Search
Main Menu
 รายละเอียด
ความคืบหน้าของสถานการณ์การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

1. ความเป็นมา

              เมื่อปี 2553 องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และชาติอื่นๆ ได้มีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อต่อต้านการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ประกอบด้วย การคว่ำบาตรด้านพลังงาน การประกันภัย การขนส่ง การธนาคาร และการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นหลักที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอิหร่านมากที่สุด เพราะรายได้กว่าร้อยละ 80 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดมาจากการส่งออกน้ำมัน การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจส่งผลให้อิหร่านสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ อิหร่านยังเกิดปัญหาค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ปัญหาเงินเฟ้อสูงกว่าร้อยละ 30 และปัญหาการว่างงานสูงกว่าร้อยละ 15 ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนี้ ทำให้ประชาชนอิหร่านเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่และให้รัฐบาลเร่งเจรจากับชาติมหาอำนาจให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยเร็ว

              ในเดือนมิถุนายน 2556 อิหร่านได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ผู้ที่มีนโยบายการต่างประเทศทางสายกลางได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 7ของอิหร่าน และเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2556 สำหรับปฏิกิริยาของชาติมหาอำนาจที่มีต่อผลการเลือกตั้งนั้น สหรัฐอเมริกายังมีท่าทีระมัดระวัง แต่พร้อมที่จะเปิดการเจรจาเพื่อร่วมหาทางออกเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่วนสหภาพยุโรปเห็นว่า ผลการเลือกตั้งที่ได้ประธานาธิบดีที่มีนโยบายทางสายกลางถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่อิหร่านจะมีการเจรจากับนานาชาติมากขึ้นเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม นายฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) จะต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้หาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อิหร่านเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ปัญหาการว่างงานและปัญหาเงินเฟ้อ และการเจรจากับนานาชาติให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

2. ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

              เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงชั่วคราว (Joint Plan of Action) กับสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ P5+1 (สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน + เยอรมนี) ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการเจรจาครั้งนั้นมีนาย Javad Zarif รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เป็นประธานร่วมฝ่ายอิหร่าน และนาง Catherine Ashton ผู้แทนด้านนโยบายการต่างประเทศของสหภาพยุโรปเป็นประธานร่วมของกลุ่ม P5+1 โดยข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้อิหร่านระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ภายใต้ข้อตกลงมีสาระสำคัญโดยสังเขป คือ

                        - อิหร่านจะต้องหยุดเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อยละ 5 (แร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 5 เป็นระดับความเข้มข้นสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้า) และต้องเจือจางแร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อยละ 20 (แร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไปเป็นระดับความเข้มข้นที่อาจสามารถนำไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้) ที่มีอยู่ในคลังทั้งหมดของอิหร่านให้เหลือความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 ด้วย

                        - อิหร่านจะต้องไม่เปิดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์น้ำมวลหนัก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การผลิตกัมมันตภาพรังสีพลูโตเนียมที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

                        - อิหร่านต้องให้คณะผู้สังเกตการณ์จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (The International Atomic Energy Agency: IAEA) เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ที่เมืองนาทานซ์ (Natanz) และโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดที่อยู่ใกล้กับเมืองกุม (Qom) นับตั้งแต่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้

                        - กลุ่มประเทศ P5+1 จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและจะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรใดๆ เป็นระยะเวลา 6 เดือน หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด

                        - ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน อิหร่านจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเป็นมูลค่า7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมถึงรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่ถูกอายัดไว้ที่ธนาคารในต่างประเทศมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การระงับการคว่ำบาตรบริการประกันภัยและบริการขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน ทองคำ โลหะมีค่า และการส่งออกยานยนต์และปิโตรเคมีของอิหร่าน

