคีตกลงกันหรือตามเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศที่คู่ภาคีเป็นสมาชิกอยู่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวตามมาตรฐานระหว่างประเทศหรือโดยองค์การระหว่างประเทศในอนาคตภายหลังจากที่ความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันของประเทศไทย ก็สามารถกระทำได้ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยตามข้อผูกพันที่มีอยู่เดิมในภาพรวม
4.4 การค้าบริการ
- เปิดตลาดบริการบนพื้นฐานการเปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในระดับที่มากขึ้นกว่ารอบอุรุกวัย โดยเปิดตลาดในสาขาบริการที่จะส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจและ/หรือในสาขาบริการที่ไทยมีศักยภาพ โดยคำนึงถึงระดับความพร้อมในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
- ผลักดันประเทศพัฒนาแล้วให้ผูกพันการเปิดตลาดบริการในสาขาและรูปแบบการค้าบริการ (Mode of Supply) ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- จัดทำกฎเกณฑ์การค้าบริการเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประเทศกำลังพัฒนา
4.5 สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
- สนับสนุนการทบทวนความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs) เพื่อให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และเหมาะสมกับระดับการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา
4.6 การปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางการค้า การปฏิบัติตามพันธกรณี และความโปร่งใส
- ปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางการค้า (Rules) เช่น เรื่องการทุ่มตลาด การอุดหนุนและอากรตอบโต้ การอุดหนุนประมง มาตรการปกป้อง และการรวมกลุ่มทางภูมิภาค ให้มีความเป็นธรรมแก่สมาชิกโดยรวมมากขึ้น ตลอดจนแก้ไขเรื่องการปฏิบัติตามพันธกรณี (Implementation) รอบอุรุกวัยเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศสมาชิกมากขึ้น
- สนับสนุนให้มีกฎหมายและข้อบังคับภายในที่มีความโปร่งใส และมีกระบวนการในการเผยแพร่กฎหมายและข้อบังคับดังกล่าวให้แก่สาธาณชนและผู้ประกอบการ
4.7 ประเด็นเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท
- สนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement) ขององค์การการค้าโลก ให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทำความตกลงทวิภาคีหรือหลายฝ่ายเพื่อระงับข้อพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก
4.8 ประเด็นเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ต้องไม่นำมาใช้เป็นเหตุผลในการกีดกันทางการค้า
- เข้าร่วมการเจรจาเพื่อลด/ยกเลิกอากรศุลกากรหรืออุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีในการค้าสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4.9 การปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่างของประเทศกำลังพัฒนา และการพัฒนาศักยภาพ
- ให้มีการปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่าง (S&D) สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม
- สนับสนุนให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กได้เข้ามามีส่วนรวมในการค้าพหุภาคีมากยิ่งขึ้น
- เข้าร่วมการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนา และเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดในภาพรวม เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทย และประเทศที่มีรายได้ต่ำสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามความตกลง รวมทั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองตามที่ความตกลงให้ไว้ได้
- สนับสนุนให้มีความร่วมมือทางวิชาการ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
4.10 ประเด็นอื่น ๆ
- เข้าร่วมการเจรจาเพื่อส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสนับสนุนให้มีความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
- สนับสนุนให้มีความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า โดยคำนึงถึงกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง
- ผลักดันไม่ให้นำเรื่องสิทธิแรงงานมาใช้เป็นเหตุผลในการกีดกันทางการค้า
ทั้งนี้ เมื่อเจรจาเสร็จแล้วและ/หรือความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว หากสมาชิกองค์การการค้าโลกรวมทั้งไทยมีความจำเป็นต้องขอเปลี่ยนแปลงข้อลดหย่อนที่ให้ไว้ ให้สามารถเจรจาได้โดยใช้สิทธิตามที่กำหนดไว้ในความตกลงที่เกี่ยวข้อง ในการเจรจาดังกล่าว จะมุ่งเจรจาให้การเปลี่ยนแปลงมีความสมดุลและไม่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ในภาพรวม
---------------------------
สำนักเจรจาการค้าพหุภาคี
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
19 มีนาคม 2552