Search
Main Menu
 รายละเอียด
บทวิเคราะห์ “สถานการณ์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลของยูเครน”

               สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากชาวยูเครนหลายแสนคนได้ออกมารวมตัวกันที่จัตุรัสใจกลางกรุงเคียฟเมืองหลวงของประเทศ เพื่อประท้วงต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลในการระงับการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองโลก และคล้ายคลึงกับการชุมนุมทางการเมืองในไทย ลำดับเหตุการณ์และผลกระทบจากการประท้วงของยูเครน รวมถึงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าไทย-ยูเครน มีรายละเอียดดังนี้

1. สถานการณ์ทางการเมือง

สืบเนื่องจากรัฐบาลยูเครนประกาศระงับการเจรจาการลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปหลังจากมีการเจรจาร่วมกันไปแล้วถึง 1 ปี และเลือกที่จะคงความสัมพันธ์ที่ดีกับสหพันธรัฐรัสเซียต่อไป ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองขึ้น เมื่อรัฐบาลประกาศว่าได้ระงับการลงนามข้อตกลงฯ ดังกล่าว ประชาชนหลายแสนคนซึ่งไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลได้ออกมารวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องให้มีการถอดถอนประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิชออกจากตำแหน่ง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution)[1] ที่เคยเกิดขึ้นในยูเครนเมื่อปี 2547 และประสบผลสำเร็จในท้ายที่สุด

ลำดับเหตุการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นในยูเครนสรุปได้ ดังนี้

               - การประท้วงใหญ่ในช่วงแรกเริ่มต้นเมื่อประชาชนยูเครนหลายหมื่นคนมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลดังที่กล่าวไปข้างต้น โดยการประท้วงมีพรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นแกนนำ พร้อมทั้งประกาศว่าจะเดินหน้าการชุมนุมต่อไปจนกว่าประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิชจะยอมลงนามข้อตกลงฯ กับสหภาพยุโรประหว่างการประชุมสุดยอดประเทศหุ้นส่วนตะวันออก ณ กรุงวิลนีอัส เมืองหลวงของลิธัวเนียในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 แต่ท้ายที่สุด ยูเครนได้ตัดสินใจระงับการลงนามในข้อตกลงฯ ดังกล่าวในนาทีสุดท้ายจนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่

               - ต่อมาการประท้วงในช่วงเดือนธันวาคม 2556 เริ่มมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเริ่มมีมาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมจากตำรวจ โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2556 อดีตประธานาธิบดียูเครน 3 คน ได้แก่ เลโอนิด คราฟชุค เลโอนิด คุชมา และวิคเตอร์ ยูเชนโก ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับประณามการที่ตำรวจปราบจลาจลโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งอดีตผู้นำยูเครนทั้งสามคนได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช และแกนนำเร่งหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อบรรลุข้อเรียกร้องที่ประชาชนต้องการให้ยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป 

               - ปัจจุบัน สถานการณ์การประท้วงยังคงดำเนินต่อมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในวันที่ 18 มกราคม 2557 ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ได้ลงนามอนุมัติการบังคับใช้กฎหมายห้ามการประท้วงและการชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะ ซึ่งบทลงโทษยังรวมถึงการปิดล้อมสถานที่ราชการและการตั้งค่ายพักแรมและเวทีปราศรัยในบริเวณที่เป็นสถานพื้นที่สาธารณะ โดยอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี  ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะสกัดกั้นประชาชนจำนวนนับแสนที่ออกมาชุมนุม ทำให้สถานการณ์การประท้วงยังไม่อาจคลี่คลายและข้อเรียกร้องของประชาชนยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลต่อไป 

               - นอกจากนั้น การประท้วงครั้งใหญ่ครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยรัฐบาลยูเครนได้ขอความช่วยเหลือทางการเงินกับรัสเซียไปและรัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบเงินจำนวน 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลและยังยืนยันว่าอนาคตของประเทศคือการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสหภาพยุโรป

 

2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของยูเครน

               ในระหว่างปี 2554-2556 เศรษฐกิจของยูเครนมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณร้อยละ 5.8 ต่อปี อย่างไรก็ดี ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน อาจส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะการประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลอาจทำให้ยูเครนประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศ โดยทุนสำรองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของยูเครนได้ลดลงร้อยละ 9 หลังจากรัฐบาลตัดสินใจระงับการเจรจาลงนามข้อตกลง ฯ กับสหภาพยุโรป 