              ข้อตกลงดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มกราคม 2557 ซึ่งอิหร่านเปิดเผยว่า หลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลอิหร่านและกลุ่มประเทศ P5+1 จะเริ่มเจรจาเพื่อแสวงหาจุดร่วมเกี่ยวกับกิจกรรมที่ชาติตะวันตกสงสัยว่ามีขึ้นเพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ โดยล่าสุดอิหร่านได้ขอให้มีการประชุมร่วมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557

3. ท่าทีของนานาชาติหลังจากการบรรลุข้อตกลงชั่วคราว (Joint Plan of Action)

              หลังจากการบรรลุข้อตกร่วมกันระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ P5+1 พบว่า ประเทศต่างๆ มีท่าทีที่เป็นบวกต่ออิหร่าน (ยกเว้นอิสราเอล) และมีความสนใจที่จะทำการค้ากับอิหร่านเพิ่มขึ้น อาทิ จีนในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านได้สั่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเพิ่มขึ้นจาก 249,848 บาร์เรลต่อวันในเดือนตุลาคม 2556 เป็น 538,513 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤศจิกายน 2556 บริษัทรถยนต์ของฝรั่งเศส เยอรมนี มีความสนใจและอยู่ระหว่างการตัดสินใจที่จะกลับเข้าไปลงทุนในอิหร่านหรือส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งคาดว่า หากบริษัทรถยนต์ของต่างประเทศกลับเข้าไปลงทุนหรือส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังอิหร่านอีกครั้ง จะทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณการผลิตรถยนต์ อันนำไปสู่การจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์และการจ้างงานภายในประเทศเป็นจำนวนมาก เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมพลังงาน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับยุโรปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นจากผู้แทนรัฐสภาสหราชอาณาจักรได้เดินทางเยือนอิหร่าน สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหราชอาณาจักรเป็นไปในทิศทางบวก

4. ข้อคิดเห็น

              การเข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศ P5+1 ของอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่โอนอ่อนของอิหร่านที่มีต่อนานาชาติมากขึ้น และการบรรลุข้อตกลงชั่วคราว (Joint Plan of Action) นับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอิหร่านที่จะสานสัมพันธ์มิตรไมตรีอันดีกับนานาชาติ และยังเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อิหร่านเผชิญอยู่ เนื่องจากถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน

              หลังจากได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแล้ว นายฮัสซัน รูฮานีได้ตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 3 ภายในเดือนมีนาคม 2558 และจะแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจากปัจจุบันที่สูงกว่าร้อยละ 40 ให้เหลือเพียงร้อยละ 35 ภายในเดือนมีนาคม2557 และเหลือร้อยละ 25 ภายในเดือนมีนาคม 2558 ซึ่งหากอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด จนนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ คาดว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะกลับมาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจข้างต้นได้

              ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทย สืบเนื่องจากการประชุม JC ไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่22 - 24 กุมภาพันธ์ 2554 ณ กรุงเทพมหานคร ไทยและอิหร่านสามารถสรุปความตกลงทางการค้าไทย-อิหร่านฉบับใหม่ระหว่างกันได้สำเร็จ แต่จนถึงปัจจุบันไทยและอิหร่านยังไม่มีการลงนามความตกลงดังกล่าว เนื่องจากในขณะนั้นอิหร่านถูกประเทศมหาอำนาจคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไทยจึงเห็นว่า การลงนามในความตกลงทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศมหาอำนาจ จึงได้ชะลอการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ หากสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นไปในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง จะเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะดำเนินการเรื่องความตกลงทางการค้าต่อไปได้ โดยมิต้องกังวลที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ

            อย่างไรก็ตาม ไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วงระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ว่า อิหร่านจะสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดได้หรือไม่ เพราะหากอิหร่านไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ กลุ่มประเทศมหาอำนาจก็พร้อมที่จะหันกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรได้ทันที ซึ่งอาจจะทำให้บรรยากาศทางการค้ากับอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้งได้

 

 

สำนักทวิภาคี

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

มกราคม 2557


Written By:  admin
Date Posted:  28/4/2557
Number of Views:  6066

Return