Search
Main Menu
 รายละเอียด
การประชุมและสัมมนาเรื่อง “ประสบการณ์ปฏิรูปเศรษฐกิจและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด: วางหมากธุรกิจกับยอดกุนซือ ตอนมังกรปรับทัพ ไทยรับหรือเสีย”

การประชุมและสัมมนา

เรื่อง ประสบการณ์ปฏิรูปเศรษฐกิจและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด: วางหมากธุรกิจกับยอดกุนซือ

ตอนมังกรปรับทัพ ไทยรับหรือเสีย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2557

ณ โรงแรม Landmark กรุงเทพฯ

 

กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ได้จัดสัมมนาเรื่อง ประสบการณ์ปฏิรูปเศรษฐกิจและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด: วางหมากธุรกิจกับยอดกุนซือ ตอนมังกรปรับทัพ ไทยรับหรือเสียเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรม Landmark กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้ เกี่ยวกับประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจ และพัฒนาการทางนโยบายล่าสุดของจีน รวมถึงเพื่อสร้างโอกาสและลู่ทางสำหรับสำหรับความร่วมมือด้านใหม่ๆ กับองค์กรวิชาการ/ Think Tank ของจีน และหน่วยงานที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ และขยายโอกาสในการทำการค้าและการลงทุนในประเทศจีนต่อไป

 

สาระสำคัญของการสัมมนา สรุปได้ ดังนี้

1) การสัมมนาเรื่อง ประสบการณ์ปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด: วางหมากธุรกิจกับยอดกุนซือ ตอนมังกรปรับทัพ ไทยรับหรือเสีย”: วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2557

คุณณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีประชากรและมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลก โดยได้เปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนที่สุด เป็นประเทศที่มีเศรษฐีระดับพันล้านมากที่สุดอันดับสองของโลก รวมถึงมีอัตราการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ จีนมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้าและผ่อนปรนกฎระเบียบข้อบังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกรรมมากขึ้นในส่วนของความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบันมีความร่วมมือที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) บรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีปี 2558 2) ร่วมจัดทำบัญชีเงิน เพื่อการชำระเงินหยวนในภูมิภาค และ 3) ให้ไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาคและเป็นทางออกสู่ทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการดำเนินธุรกรรมทางการค้ากับจีนในแต่ละมณฑลมีระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกัน โดยเห็นว่าการเสวนาในวันนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของเศรษฐกิจจีน เพื่อขยายโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างกันต่อไป

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเปิดสัมมนาว่า ปัจจุบันจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ มีอัตราการส่งออกและเติบโตของ GDP สูงอันดับหนึ่งของโลก โดยครองสัดส่วนภาคการส่งออกร้อยละ 10 และนำเข้าร้อยละ 8 ของโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนได้เปลี่ยนรัฐบาลชุดล่าสุดภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง แห่งพรรคคอมมิวนิสจีน โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 1) พัฒนาเขตเศรษฐกิจและการค้า 2) ส่งเสริมธุรกิจด้านการค้าบริการ และ 3) เปิดประตูสู่ภายนอกเพื่อให้ต่างชาติมาลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ลอตัวจีนได้มุ่งส่งเสริมการบริโภคในประเทศมากขึ้น และเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกเติบโตที่ร้อยละ 7.4 ชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ผ่านมาที่ร้อยละ 7.7 อย่างไรก็ตาม เห็นว่าผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายและสถานการณ์เศรษฐกิจจีนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินหยวนยังผันผวน และจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนของธนาคารกสิกรไทยนั้น ปัจจุบันได้ขยายสาขาในประเทศจีนแล้วจำนวน 7 สาขา ได้แก่ ฮ่องกง เซินเจิ้น เฉิงตู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง คุณหมิง และสาขาย่อยเมืองหลงกัน