               อีกทั้ง จากข้อมูลของธนาคารกลางยูเครน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำสำรองลดลงไปเป็น 18.79 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 20.60 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขในหนึ่งเดือนก่อนหน้าที่จะมีการประท้วง นอกจากนั้น การประท้วงยังกระทบถึงค่าเงินฮริฟเนียของยูเครน ทำให้ธนาคารต้องเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินฮริฟเนียไม่ให้ดิ่งลงมากเกินไป ซึ่งถ้าการประท้วงยืดเยื้อและรุนแรงยิ่งขึ้น อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศที่ย่อมมีความวิตกกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของยูเครน รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการชำระหนี้และหลีกเลี่ยงภาวะผิดนัดชำระหนี้ด้วย

 

3. ผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของยูเครน

               ยูเครนต้องเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2547 โดยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรปด้วย กล่าวคือ ภายหลังการปฏิวัติสีส้ม นโยบายต่างประเทศของยูเครนได้สะท้อนให้เห็นว่า ยูเครนเป็นประเทศที่สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของประเทศ ทำให้ยูเครนได้รับการยอมรับจากนานาประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันนโยบายสำคัญที่ยูเครนยังคงยึดถือมาโดยตลอดคือ การรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของยูเครน และยูเครนก็เป็นเส้นทางส่งออกก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังภูมิภาคยุโรปเช่นกัน ทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ

 

4. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าไทย-ยูเครน

               ไทยและยูเครนได้เริ่มเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้าระหว่างกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและยูเครนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) เพื่อเป็นกลไกในการปฏิบัติตามความตกลงฯ และเป็นเวทีการหารือในระดับทวิภาคี เพื่อขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบการลงนามความตกลงทางการค้าดังกล่าว จากนั้นไทยและยูเครนได้ประสานนัดหมายเพื่อให้รัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายลงนามในความตกลงทางการค้ามาเป็นระยะๆ แต่เนื่องจากทั้งสองฝ่ายติดภารกิจอื่น จึงยังไม่สามารถลงนามในความตกลงดังกล่าวได้ และด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของทั้งยูเครนและไทยซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องชะลอการลงนามออกไปจนกระทั่งสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ จึงจะสามารถประสานนัดหมายการลงนามได้อีกครั้ง

               ปัจจุบัน ยูเครนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 63 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(CIS) รองจากรัสเซียและอาเซอร์ไบจาน การค้าของไทยกับยูเครนในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2551-2555) มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 560.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 2556 (มกราคม-พฤศจิกายน) การค้าระหว่างไทยกับยูเครนมีมูลค่า 415.20 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 117.38 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้ามูลค่า 297.82 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตู้เย็น และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น สำหรับสินค้านำเข้าสำคัญจากยูเครน ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ยุทธปัจจัย เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุกเป็นต้น

 

5. ข้อคิดเห็น

               5.1 การที่ยูเครนตัดสินใจหันกลับมาให้ความสำคัญกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการที่รัสเซียสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจของยูเครนได้ทันที เพราะหากยูเครนยังคงเดินหน้าเจรจาข้อตกลงฯ กับสหภาพยุโรป อาจจะใช้ระยะเวลานานกว่าเศรษฐกิจของยูเครนจะได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและรัสเซียที่แนบแน่นขึ้น จึงเป็นที่จับตามองว่า ในอนาคตยูเครนอาจมีแนวโน้มที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากรรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2553

               5.2 สถานการณ์การประท้วงในยูเครนและไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2557 และยังคงอยู่ในสภาวะตึงเครียดเช่นกัน โดยทั้งสองประเทศมีรูปแบบการประท้วงที่คล้ายกันคือ การต่อต้านการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันและมีข้อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมีการแสดงออกด้วยการรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากที่จุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ในเมืองหลวงทั้งกรุงเคียฟและกรุงเทพฯ อีกทั้ง ยังมีความพยายามปิดล้อมสถานที่ราชการ ซึ่งนำมาสู่ความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างประชาชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

----------------------------------------

สำนักทวิภาคี

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

มกราคม 2557

 



[1]การปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution) มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจในผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่นายวิกเตอร์ ยานูโควิชได้รับชัยชนะ เนื่องจากประชาชนบางส่วนเห็นว่าไม่โปร่งใส และท้ายที่สุดนำมาสู่การประท้วงครั้งใหญ่และยกเลิกผลการเลือกตั้งเดิม ซึ่งผลการเลือกตั้งใหม่ส่งผลให้นายวิกเตอร์ ยูเชนโกได้รับชัยชนะ


Written By:  admin
Date Posted:  28/4/2557
Number of Views:  8446

Return