Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

pakistan


FTA ไทย-ปากีสถาน

Pakistan-Thailand Free Trade Agreement(PATHFTA)

ความเป็นมา

ปากีสถานเป็นฝ่ายผลักดันให้มีการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถานเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ระหว่างการเยือนประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน (H.E. Mr. Shaukat Aziz) แต่เนื่องจากในขณะนั้นไทยยังไม่มีนโยบายในการจัดทำ FTA ระดับทวิภาคีเพิ่มเติม จึงเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ระหว่างไทย-ปากีสถาน ในระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจสองฝ่าย เพื่อเป็นเวทีหารือโอกาสขยายการค้า การลงทุน แก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การหารือเพื่อจัดทำ FTA ในอนาคต ซึ่งปากีสถานได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว

ในระหว่างการประชุม JTC ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 1 ณ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ที่ประชุมมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน และในการประชุม JTC ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 2 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2557 ที่ประชุมได้หยิบยกเรื่องการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถานหารือกันอีกครั้ง และเห็นว่าหากไทยและปากีสถานเห็นพ้องให้มีการจัดทำ FTA ระหว่างกัน ควรเริ่มจากการเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าก่อน

ในการประชุม JTC ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 ณ กรุงอิสลามาบัด สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยและปากีสถานได้ประกาศเริ่มการเจรจา FTA ไทย-ปากีสถานอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าหมายให้การจัดทำความตกลงการค้าสินค้าแล้วเสร็จภายในกลางปี 2560

การดำเนินการของไทย

-เพื่อเตรียมการในการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินโครงการจัดจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน (Feasibility Study) โดยมอบหมายให้มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (มูลนิธิ สวค.) ทั้งนี้ การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ซึ่งระยะที่ 1 (ด้านการค้าสินค้า) และในระยะที่ 2 (การค้าบริการและการลงทุน) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

-คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ไทยเริ่มเปิดการเจรจา FTA กับปากีสถาน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งการจัดทำ FTA กับปากีสถานจะเป็นการเปิดตลาดการค้าสินค้ากับตลาดใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย

-คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุม การค้าสินค้า พิธีการทางศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความโปร่งใส และเรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในภาพรวม

ข้อดีของการทำ FTA ไทย-ปากีสถาน

การเจรจา FTA ไทย-ปากีสถานจะเพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยไปยังตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน (อันดับ 6 ของโลก) ซึ่งในจำนวนนี้มีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงถึงประมาณ 30 ล้านคน นอกจากนี้ ปากีสถานยังมีที่ตั้งที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์การค้า สามารถเป็นประตูการค้าเพื่อกระจายสินค้าของไทย เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ภาคตะวันตกของจีน เอเชียกลางและภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงโลกมุสลิมซึ่งมีกว่า 50 ประเทศในกลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีประชากรประมาณ 2 พันกว่าล้านคน เป็นตลาดใหญ่ คิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดโลก จึงเป็นโอกาสของสินค้าฮาลาลของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบต่อการผลิตของไทย เช่น อัญมณี และสัตว์น้ำ เป็นต้น

จากผลการศึกษาพบว่า การค้าเสรีระหว่างไทยและปากีสถานจะช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08-0.32

ไทยและปากีสถานต่างก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยปากีสถานตั้งอยู่ในจุดที่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ ในทางกลับกัน ประเทศไทยก็ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอาเซียน และสามารถเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าและแหล่งลงทุนแห่งใหม่ให้แก่ปากีสถานได้ จะเห็นได้ว่า ไทยและปากีสถานยังคงมีลู่ทางขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างมาก ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ก็มีนักลงทุนไทย ได้แก่ บริษัทสยามซีเมนต์ บริษัทไทยยูรีเทน เคมีคัลอินดัสเตรียล บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี. ปากีสถาน) ได้เข้าไปลงทุนในปากีสถานแล้ว

ในปี 2557 (2014) ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 46 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้รองจากอินเดีย โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,014.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 2.40 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 734.94 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 874.96 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 6.97 และนำเข้ามูลค่า 140.02 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 40.86

สำหรับสินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพ เช่น เส้นใยประดิษฐ์ ผ้าผืน รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ส่วนสินค้านำเข้าจากปากีสถาน เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องดนตรีของเล่นเครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม สัตว์น้ำสดแช่เย็นแช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่นๆเศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

 


Date Posted: 6/10/2558
Date Modified: 25/1/2561
Number of Views:   7200


Return