2) การบรรยายในหัวข้อ "พัฒนาการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน" (China's Economic Reform Progression) โดย ศ.ดร. หวัง ต้าซู่ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเศรษศาสตร์การคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ศ.ดร. หวัง ต้าซู่ กล่าวว่าประเทศจีนก่อนปี2521 ยังไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นประเทศยากจน จนกระทั่งมีการประกาศปฏิรูประบบเศรษฐกิจขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปี2521 ภายใต้พรรคคอมมิวนิสจีนรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจจีนสู่ภายนอกเป็นครั้งแรก และเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศจีนอย่างถาวร โดยการปฏิรูปแบ่งออกเป็น 3 ระดับ 1) การปฏิรูปภาคชนบท (ปี2521-27) ได้แก่ มีการส่งเสริมให้แรงงานชนบทเคลื่อนย้ายสู่ภาคอุตสาหกรรม จัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำนวน 4 เขต จัดตั้งแผนพัฒนาและวางระบบเศรษฐกิจแห่งชาติ และร่างแผนเศรษฐกิจซึ่งอนุญาติการถือครองจากภาคเอกชน 2) การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม ปี (2527-35) ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานสู่ภาคอุตสาหกรรม และเริ่มใช้กลไกตลาด 3) การปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาค (ปี 2535 ถึงปัจจุบัน) มีการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร และเริ่มปรับโครงสร้างระบบรัฐวิสาหกิจ โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั้งนี้ ในปี2544 จีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO เพื่อเปิดเสรีทางการค้าและได้ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งผลให้จำนวนรัฐวิสาหกิจลดลงจากร้อยละ 40 (ปี41) เป็นร้อยละ 5 (ปี54) ทั้งนี้ สาเหตุความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ได้แก่ 1) เปิดตลาดซึ่งส่งผลให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ และนำมาซึ่งการถ่ายโอนเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และเงินทุน 2) ไม่มีการปฏิรูปการเมือง ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างรวดเร็ว 3) มีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น จากภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรม จากภาคตะวันตกสูตะวันออก 4) พัฒนาเป็นส่วนๆ โดยเลือกส่วนที่เห็นว่าพัฒนาได้และมีโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจพัฒนาก่อน ทั้งนี้ นโยบายปฏิรูปดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศจีนเติบโตอย่างรวดเร็วที่ร้อยละ 10 ต่อปี มีรายได้ต่อประชากรเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้ภายในเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

4) การบรรยายในหัวข้อ "ทิศทางนโยบายการค้าการลงทุนของจีนภายใต้รัฐบาลชุดใหม่" (Understanding the Direction of China's Trade and Investment Policies under the New Administration) โดย ศ.ดร. ซ่ง หง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Institution of World Economics and Politics แห่งสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์จีน (CASS)

ศ.ดร. ซ่ง หง กล่าวว่าจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีนในปัจจุบัน ได้แก่ 1) จีนถือว่าเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่สุดตลาดหนึ่งของโลก มีมูลค่าการค้าสินค้าเติบโตจากลำดับที่ 29 ในปี 2521 เป็นลำดับที่ 1 ในปี 2556 โดยในปี56 มีมูลค่าการนำเข้า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯและมูลค่าการส่งออก 2.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 2) จีนก้าวเข้าสู่ระยะสุดท้ายของยุคอุตสาหกรรมภาคการค้าสินค้า และกำลังก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการค้าบริการ โดยมูลค่าภาคการค้าบริการในปี21 มีมูลค่า 23.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ในปี56 มีมูลค่า 44.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง 3) การกระจายความเจริญเติบโตจากภาคตะวันตกสู่ตะวันออก โดยมีปริมาณแรงงานเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ในประเทศมากขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทางภาคตะวันออก ทั้งนี้ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันที่สำคัญ ได้แก่ 1) เปิดตลาดการค้าบริการในสาขาสำคัญ อาทิ การศึกษา วัฒนธรรม และการแพทย์ 2) ผ่อนปรนกฎระเบียบทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะสาขาการออกแบบสถาปัตยกรรม บัญชี โลจิสติกส์ e-commerce และธุรกิจให้บริการเด็กและผู้สูงอายุ 3) เพิ่มปริมาณรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 4) ส่งเสริมการลงทุนตรงจากต่างประเทศ 5) ขยายเปิดเสรีทางการค้าทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี 6) พัฒนาเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานกับประเทศเพื่อนบ้าน และ 7) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เป็นต้น ทั้งนี้ การค้าระหว่างไทยและจีนแบ่งเป็น 3 สาขาหลัก ได้แก่ 1) สาขาเกษตรกรรมและเหมืองแร่ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบ 2) สาขาอุตสาหกรรมขั้นต่ำถึงกลาง ซึ่งจีนมีความได้เปรียบ และ 3) สาขาอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนและส่วนประกอบ (components and parts) และจีนเป็นผู้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูปสู่ตลาดโลก ในส่วนของการค้าโลก ในภาพรวม จีนนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมและชิ้นส่วนจากทวีปเอเชียและบางส่วนจากอียู และส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปยังอียู ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ปัจจุบันมูลค่าการค้าของจีนกับตลาดอาเซียนสูงที่สุดตามลำดับ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

