Search
Main Menu
 รายละเอียด
FTA ไทย-ชิลี 2560

ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ชิลี

Thailand-Chile Free Trade Agreement

ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ในช่วงการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ณ ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีของไทย (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และประธานาธิบดีของชิลี (H.E. Mr. Sebastián Piñera) ได้ร่วมกันประกาศให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เกิดขึ้นจากแนวคิดในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับประธานาธิบดีของชิลี (H.E. Mr. Ricardo Lagos Escobar) ในการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2546

หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลี (Thailand-Chile Joint Study on the Feasibility of a Free Trade Agreement) และได้สรุปผลการศึกษาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 การศึกษาครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลการศึกษาของทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกัน โดยรวมพบว่า การทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี จะช่วยให้เกิดการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าส่งออกของไทยที่จะมีการขยายตัวมากขึ้น ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบยานยนต์ ข้าว สับปะรด ยางพารา ปลาทูน่ากระป๋อง สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก สำหรับสินค้าที่ไทยไม่เคยส่งออกมาก่อนจะมีการส่งออกไปชิลีได้มากขึ้นหากความตกลง FTA มีผลใช้บังคับ ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์สี หน่วยเก็บข้อมูลของเครื่องประมวลผลข้อมูลอัติโนมัติ รถบรรทุกส่งของ เสื้อคาร์ดิแกนชนิดทำด้วยเส้นใยประดิษฐ์ แจ็คเก็ตหรือเสื้อเบลเซอร์ทำด้วยฝ้าย เหล็กแผ่นรีดร้อน และกระเบื้องปูพื้นและปูทางเดิน เป็นต้น

ในส่วนของการค้าบริการและการลงทุน การทำ FTA จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าบริการและขยายการลงทุนให้มากขึ้น สาขาบริการที่ไทยมีศักยภาพในการลงทุนในชิลี ได้แก่ การท่องเที่ยว และสปา และสาขาที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุนกับชิลี ได้แก่ การขนส่งทางเรือ การขนส่งทางอากาศ การจัดจำหน่าย และการประมง เป็นต้น

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี โดยได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 ต่อมา ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 และ 15 กันยายน 2553 ตามลำดับ

หลังจากการประกาศเริ่มการเจรจาของทั้งสองฝ่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะๆ โดยล่าสุด ได้จัดการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการเปิดตลาดสินค้า สาขาสินค้าไลฟสไตล์และแฟชั่น และสาขาสินค้าประมงแช่เย็นแช่แข็ง อาหารแปรรูป น้ำตาล เครื่องดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจา FTA กับฝ่ายชิลีต่อไป โดยกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทย เช่น เสื้อผ้า อาทิ ชุดกีฬา และชุดชั้นใน อาหารกระป๋อง อาทิ ผลไม้กระป๋อง และปลาแม็คเคอเรลกระป๋อง พร้อมจะบุกตลาดชิลี ทั้งนี้ จะมีการประชุมหารืออย่างต่อเนื่องต่อไป โดยคาดว่า ไทยและชิลีจะเริ่มเจรจารอบแรกประมาณกลางปี 2554

ชิลีเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่ไทยมีโอกาสขยายการค้าการลงทุนได้อีกมาก เนื่องจากชิลีเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีรายได้ประชากรต่อหัวสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาคอเมริกาใต้ นอกจากนี้ ชิลียังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญ ได้แก่ ทองแดง ปลา ไม้ และเยื่อไม้ โดยชิลีเป็นผู้ผลิตทองแดงอันดับหนึ่งของโลก และเป็นผู้ส่งออกปลาแซลมอลเป็นอันดับ 2 ของโลก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชิลีมีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการนำเข้าสูงกว่าอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออก แสดงให้เห็นถึงอำนาจซื้อสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะขยายการส่งออกไปยังชิลีให้มากขึ้น

ปัจจุบันชิลีเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล และอาร์เจนตินา ในปี 2555 ไทยได้ดุลการค้ากับชิลี 278.07 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไปชิลีเป็นมูลค่า 628.25 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 21.05%) ในขณะที่นำเข้าจากชิลีเป็นมูลค่า 350.18 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลงร้อยละ 2.1)

โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปชิลี ได้แก่ รถยนต์/อุปกรณ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ปูนซีเมนต์ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง/พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

และสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากชิลี ได้แก่ สินแร่ โลหะ สัตว์น้ำสด/แช่เย็น/แช่แข็งแปรรูป เยื่อกระดาษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เป็นต้น

คาดว่าอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ ยานยนต์ ปลาแปรรูป (ปลากระป๋อง) โพลิเมอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง และอัญมณี เป็นต้น

ในขณะที่ชิลีจะได้ประโยชน์จากสินค้าเช่น ทองแดง และสินแร่เหล็ก ซึ่งไทยผลิตได้น้อยและมีความต้องการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอยู่แล้ว

FTA ของประเทศชิลี

- ความตกลงการค้าเสรีชิลี-มาเลเซีย (FTA Chile-Malaysia)

ข่าวการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี

ข่าว FTA ไทยชิลี (Updated กันยายน 2555)

ครั้งที่ 5 : FTA ไทย-ชิลี ตั้งเป้าหมายสำเร็จสิงหาคม 2555 พร้อมประกาศความสำเร็จระหว่างการประชุมเอเปคปลายปี

ครั้งที่ 4 :การเจรจา FTA ไทย-ชิลี รอบที่ 4 ณ กรุงซานติอาโก ชิลี

ครั้งที่ 3 : FTA ไทย-ชิลี รอบ 3 การเจรจาคืบหน้า

ครั้งที่ 2 : ไทยและชิลีเจรจา FTA ทุกมิติการค้ามุ่งหวังขยายการค้าและการลงทุน

ครั้งที่ 1: Mr. Jorge Bunster หัวหน้าคณะเจรจาจัดทำ FTA ไทย-ชิลี เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) และอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นางศรีรัตน์ รัษฐะปานะ)

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- ข้อมูลพื้นฐานของประเทศชิลี

- การศึกษาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี (ตุลาคม 2554)

- โครงการศึกษาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี กลยุทธ์และแนวทางการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทยชิลี

- เอกสารสัมมนาโต๊ะกลม "โอกาสด้านการค้าการลงทุน ไทย- ชิลี" วันพุธที่ 19 กันยายน 2555 ณ โรงแรมอีสติ แกรด์ สาทร

ความคืบหน้าล่าสุด

- ความตกลงครอบคลุมการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าและ การเปิดเสรีภาคบริการ

- มีผล 5 พฤศจิกายน 2558

- ไทย ปี 2560 สินค้า 87.22% ลดภาษีเป็นศูนย์แล้ว

- การค้าบริการ ไทยผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 70% ใน 85 สาขาย่อย เช่น บริการให้คาปรึกษาด้านวิศวกรรม บริการด้านการแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาล เป็นต้น ชิลี เปิดตลาดเกือบทุกสาขาบริการได้ถึงเกือบร้อยละ 100 เช่น บริการด้านกฎหมาย ค้าส่ง/ค้าปลีก นวดแผนไทยและกีฬา/นันทนาการ เป็นต้น

- หนังสือสัญญา

- ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐชิลี (๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐)


Written By:  admin
Date Posted:  1/2/2561
Number of Views:  1823

Return