Search
Main Menu
 รายละเอียด
การสัมมนาเรื่อง "โครงการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" จัดโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การสัมมนา

เรื่อง "โครงการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" จัดโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

วันพุธที่ 9 เมษายน 2556  เวลา 9.00 - 16.00 น.

โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่

 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดสัมมนาเรื่อง "โครงการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาเมื่อวันพุธที่ 9 เมษายน 2556  เวลา 9.00 - 16.00 น. ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่ เพื่อเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ผ่านการวิเคราะห์บทบาทภาคธุรกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และนำเสนอโครงการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยบริษัท เอ๊กเซลเลนท์บิสเนสแมเนจเม้นท์ จำกัด เกี่ยวกับการศึกษาภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจาก 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยต่อไป

 

สาระสำคัญของการสัมมนา สรุปได้ ดังนี้

1) การบรรยายพิเศษ เรื่อง "บทบาทของภาคธุรกิจในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์" โดยนายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการแพทย์และธุรกิจต่างประเทศ เครือโรงพยาบาลพญาไท

            นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ กล่าวบรรยายพิเศษว่า จุดประสงค์ในการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เป็นผลมาจากรัฐบาลต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียช่วงปี 2540 ซึ่งได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการเป็น medical hub of Asia ซึ่งส่งผลให้ในปัจจุบันแต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเดินทางเข้ามาประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเช็คสุขภาพประจำปีสูงที่สุด ทั้งนี้ เห็นว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญ อาทิ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าและตราสินค้าไทยสร้างและนเวียนรายได้แก่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องและหลากหลาย พัฒนาบุคลากร รวมถึงเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและชื่อเสียงของประเทศในภาพรวม ทั้งนี้ เห็นว่าไทยควรเร่งปรับตัว พัฒนาและเตรียมพร้อมเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาทางเทคโนโลยีทางการแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ควบคู่กันไป โดยเห็นว่าในปัจจุบันไทยยังขาดการวางแผนและพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์อย่างจริงจัง ส่งผลให้ปริมาณแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบันมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุดในปัจจุบัน ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตะวันออกกลางและอาเซียน เพื่อตรวจและรักษาโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อและมะเร็งตามลำดับ รองลงมาคือผ่าตัดศัลยกรรม และรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งนี้ เห็นว่าการกำหนดนโยบายควรศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดให้ชัดเจน ว่าความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันคืออะไรและไปในทิศทางใด เช่น ปัจจุบันผู้บริโภควัยกลางคนให้ความสนใจต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์  ความต้องการได้อย่างถูกต้อง สำหรับแนวทางการกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เห็นว่าทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนควรกำหนดนโยบายร่วมกันเพื่อทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติให้เป็นแผนเดียวกันต่อไป

 

2) การนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง "ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" โดยนายณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์ หัวหน้าโครงการฯ  

            นายณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์ กล่าวว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและ/หรือบำบัดฟื้นฟูสุขภาพ และรักษาพยาบาล รวมถึงเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกต่อการส่งเสริมและรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป และแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) การบริการด้านการแพทย์ (2) การบริการด้านสุขภาพ และ (3) ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่ารายได้จากนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวต่างชาติสูงขึ้นตามลำดับ โดยในปี 2555 ภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุด ได้แก่ เอเชียใต้ (65.9%) เอเชียตะวันออก (65.8%) และแอฟริกา (51.2%) และตลาดที่สร้างรายได้สูงสุด ได้แก่ อินเดีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 86,506 ล้านบาท โดยจุดประสงค์ของการเดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพ ตรวจทันตกรรม และผ่าตัดศัลยกรรมตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่ตัดสินใจเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่ามีอัตราค่าบริการทางการแพทย์ไม่สูง แต่มาตรฐานและชื่อเสียงการให้บริการทางการแพทย์สูงกว่าในประเทศของตน เป็นต้น ในภาพรวมมีความพึงพอใจต่อบริการด้านการแพทย์ โดยเฉพาะการให้บริการรักษาพยาบาลภาพรวม การตรวจสุขภาพ ตรวจทันตกรรม และศัลยกรรมความงาม สำหรับความพึงพอใจการให้บริการแพทย์แผนไทยและสปา มีความพึงพอใจต่อคุณภาพให้บริการของพนักงานนวด ราคา และความหลากหลายของการให้บริการ ตามลำดับ สำหรับจุดด้อย ได้แก่ การติดต่อสื่อสารของพนักงาน มาตรฐานของอุปกรณ์และการให้บริการ (รวมถึงกลิ่นสมุนไพร) และที่ตั้งของสถานประกอบการ เป็นต้น ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาด (SWOT Analysis) เห็นว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายประการ อาทิ ที่ตั้งของประเทศที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ความพร้อมของการให้บริการด้านการท่องเที่ยว อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติ และมีความพร้อมของบุคลากรที่มีทักษะ เทคโนโลยี และมีการให้บริการทางสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงมีความเป็นไทย (Thainess) เช่น โอบอ้อมอารีและรอยยิ้มของคนไทย เป็นต้น จุดอ่อน อาทิ ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากจำนวนประชากรมและนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น มาตรฐานของสถานประกอบการและการบริการเชิงสุขภาพ และขาดทักษะด้านภาษาในการสื่อสาร โดยเฉพาะขาดการรวมกลุ่มในภาคต่างๆ ในการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะแข่งทางด้านราคามากกว่า โอกาส อาทิ ปริมาณนักท่องเที่ยวโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาพการดำรงชิวิตในปัจจุบันที่ส่งผลต่อปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น เช่นความเร่งรีบและความเครียด การเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพความตื่นตัวของผู้ประกอบการไทยในการรวมกลุ่มกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มขึ้นของเส้นทางคมนาคม เช่น เส้นทางการบิน และการเปิดเสรีของภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น อุปสรรค อาทิ การแข่งขันที่สูงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าทางด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า รวมถึงการเปิดเสรีในภูมิภาคต่างๆ อาจส่งผลให้เกิดการไหลออกของบุคลากรของประเทศไปยังประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเป็นต้น