5) การเสวนาเรื่อง "China's Ongoing Reform and its Implications for ASEAN and Thai Business" โดย ศ.ดร. หวัง ต้าซู่, ศ.ดร. ซ่ง หง และ ดร. พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เสถียรภาพเศรษฐกิจ สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และคุณกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดำเนินรายการ

ผลการเสวนาสรุปได้ ดังนี้

1) ปัจจุบันอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวที่ร้อยละ 7.4 ต่อปี จากที่ผ่านมาร้อยละ 10 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมและนโยบายทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ และ การเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีมูลค่า GDP เป็นอันดับสองของโลก และมีนโยบายปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจและส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น รวมถึงมีนโยบายต่อต้านการคอรับชั่น ซึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจจีนจะสามารถฟื้นตัวได้ในเวลาอันใกล้ สำหรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดจีน ปัจจุบันประชาชนจีนมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นและมีตลาดชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการของตลาดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเห็นว่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งออกของไทยมายังตลาดจีน อาทิ ตลาดสินค้าบริการ สินค้าเกษตร ชิ้นส่วนและส่วนประกอบ เป็นต้น ทั้งนี้การเติบโตของตลาดชนชั้นกลางดังกล่าว เป็นผลมาจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนตรงจากต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม   การผลิตในด้านต่างๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

2) การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ได้แก่ ส่งเสริมการเปิดเสรีระดับทวิภาคี ส่งเสริมการขยายตลาดการท่องเที่ยว และส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น (เนื่องจากปัจจุบันไทยและจีนมีมูลค้าภาคการค้าระหว่างกันสูง แต่ภาคการลงทุนระหว่างกันยังอยู่ในระดับต่ำ) ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนในปี 56 คิดเป็นร้อยละ 64.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจีนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็น  ร้อยละ 11.9 ของการส่งออกทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ในส่วนของผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนต่อไทย เห็นว่าการส่งออกไทยมีความสัมพันธ์ผันตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยการส่งออกขยายตัวร้อยละ 1.4 ในปี 56 และลดลงร้อยละ 11.2 ในไตรมาสแรกของปี 57

3) ภาคการค้าบริการ อุตสาหกรรมการค้าบริการมีอัตราการเติบโตสูงสุดทั้งขายส่งและขายปลีก (ร้อยละ 46.9) แซงหน้าภาคอุตสาหกรรม (43.89) และภาคการเกษตร (ร้อยละ 10.01) และเห็นว่ามีแนวโน้ม   การเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีในการขยายการลงทุนแก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย โดยในปี56 มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นร้อยละ 17.6 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด

4) นโยบายการส่งเสริมการบริโภคในประเทศและการเติบโตที่ยั่งยืน อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยได้ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าจีนยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีโอกาสในหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าเกษตร เช่น ข้าว และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนประกอบ รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น

5) ภาคการเงินและการธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทระดมทุนอลิบาบา (Alibaba-Financial Institution) ของจีน ซึ่งเป็นบริษัทระดมทุนระบบ e-banking ขนาดใหญ่ ที่เสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารทั่วไป ส่งผลให้มีนักลงทุนชาวจีนนำเงินไปลงทุนจำนวนมาก โดยเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารไทยในจีน ซึ่งในระยะสั้นเห็นว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากธนาคารไทยมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ แต่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อความร่วมมือในระดับทวิภาคีทางด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ ประเทศจีนมีนโยบายในการปฏิรูปภาคการเงิน โดยเฉพาะนโยบายรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

6) ผลกระทบจากนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งเห็นว่าอาจมีผลกระทบต่อตลาดแรงงานในอนาคตแต่ปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบมากนัก โดยจีนมีมาตรการผ่อนปรนนโยบายดังกล่าว ซึ่งยังคงต้องติดตามต่อไป

7) ผลกระทบจากค่าครองชีพในเมืองใหญ่ (Bubble Economy) แถบทางภาคตะวันออกของประเทศ อาทิ ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานมายังตลาดภาคตะวันตก

8) นโยบายสำคัญของจีนปี 57 คือการพัฒนาปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาความแออัดและเพิ่มคุณภาพสังคมเมือง (Urbanization) อาทิ พัฒนาเมืองภาคตะวันตกและสนับสนุนการเคลื่อนย้ายฐานแรงงานกลับสู่ชนบท เป็นต้น

 6) การเสวนาเรื่อง "โอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจกับจีนภายใต้บริบทของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่" โดย คุณวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง, คุณบุษกร พฤกพงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้, คุณสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว, คุณอนันต์ ลาภสุขสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

ผลการเสวนาสรุปได้ ดังนี้

1) โอกาสทางธุรกิจในตลาดจีน สามารถวิเคราะห์ได้จากนโยบายหลักที่สำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาสู่ความเป็นเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายสังคมเมืองให้ใหญ่กว่าสังคมชนบท เพื่อสร้างฐานชนชั้นกลาง ซึ่งตั้งเป้าหมายว่า ภายในปีค.ศ. 2020 (2563) (ครบรอบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิส) จีนจะสามารถสร้างสังคมเสียงดัง หรือเพิ่มสังคมชนชั้นกลางที่มีความอยู่ดีกินดีได้ร้อยละ 60 ของประชากรประเทศ (2) การสร้างสังคมทันสมัยเต็มรูปแบบให้ได้ในปีค.ศ. 2049 (2592) (ครบรอบร้อยปีสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยปัจจุบันจีนเน้นการพัฒนาด้านนวัตกรรม อาทิ ขยายตัวด้าน e-commerce ทั้งด้านการค้า การลงทุนและการเงิน โดยจากสถิติปัจจุบันชาวจีนนิยมซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เนต 300 ล้านคน และใช้ใช้บริการอินเตอร์เนตผ่านมือถือจำนวน 500 ล้านคน (3) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการสร้างสังคมเมืองต้องมาคู่กับการักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวจีน (4) การผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียว เพื่อสร้างตลาดแรงงานรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (5) การต่อตานการคอร์รับชั่น (6) การขยายความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค (ASEAN Infrastructure Investment Bank: AIIB) ซึ่งจีนเสนองบประมาณ 50 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศอาเซียนในการพัฒนา และกระจายโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เพื่อพัฒนาความร่วมมือภายในภูมิภาคอาเซียน

