Search
Main Menu
 รายละเอียด
FTA ปากีสถาน 2560

FTA ไทย-ปากีสถาน

Pakistan-Thailand Free Trade Agreement(PATHFTA)

ความเป็นมา

- ในระหว่างการเยือนประเทศไทยของนายรัฐมนตรีปากีสถาน (H.E.Mr. Shaukat Aziz) ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นายกรัฐมนตรีปากีสถานได้หารือกับนายกรัฐมนตรีไทย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และเห็นพ้องที่จะจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี โดยให้เริ่มเจรจาโดยเร็วที่สุด และเริ่มการเจรจาเร่งลดภาษีกลุ่มแรก (Early Harvest Scheme) ก่อน

- ทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งกลุ่มศึกษาร่วม (Joint Study Group: JSG) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ณ กรุงอิสลามาบัด และไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JSG ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ ๔ (ครั้งสุดท้าย) ในวันที่ ๒๙-๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ ณ กรุงเทพฯ โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่าในปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับปากีสถานยังมีลักษณะที่ขาดความส่ำเสมอของการส่งออก/นำเข้า และมีมูลค่าการค้าในระดับต่ำเมื่อเทียบกับการค้าโลก

การดำเนินการของไทย

- กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบของไทยจากความตกลงดังกล่าว ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมประชุม โดยยังไม่ได้มีมติชัดเจนว่าควรจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถานหรือไม่ แต่เห็นว่าการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถานน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ไทยและไม่น่าจะเกิดผลกระทบในทางลบมากนัก ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า หากไทยยังไม่พร้อมทำ FTA ก็สามารถเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) เพื่อเป็นเวทีส่งเสริมการค้าระหว่างกัน

- สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไท ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดประชุมเพื่อหารือท่าทีในการจัดทำ FTA ระหว่างไทย-ปากีสถานอีกครั้ง ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ โดยสรุปเห็นว่าการจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถานน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ไทย

- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทย มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปากีสถาน (๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) แจ้งว่าการจัดทำ FTA ของไทยในปัจจุบัน ต้องมีขั้นตอนดำเนินการภายในประเทศ ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายปากีสถานไม่ขัดข้อง ไทยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) เพื่อเป็นเวทีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันต่อไป

- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) เยือนสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนางฮินา รับบานี คาร์ห รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน ในระหว่างวันที่ ๙-๑๒ มกราคม ๒๕๕๖ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้พิจารณารื้อฟื้นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน

ข้อดีของการทำ FTA ไทย-ปากีสถาน

การเจรจา FTA ไทย-ปากีสถานจะเพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยไปยังตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน (อันดับ 6 ของโลก) ซึ่งในจำนวนนี้มีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงถึงประมาณ 30 ล้านคน นอกจากนี้ ปากีสถานยังมีที่ตั้งที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์การค้า สามารถเป็นประตูการค้าเพื่อกระจายสินค้าของไทย เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ภาคตะวันตกของจีน เอเชียกลางและภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงโลกมุสลิมซึ่งมีกว่า 50 ประเทศในกลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีประชากรประมาณ 2 พันกว่าล้านคน เป็นตลาดใหญ่ คิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดโลก จึงเป็นโอกาสของสินค้าฮาลาลของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบต่อการผลิตของไทย เช่น อัญมณี และสัตว์น้ำ เป็นต้น

จากผลการศึกษาพบว่า การค้าเสรีระหว่างไทยและปากีสถานจะช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08-0.32

ไทยและปากีสถานต่างก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยปากีสถานตั้งอยู่ในจุดที่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ ในทางกลับกัน ประเทศไทยก็ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอาเซียน และสามารถเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าและแหล่งลงทุนแห่งใหม่ให้แก่ปากีสถานได้ จะเห็นได้ว่า ไทยและปากีสถานยังคงมีลู่ทางขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างมาก ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ก็มีนักลงทุนไทย ได้แก่ บริษัทสยามซีเมนต์ บริษัทไทยยูรีเทน เคมีคัลอินดัสเตรียล บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี. ปากีสถาน) ได้เข้าไปลงทุนในปากีสถานแล้ว

ในปี 2557 (2014) ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 46 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้รองจากอินเดีย โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,014.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 2.40 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 734.94 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 874.96 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 6.97 และนำเข้ามูลค่า 140.02 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 40.86

สำหรับสินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพ เช่น เส้นใยประดิษฐ์ ผ้าผืน รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ส่วนสินค้านำเข้าจากปากีสถาน เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องดนตรีของเล่นเครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม สัตว์น้ำสดแช่เย็นแช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่นๆเศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น


Written By:  admin
Date Posted:  1/2/2561
Number of Views:  1093

Return