            3. การเสวนากลุ่มย่อย เรื่อง "การจัดทำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย ด้าน (1) การบริการทางการแพทย์กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ (2) การบริการสุขภาพ (สปาและนวดแผนไทย) กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ"

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ควรมีการพัฒนากลยุทธและประสิทธิภาพด้านการตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยควรมีการกำหนดการเจาะกลุ่มตลาดและมีมาตรการทางการตลาดที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า อาทิ การให้บริการแบบ package แบบองค์รวม เช่นการเข้ารักษาพยาบาล (40%) และการใช้บริการหรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เกี่ยวเนื่อง (60%) เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ภาครัฐควรดำเนินการศึกษาและวิจัยแนวโน้มของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสามารถกำหนดแนวทางและนโยบายได้อย่างถูกต้อง สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการ ภาครัฐควรให้บริการและความรู้แก่ผู้ประกอบการในด้านการติดต่อและลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการยังขาดทักษะและความรู้เกี่ยวกับการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยทางสมาคมผู้ประกอบการอาจพัฒนาเว็บไซต์ด้านบริการข้อมูลเพื่อการประกอบการและติดต่อธุรกิจในตลาดต่างประเทศที่เป็นสื่อกลางเพื่อกระจายข้อมูล และควรเชื่อมโยงกับทางภาครัฐ อาทิ กรมการท่องเที่ยวและ ททท.ด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 3 สำหรับการกำหนดมาตรฐานสถานประกอบการ ควรมี พรบ. เพื่อกำหนดมาตรฐานสถานประกอบการและมาตรฐานการให้บริการที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีพรบ.ดังกล่าว รวมถึงการลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควรมีออก travel insurance ให้เป็นระบบแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อให้บริการและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยว

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เช่นแพทย์ พยาบาล และการแพทย์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ กำหนดมาตรฐานระดับความรู้ ทักษะการให้บริการที่ถูกต้อง และควรมีการสื่อสารวัฒนธรรมความเป็นไทยได้อย่างถูกต้องชัดเจน รวมถึงควรมีการวิเคราะห์อัตราบุคลากรอย่างรอบคอบเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจและป้องกันการขาดแคลนบุคลากรในอนาคต โดยเห็นว่าหัวข้อการพัฒนาบุคลากรควรเป็นหัวข้อสำคัญที่ควรบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และควรมีการกำหนดหลักสูตรการศึกษาเพื่อรองรับการเติบโตด้าน Medical tourism อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในปัจจุบันได้กำหนดหลักสูตรการศึกษามาตรฐานวิชาชีพผ่านกรอบคุณวุฒิ 5 สายวิชาชีพแล้ว ซึ่งจะมีการออกใบประกาศวิชาชีพให้กับวิชาชีพให้บริการทางสปา โดยเห็นว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานแก่สถานประกอบการและธุรกิจสปาและนวดแผนไทยทั้งระบบด้วย

 

 

ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

วิสัยทัศน์: "เป็นผู้นำการให้บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบครบวงจรของภูมิภาคด้วยการบริการที่ได้มาตรฐานระดับโลกและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย"

เป้าประสงค์:

1) รักษาความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค

2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านให้บริการด้านการแพทย์และบริการที่ครบวงจร

3) เพิ่มรายได้ต่างประเทศจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

4) บุคลากรสาธารณสุขของประเทศมีปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพสอดคล้องกับตลาด

เป้าหมาย:

1) นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการด้านการแพทย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี

2) นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี

3) รายได้ต่างประเทศจากการใช้บริการด้นการแพทย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี

4) รายได้จากต่างประเทศจากการใช้บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี

5) เพิ่มจำนวนบุคลากรสาธารณสุขให้สอดคล้องกับการขยายตัวของการใช้บริการด้านการแพทย์

6) บุคลากรด้านการแพทย์มีความรู้ภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้น

                            ยุทธศาสตร์ที่ 1: การพัฒนาบริการเชิงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อการท่องเที่ยว

                            1.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานบริการแพทย์แผนไทยและนวดแผนไทยเพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการ

                            1.2 การสร้างสรรค์บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม   การท่องที่ยวเชิงสุขภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

2.1 พัฒนาประสิทธิภาพด้านการตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

2.2 สร้างระบบข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนด้านการตลาดบริการเชิงสุขภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

3.1 ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาการให้บริการด้านการแพทย์

3.2 ลดผลกระทบต่อบริการสาธารณสุขอันสืบเนืองมาจากการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว

ยุทธศาสตร์ 4: พัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และสุขภาพเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว

4.1 พัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์ เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว

4.2 พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

--------------------------------------------

ส่วนสาขาธุรกิจบริการ

สำนักการค้าบริการและการลงทุน

เมษายน 2557

 


Written By:  admin
Date Posted:  17/6/2557
Number of Views:  9987

Return