2) โอกาสและปัญหาการค้า การลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้และมณฑลใกล้เคียง นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง สู่เขตทดลองการค้าเสรีนครเซี่ยงไฮ้ มุ่งปฏิรูปและเปิดกว้างเศรษฐกิจ  4 ด้าน ได้แก่ การลงทุน การค้า การเงิน และกฎระเบียบการจัดการภาครัฐ ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจเติบโต และเพิ่มรายได้แก่ประชากรในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความต้องการของตลาดสินค้าคุณภาพสูง โดยร้อยละ 35 มีรสนิยมในการบริโภคสินค้าบริการที่มีระดับ อาทิ ธุรกิจอาหาร สปา สื่อบันเทิง ห้างสรรพสินค้า และแฟชั่นเสื้อผ้าที่มีการออกแบบอย่างประณีต โดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีของไทยซึ่งมีศักยภาพในด้านดังกล่าว ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจจำแนกได้ดังนี้ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และคมนาคม มณฑลเจียงซู เป็นฐานอุตสาหกรรม อาทิ ท่าเรือ การรถไฟ โดยมีการลงทุนต่างประเทศมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มณฑล   เจ้อเจียง มีศักยภาพทางธุรกิจ การค้า การลงทุนและท่องเที่ยว ภาคธุรกิจออกไปลงทุนต่างประเทศอันดับ 1 ของประเทศ มณฑลอานฮุย เป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต และมีระดับทุนในการทำธุรกิจต่ำที่สุดในเขตเศรษฐกิจ

3) มณฑลกวางตุ้งกับแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 เป็นมณฑลที่มีประชากรและมูลค่า GDP มากที่สุดในจีน ปัจจุบันเป้าหมายหลักของมณฑลกวางตุ้ง สร้างมณฑลแถวหน้าของระบบสังคมนิยมแบบจีน บุกเบิกตลาดเพื่อการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งและเปิดกว้าง และทดลองพื้นที่สำหรับการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นที่สังคมอยู่ดีกินดีและสังคมนิยมที่ทันสมัย ทั้งนี้ ไทยและมณฑลกวางตุ้งมีนโยบาส่งเสริมความร่วมมือกันครอบคลุมหลายสาขา อาทิ การเชื่อมโยงด้านคมนาคมทั้งทางบก อากาศและทางน้ำ การค้าการลงทุน โดยตั้งเป้าให้การค้าไทย-จีน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี และการเชื่อมโยงภาคประชาชน ทั้งนี้ เห็นว่ากุญแจสู่ความสำเร็จ คือการเข้าถึงตลาด และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น

4) ธุรกรรมเงินหยวน ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการระหว่างประเทศ ปัจจุบันสกุลเงินหยวนคือสกุลเงินสากลลำดับที่ 2 รองจากสหรัฐฯ โดยจีนมุ่งส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวน (RMS) เป็นสกุลเงินสากล เพื่อใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมโดยเสรีในระดับนานาประเทศ โดยมีเป้าหมายว่าทั่งโลกจะใช้สกุลเงินหยวนเพื่อเป็นเงินตราสำรองระหว่างประเทศร้อยละ 10

ความคิดเห็นและช้อเสนอแนะ

ในภาพรวม เนื่องจากปัจจุบันประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ มีอัตราการส่งออกและเติบโตของ GDP สูงอันดับหนึ่งของโลก มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่ร้อยละ 10 ต่อปี และมีรายได้ต่อประชากรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการขยายตัวของรายได้ประชากร และกลุ่มประชาชนชั้นกลางของประเทศ นอกจากนี้ จีนยังได้มีนโยบายส่งเสริมในด้านต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ ส่งเสริมการค้า การค้าบริการ และเพิ่มปริมาณการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พัฒนานวัตกรรม และขยายเปิดเสรีทางการค้า ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการค้าบริการถือเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการเติบโตสูงสุดในปัจจุบันที่ร้อยละ 46.9 ต่อปีและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการขยายการลงทุนแก่ผู้ประกอบการไทย อาทิ ธุรกิจแฟชั่น อาหาร สปา บริการท่องเที่ยว การเงิน และสุขภาพ เป็นต้น

 

------------------------------------

 

 

ส่วนสาขาธุรกิจบริการ

สำนักการค้าบริการและการลงทุน

พฤษภาคม 2557

 


Written By:  admin
Date Posted:  17/6/2557
Number of Views:  5003

Return