ไทยเหลือเวลาไม่ถึง 3 เดือนสำหรับเตรียมพร้อมในการเป็นประธานอาเซียน จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 41 ในเดือนธันวาคมนี้ งานนี้จะเป็นเครื่องวัดฝีมือของรัฐบาลไทยในสายตาต่างชาติว่าจะสามารถฉุดความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมืองไทยกลับมาได้หรือไม่ ท่ามกลางความร้อนแรงทางเมือง ซึ่งทำทีจะลุกลามบานปลาย ภายหลังจากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในวันที่ 26 ส.ค.โชว์สมาชิกอาเซียนในวันแรกของการเปิดประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 40 ที่ประเทศสิงคโปร์ จนกระทั่งรัฐบาลออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 2 ก.ย.
ความวุ่นวายทางการเมืองกลายเป็นแรงบั่นทอนความเชื่อมั่นของไทยในสายตาของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลักดันให้เกิดอุดมการณ์ร่วมกันในอาเซียนจนเกิดเป็นสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการลงนามใน "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ในปี 2510 แต่ในทางปฏิบัติไทยกลับไม่สามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้
ทั้งที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้มีความสำคัญกับไทยมาก เพราะนอกจากอาเซียนจะกลับสู่มือคนผู้ให้กำเนิดในรอบ 41 ปีแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ไทย จะได้เป็นประธานภายใต้รัฐธรรมนูญอาเซียน หรือกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ก่อนที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตามเป้าหมายในปี 2558 ด้วยความหวังว่าจะสร้างความ เข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเวทีโลก
ที่สำคัญการประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสในการจุดพลุการค้าให้กับอาเซียน เพราะ ได้กำหนดให้มีการหารือทวิภาคีรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับองค์กรระดับโลก อย่างยูเอ็น และธนาคารโลก
ภายหลังจากขั้วอำนาจการค้าถูกผลักจากตะวันตกสู่ตะวันออก จากการที่ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย และขยายขอบเขตออกไปถึงประเทศสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ประกอบกับความล้มเหลวของการเจรจาความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮา ซึ่งทำให้ทุกคนหันมองอาเซียนในฐานะแกนกลางที่ถ่วงดุลอำนาจการค้าในเอเชียกับยักษ์ใหญ่อย่างอินเดีย และจีน
แต่ปัญหาการเมืองภายในของไทยได้กลายเป็นปัญหาของอาเซียน เพราะขาดเสียง 1 เสียงของไทยที่จะประกอบกันเป็น "ฉันทามติ" ส่งผลให้การดำเนินการด้านต่างๆ ค้างอยู่แบบไม่มีความหวัง
โดยเฉพาะกระบวนการลงนามความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันต่อประเทศจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภาไทย ตามกฎหมายมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ก่อน ซึ่งต้องมี "กฎหมายลูก" กำหนดขอบเขต กระบวนการในการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
แต่ปรากฏว่าหลังจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศยังไม่มีทีท่าจะให้ความสำคัญสานต่อการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งที่มีร่างของกระทรวงการต่างประเทศ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำไว้แล้ว จึงส่งผลกระทบต่อหน่วยปฏิบัติงานอย่างมาก
ทางด้านฝ่ายบริหารรัฐบาลก็จะวิธีการแก้ไขปัญหาแบบขอไปที ด้วยการอาศัยมติของคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบลงนามก่อน แล้วจึงให้เข้ารัฐสภาเพื่อให้สัตยาบัน แต่รัฐบาลก็ยังขาดการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
ทั้งที่มีความตกลงที่ค้างท่ออยู่ในกระบวนจำนวนมาก โดยเฉพาะกฎบัตรอาเซียน ซึ่งมีกำหนดจะฉลองการให้สัตยาบันครบ 10 ประเทศในการประชุมนี้ แต่ก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
นอกจากนี้ ยังมีความตกลงอื่นรอคิวจะลงนามในการประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 41 นี้ ได้แก่ พิมพ์เขียวประชาคมอาเซียนในด้านการเมืองและความมั่นคง พิมพ์เขียวด้านสังคมและวัฒนธรรม การลงนามในบันทึกความตกลงร่วมกัน (MRAs) เพื่ออำนวยความสะดวกในการ เปิดเสรีวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ และบัญชี รวม 3 ฉบับ
รวมถึงความตกลงจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) 3 ฉบับของอาเซียนกับประเทศ คู่ภาคี ประกอบด้วย อาเซียน-อินเดีย (AIFTA) อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และอาเซียน-เกาหลี (AKFTA) ซึ่งฉบับหลังนี้เหลือเพียงไทยประเทศเดียวที่ยังไม่ได้ลงนาม ส่วนอีก 9 ประเทศได้ใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ไปแล้ว
ตามความเห็นของ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน แนะนำว่า แนวทางเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ การหาทางออกของปัญหาการเมืองด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตยให้ได้ภายในเวลาที่เหลือนี้ พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการดำเนินการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศที่ชอบธรรมตาม ม.190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญว่าความตกลงนั้นจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย แต่ต้อง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการภายใต้กรอบอาเซียน
โดยรัฐบาลอาจจำเป็นต้องหาทางลัด โดยการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และเห็นชอบร่วมกันทุกฝ่ายว่าความตกลงระหว่างประเทศแบบใดที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 หรือสามารถให้อำนาจฝ่ายบริหารให้การลงนามไปก่อนได้ เพื่อลดอุปสรรคในการปฏิบัติ และควรให้มีคณะกรรมการกลางขึ้นมา 1 ชุด ในการตัดสินใจอย่างรัดกุม และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่เดิมไทยเคยมีการใช้เกณฑ์ว่าหากความตกลงฉบับใดมีผลในการเปลี่ยนอาณาเขต อำนาจอธิปไตย หรือมีผลให้ต้องปรับกฎหมายเท่านั้นจึงต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
สุดท้ายบทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยในเวที ASEAN Summit ครั้งนี้จะเป็นตัววัดฝีมือรัฐบาลไทยว่าจะสามารถกู้วิกฤตศรัทธากลับคืนมาได้หรือไม่ งานนี้ คงต้องอาศัยจิตสำนึกของทุกฝ่ายในการ แก้ปัญหาอย่างมีสติตามครรลองแห่งประชาธิปไตย และที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะปัญหาของไทยได้กลายเป็นปัญหาของอาเซียน ไทยอาจถูกเรียกว่าเป็นตัวถ่วงอาเซียน เพราะเวลาอีก 7 ปีที่เหลือก็คงยังไม่พอสำหรับการก้าวสู่การเป็นประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนแน่นอน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 ก.ย. 2551