Search
Main Menu
 รายละเอียด
การสัมมนาเรื่อง “The Effectiveness of Best Available Environment Technologies in ASEAN”

การสัมมนา

เรื่อง “The Effectiveness of Best Available Environment Technologies in ASEAN”

จัดโดย AMEICC Secretariat

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557

BITEC กรุงเทพฯ

 

AMEICC Secretariat ได้จัดสัมมนาเรื่อง “The Effectiveness of Best Available Environment Technologies in ASEAN” เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 ณ BITEC กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพแก่กลุ่มประเทศอาเซียน (The Effectiveness of Best Available Environment Technologies in ASEAN) ที่มีผลต่อการบริหารจัดการมลพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการบรรยายเกี่ยวกับประเด็นท้าทายทางด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของภูมิภาคอาเซียนและแนวทางแก้ไข รวมถึงนำเสนอและถ่ายทอดประสบการณ์ด้านถ่ายโอนเทคโนโลยี และจัดตั้งโครงการเมืองสาธิตระบบการจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ (Smart Community) จากประเทศญี่ปุ่น

 

สาระสำคัญของการสัมมนา สรุปได้ ดังนี้

1) การสัมมนาเรื่อง “The Effectiveness of Best Available Environment Technologies in ASEAN” วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557

ปัจจุบันความต้องการด้านพลังงานของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานสาขาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น การพัฒนาการใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Development) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงแก่อาเซียนตามศักยภาพและความสนใจของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนร่วมกันในภูมิภาค

2) ภาพรวมของพลังงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภูมิภาคอาเซียน (Overview of Energy/Environment Challenges and Effective Scenario for the Region) โดย Dr. Ken Koyama, Managing Director and Chief Economist, Strategy Research Unit, The Institute of Energy Economics

ปัจจุบันคาดว่าการใช้ประโยชน์จากพลังงานขั้นพื้นฐาน (Total Primary Energy Supply) จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 2.1 เท่า ระหว่างปี 2553 - 78 หรือคิดเป็นปริมาณ 8,500 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม   ความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy intensity) กลับมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 22  โดยภาคการผลิตไฟฟ้า (Power Sector) มีการนำถ่านหินมาใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้ามากที่สุด (เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 58) ตามด้วยพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ ความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นกระแสหลักที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสนใจ โดยมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับผลผลิตที่ได้จากไทยและอินโดนีเซียรวมกัน ซึ่งการดำเนินงานในการลดภาวะโลกร้อนภายใต้เงื่อนไข 450 scenario[1] ภายในปี 2573 พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นพลังงานขนาดใหญ่เป็นอันดับ   2 ที่สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งต่อไปสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 ในปี2055 เป็นร้อยละ37 ในปี2573 โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ใช่พลังงานจากน้ำ (Hydro Power) จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด อย่างไรก็ดี ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่จะมีศักยภาพในการผลิตพลังงานลมบนบก (Onshore wind) มากที่สุดในภูมิภาค   (ปี2573) รองลงมา ได้แก่ พลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากน้ำ และพลังงานหมุนเวียนจากขยะมูลฝอย ตามลำดับ

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาด้านพลังงาน ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับระบบด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีในการผลิต อาทิ การใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด การควบคุมระบบมาตรฐานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ การแลกเปลี่ยนและถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการเพิ่มมลพิษ (Low carbon technology) ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การเปิดเสรีด้านเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาเพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดการเงินของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับนวัตกรรมขององค์กรนั้น (Absorptive capacity) เป็นต้น นอกจากนี้  เพื่อให้การถ่ายโอนเทคโนโลยีในอาเซียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นโยบายโครงสร้างด้านพลังงานแห่งชาติ ควรต้องมีความกลมกลืนและเชื่อมโยงกับนโยบายสาขาอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี การค้าและการเงิน รวมถึงควรเร่งส่งเสริมการเปิดเสรีและพัฒนาการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค เป็นต้น

3) การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก/พลังงานผสมผสาน และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด (Southeast Asia Energy Outlook and Perspectives on Technology Transfer) โดย Dr. Venkatachalam Anbumozhi, Energy Economist, Economist, Economic Research Institute for ASEAN and East Asia

