Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

Thai-Sri Laka


ความตกลงการค้าเสรี ไทย – ศรีลังกา (Thailand – Sri Lanka Free Trade Agreement)

ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2558 ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา (นายไมตรีปาละ สิริเสนา) เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางกา และได้เข้าพบและหารอข้อราชการกับนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายมูลค่าการค้า และการลงทุนระหว่างกัน

รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้เดินทางเยือนศรีลังกาอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 8 – 12 มีนาคม 2559 เพื่อกระชับความสัมพนธ์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน และไดเข้าพบและหารือกับผู้นำระดับสูงของศรีลังกา ได้แก่ รํฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกรทรวงยุทธศาสตร์การพัฒนาและการค้าระหว่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐาน ซึ่งไทยและศรีลังกาเห็นพ้องร่วมกันว่า การเจรจาภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC) ที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงเห็นควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยและศรีลังกา เพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน และบรรลุเป้าหมายการค้าสองฝ่าย ณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2563

เป้าหมายการเจรจา 1.เจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ 2.คำนึงถึงระดับการพัฒนา หลักการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และความพร้อมของกฎหมายภายใน 3.ให้ความสำคัญกับภาคการผลิตของไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อให้มีระยะเวลาในการปรับตัว และสามารถจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางในการเจรจา

การเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา มีสาระสำคัญครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินคา 11 ประเด็น สรุปได้ดังนี้

1.การค้าสินค้า ให้มีการลด หรือยกเลิกอากรศุลกากรให้รอบคลุมการค้าระหว่างกันให้มากที่สุด โดยเน้นให้ลดภาษีในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งอก โดยให้มีความสมดุลระหว่างสินค้ากษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ลด หรือ เลิกมาตรการกีดกันและอุปสรรคทางการค้าให้มากที่สุด ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่เหมาะสม ให้ใช้พิกัดศุลกากรตามมาตรฐานระหว่างประเทศ

2.พิธีการศุลกากร ให้มีความร่วมมือในด้านพิธีการศุลกากรเพื่อลด/ขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน อำนวยความสะดวกทางการค้า และไม่สร้างภาระทางต้นทุนที่ไม่หมาะสม

3.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กำหนดกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตของไทย ร่วมมือจัดทำและ/ปรับปรุงระบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกทางการค้าให้ใช้พิกัดศุลกากรตามมาตรฐานระหว่างประเทศ

4.มาตรการปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้า ให้มีมาตรการปกป้องสองฝ่ายเพื่อปกป้องและ/เยียวยาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ให้มีแนวทางการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และมาตรการตอบโต้การอุดหนุนที่ไม่ขัดกับำฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก

5.มาตรการปกป้องดุลการชำระเงิน ให้มีมาตรการปกป้องกรณีที่เกิดปัญหาด้านดุลการชำรเงิน

6.มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชให้ใช้มาตรการที่สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก ให้มีกลๆกการหารือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ และอำนวนความสะดวกทางการค้าโดยคำนึงถึงการปกป้องชีวิต หรือสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืช ภายในประเทศ

7.อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ให้การใช้มาตรการด้านอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ให้มีกลไกการหารือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ และอำนวยความสะดวกทางการค้าที่เกิดจากกฎรเบียบด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

8.การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐให้จัดตั้งกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องกับการตีความ หรือการใช้บังคับความตกลง โดยให้มีขั้นตอนและกลไกที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก้รัฐภาคีคู่พิพาทที่เป็นไปตามหลักการและกลไกการระงับข้อพิพาทที่ยอมรับโดยสากล

9.ความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ให้มีความร่วมมือเพื่อเพิ่มการอำนวยความสดวก และมูลค่าการค้าระหว่างกัน และให้มีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย

10. ความโปร่งใสให้มีกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และข้อบังคับภายในที่มีความโปร่งใส และมีกระบวนการในการเผยแพร่กฎหมาย และข้อบังคับดังกล่าวให้แก่สาธารณชน และผู้ประกอบการ

11.เรื่องอื่นๆ หารือรื่องอื่นๆที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในภาพรวม

 


Date Posted: 28/12/2560
Date Modified: 29/12/2560
Number of Views:   2780


Return