เนื่องจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานผสมผสาน (Energy Mix)  ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึง คือ การสร้างอุปทานในการผลิตไฟฟ้าอย่างมั่นคง เพื่อพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณการผลิตไฟฟ้าของประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OECD มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตจากพลังงานเชื้อเพลิงถ่านหิน พลังงานหมุนเวียน ก๊าซชีวภาพ นิวเคลียร์ และน้ำมัน เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพมากที่สุด แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงภายในปี 2578 ขณะที่การใช้พลังงานจากถ่านหินจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างปี 2554 - 78 พบว่าพลังงานถ่านหินเป็นพลังงานที่มีศักยภาพในการผลิตมากที่สุด ขณะที่โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas CCGT) มีมูลค่าในการผลิตน้อยที่สุด

ทั้งนี้ การพัฒนาด้านพลังงานและด้านการค้าควรดำเนินการควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ รัฐบาลควรต้องมีการประเมินผลการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ อาทิ การเข้าถึงแหล่งทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และควรมีการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุน และเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความเห็นของประเทศอาเซียนต่อประเด็นด้านการใช้พลังงานทางเลือก/พลังงานผสมผสาน และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด มีดังนี้

1) ผู้แทน AMEICC ให้ความเห็นว่า ในปี 2578 ภูมิภาคอาเซียน รวมถึงกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ จีน อินเดีย และรัสเซีย จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยปัจจุบันอาเซียนมีการลงทุนด้านการพัฒนาพลังงานสาขาต่างๆ  คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศ

2) ผู้แทนพม่าเห็นว่า เพื่อประสิทธิภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค อาเซียนควรร่วมกันปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกัน และควรดำเนินการลดอัตราภาษีตามเป้าหมายโดยเร็ว

3) ผู้แทนไทยเห็นว่า เป้าหมายการใช้เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพภายในปี 2578 นั้น อาเซียนควรพัฒนาร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยควรการพัฒนาควรพิจารณาเฉพาะแต่ละสาขา (Sub-sector) และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและระหว่างประเทศร่วมกัน

4) ผู้แทน AMEICC ให้ความเห็นว่า เนื่องจากแนวโน้มความต้องการการใช้พลังงานในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรมีนโยบายเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีร่วมกันในภูมิภาค อาทิ การตั้งงบประมาณเพื่ออุดหนุนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังโดยเฉพาะในช่วงแรก รวมถึง  การประสานกฎระเบียบต่างๆ ร่วมกันในภูมิภาค

4) การพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Effectiveness of High-Efficient Coal-Fires Power Plant) โดย Mr. Kazumi Nishikawa, Special Adviser to the Minister, Ministry of Economy, Trade and Industry, Japan

การพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal Technology) ทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด  โดยปัจจุบันเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถลดผลกระทบที่เกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เช่น การพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และการให้ความร้อน การเปลี่ยนถ่านหินให้เป็นก๊าซเชื้อเพลิง หรือเชื้อเพลิงเหลวส่งผลให้ ไม่มี การปล่อยมลภาวะและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ (Zero Emission)

ญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในภูมิภาคเอเชีย ได้ดำเนินการพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินควบคู่ไปกับเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ ในปี 2554 ส่งผลให้โครงสร้างการบริหารงานโรงไฟฟ้าของญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากเดิมเป็นการผลิตโดยอาศัยพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก (Nuclear based Load) เปลี่ยนเป็นการพึ่งพาพลังงานถ่านหินมากขึ้น จนทำให้ฐานการผลิตในปัจจุบันอาศัยถ่านหินเป็นหลัก (Coal based Load)

สำหรับโครงการพัฒนาพลังงานถ่านหินในปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าอิโซโก้ (Isogo Power Station) ตั้งอยู่ที่เมืองโยโกฮาม่า ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เพิ่งสร้างใหม่ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 1200 เมกะวัตต์ (2x600 MW) โดยทั้งสองโรงมีการใช้ถ่านหินบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงทั้งสิ้น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานถ่านหินด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชีวิตของสัตว์น้ำตามชายฝั่งทะเลและอาชีพการประมง อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดำเนินงานด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพสูงสุด ภาครัฐจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) และส่งเสริมด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง

ความเห็นของประเทศอาเซียนต่อการพัฒนาการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม มีดังนี้

1) ผู้แทนเวียดนาม กล่าวว่าปัจจุบันญี่ปุ่นและเวียดนามมีความร่วมมือระดับทวิภาคีเพื่อสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะสาขา IT และพลังงานระหว่างกัน โดยเป็นความร่วมมือ และให้ความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นทั้งด้านงบประมาณและการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยีขั้นสูงแก่เวียดนาม โดยเฉพาะการก่อตั้งโรงงานพลังงานถ่านหิน (Coal Power Plant) และพลังงานน้ำ (Hydro Power) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Co2) รวมถึงมีจัดตั้งโครงการทดลอง Smart Community ในเวียดนาม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างกัน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนร่วมกัน

2) ผู้แทนพม่า กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันของญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ เมื่อปี 2554 ญี่ปุ่นมีนโยบาย  ลดการใช้พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และหันมาใช้พลังงานทางเลือกทดแทน เช่น พลังงานถ่านหิน ซึ่งมีความปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันได้มีนโยบายให้ความสำคัญและเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงานผลิตไฟฟ้าต่างๆ อย่างเข้มงวด

3) ผู้แทนลาว กล่าวว่าปัจจุบันลาวมีโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 1 โครงการ ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศลาวกับไทย โดยเห็นว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยให้ลาวได้ความรู้ และประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด เพื่อเพิ่มช่องทางเลือก และลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

5.  การจัดตั้งโครงการ Smart Community ในภูมิภาคอาเซียน (Establishment of Smart City in ASEAN Countries) โดย Mr. Kazuhiro Sugie, Deputy Director, Multilateral Trade System Department, Ministry of Economy, Trade and Industry, Japan

     กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้ส่งเสริมโครงการ Smart Community หรือโครงการเมืองสาธิตระบบการจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ ตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (New Growth Strategy) ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ ไทย พม่า (Dawei) และมาเลเซียในการจัดตั้ง Smart Community เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการในด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละกิจกรรมก็ขึ้นอยู่กับความศักยภาพและความสนใจของแต่ประเทศ

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีการดำเนินโครงการ IE Smart Community ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตและพัฒนาสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว เครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อดึงดูด SMEs ของญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และการรักษาสิ่งแวดล้อม

ความเห็นของประเทศอาเซียนต่อการจัดตั้งโครงการ Smart Community ในภูมิภาคอาเซียน มีดังนี้

1) ผู้แทนกัมพูชา ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันกัมพูชาประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตพลังงานประเภทต่างๆ อาทิ การสร้างเขื่อน ซึ่งส่งผลให้กัมพูชาเสียเปรียบด้านการแข่งขันในภูมิภาค ซึ่งญี่ปุ่นได้ให้ความเห็นว่า ศักยภาพของการพัฒนาพลังงานและคงไว้ซึ่งความยั่งยืนนั้น (Stable energy) คือสิ่งสำคัญ ซึ่งเห็นว่ากัมพูชามีทรัพยากรทางธรรมชาติ บุคลากร และโอกาสทางการตลาดของประเทศในการเติบโตอย่างสูง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน โดยการเลือกที่ตั้งการผลิตอย่างเหมาะสม และเอื้ออำนวยต่อระบบการผลิต (Site of Production Lines) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนระยะยาว

2)  ผู้แทนลาว กล่าวว่า ปัจจุบันลาวก็ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในประเทศเช่นกัน โดยการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ของประเทศมาจากเขื่อนพลังงานน้ำ (จำนวน 40-50 เขื่อน) ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการส่งออก ซึ่งทาง AMEICC เห็นว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการผลิต อาทิ การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนในภาพรวม

 

6 ประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าในอาเซียน (Global Trend: Trade/Investment of Environmental Goods/ Services) โดย Mr. Kazuhiro Sugie, Deputy Director, Multilateral Trade System Department, Ministry of Economy, Trade and Industry, Japan

ภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 3.5 เท่าจากปี 2533 ถึงปี 2578 และคาดว่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการผลิตปริมาณของเสีย (Waste) มากที่สุดในโลก โดยในปี 2568  มีปริมาณการใช้น้ำมากที่สุด และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 60 ของการใช้น้ำของทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงมีปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นละอองในอากาศ (PM concentrations) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนมากที่สุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น ปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้เวทีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) APEC และความร่วมมือแบบทวิภาคี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้พยายามถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ (Low Carbon Technology) โดยการจัดตั้ง Joint Crediting Mechanism (JCM) เพื่อดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเจ้าบ้านต่างๆ (Host Country) โดยญี่ปุ่นจะให้   ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ ระบบบริหาร และบริการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศเจ้าบ้าน โดยคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นภายใต้กลไก JCM/BOCM จะมีการทำข้อตกลงเพื่อแบ่งปันเครดิตระหว่าง 2 ประเทศที่ร่วมโครงการ และ/หรือ อาจขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศญี่ปุ่นโดยตรง นอกจากนี้ ในการประชุม APEC 2014 ณ เมืองชิงเตาสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้นำของประเทศสมาชิก ได้ให้สัตยาบันเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการค้าบริการสาขาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางในการดำเนินการขั้นต้น โดยขอให้ทบทวนความคืบหน้าขอสัตยาบัน และหารือเกี่ยวกับคำจำกัดความของการค้าบริการสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการแบ่งปันประสบการณ์และมาตรการด้านผลกระทบ ตลอดจนการเปิดตลาดเพิ่มเติมและการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าบริการสาขาสิ่งแวดล้อมระหว่างกันต่อไป

ความเห็นของประเทศอาเซียนต่อประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าในอาเซียน มีดังนี้

1) ผู้แทน AMEICC ให้ความเห็นว่า การเจรจาด้านการค้าและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมในเวที WTO อาเซียนควรระบุสินค้าเป้าหมายที่ต้องการใหเปิดเสรี และสาขาสงวนอย่างชัดเจน รวมถึงควรมีการประสานกฎระเบียบ และมาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่มีประสิทธิภาพระหว่างกันในภูมิภาค ทั้งนี้ เห็นว่า AMEICC จะสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีสาขาสิ่งแวดล้อมแก่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาบุคลากร และถ่ายโอนความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

1)  โอกาสของผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไทยยังเติบโตได้อีกระยะหนึ่ง เนื่องจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) ยังไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งความต้องการพลังงานในกลุ่มประเทศ ASEAN มีแนวโน้มเติบโตสูง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศ ASEAN ส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะเป็น net importer อยู่ ผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไทยควรเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซธรรมชาติที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากความต้องการใช้สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจถ่านหิน คาดว่ายังมีแนวโน้มเติบโต แต่มีข้อจำกัดที่จะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตถ่านหินสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขของ 450 scenario เป็นต้น

2)  ในภาพรวม อาเซียนยังประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสาขาที่ใช้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าของอาเซียนยังมีจำกัด และไม่เพียงพอต่อการส่งออก ทั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาเซียนจึงควรมีนโยบายเพื่อการพัฒนา และวิจัยเทคโนโลยีในภูมิภาคร่วมกันอย่างเป็นระบบและจริงจัง อาทิ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาบุคลากร และถ่ายโอนความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งในระยะยาวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเสริมสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

 

------------------------------------

 

 

ส่วนสาขาธุรกิจบริการ

สำนักการค้าบริการและการลงทุน

มิถุนายน 2557

 



1)  450 scenario เกิดขึ้นในระหว่างการประชุม UN Climate Talks ณ กรุงโคเปนเฮเกน โดยประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 28 ประเทศในกลุ่ม OECD ได้ตกลงที่จะพยายามลดภาวะโลกร้อนภายใต้เงื่อนไข 450 scenario คือ เป้าหมายของการกำหนดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Concentration of Greenhouse Gases) ในชั้นบรรยากาศไม่ให้เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน หรือ 450 PPM ภายในปี 2573 ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียส จากเดิมที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียสภายในปี 2573 เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ แผนสำคัญคือการลดการใช้เชื้อเพลิงจาก fossil อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน

 

 


Written By:  admin
Date Posted:  17/6/2557
Number of Views:  5991

Return