Search
Main Menu
 รายละเอียด
สรุปการสัมมนาเรื่อง “Dialogue on Trade and Investment Coherence: Enabling Thai SMEs for AEC 2015”

สรุปการสัมมนา

เรื่องDialogue on Trade and Investment Coherence: Enabling Thai SMEs for AEC 2015”

วันที่ 22 มกราคม 2556 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว

จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ UN ESCAP จัดสัมมนาเรื่องDialogue on Trade and Investment Coherence: Enabling Thai SMEs for AEC 2015” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาฯ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs และสื่อมวลชน ประมาณ 130 คน

การสัมมนาในครั้งนี้ ผู้ร่วมการอภิปรายล้วนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ 1) นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI 2) Dr. Ravi Ratnayake ผู้อำนวยการ Trade and Investment Division, UN ESCAP 3) Mr. Arnaud Bialecki ผู้แทนศูนย์ธุรกิจยุโรป-อาเซียน (The European and ASEAN Business Centre) พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก National University of Singapore U.S. Patent Trademark, Baker & McKenzie และ The Venture Catalyst Group เข้าร่วมการอภิปรายและบรรยาย

                        วัตถุประสงค์ในการจัดสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการค้าและการลงทุน ทั้งในประเด็นด้านนโยบายของภาครัฐและการเตรียมความพร้อมสำหรับภาคเอกชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs สู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ควรดำเนินนโยบายที่สอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกันและบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด โดยต้องคำนึงถึงโอกาสในการแข่งขันและการ ปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs ให้มากขึ้น โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเอง จะปรับโครงสร้างและแนวทางการดำเนินการของกรมฯ โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือ SMEs ให้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ SMEs ของไทยพร้อมรับกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 โดยอาจมี Template สำหรับ SMEs ที่ต้องการจะขยายตลาดไปในต่างประเทศ เป็นต้น สรุปสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้

                        1. Dr. Ravi Ratnayake ผู้อำนวยการ Trade and Investment Division จาก ESCAP กล่าวในหัวข้อ “Trade, Investment and Other Policy Coherence and Coordination: What, for Whom and by Whom?” โดยกล่าวว่า ท่ามกลางภาวะการแข่งขันโลกที่เปลี่ยนไป รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่ไปกับนโยบายด้านการค้าและการลงทุน  ซึ่งความสำคัญของนโยบายด้านการค้าและการลงทุนจะต้องดำเนินการไปอย่างใกล้ชิดกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น นโยบายด้านการค้าและนโยบายภาษีจะช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในขณะนโยบายการค้า (รวมถึง FTAs) จะมีความสำคัญต่อ Buyers (เช่น MNCs) และ Suppliers (เช่น SMEs ในประเทศ) และนโยบายการลงทุนจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายการส่งออก  ซึ่งการที่จะทำให้เกิดความสอดคล้องในการดำเนินนโยบายได้นั้น 1) ผู้กำหนดนโยบายจะต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา 2) ให้มีการประสานกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของรัฐและผู้มีส่วนได้เสียภาคเอกชน 3) ดำเนินนโยบายต่างๆ ให้มีความสมดุล 4) ให้ความสำคัญกับการแบ่งอำนาจของภาคส่วนต่างๆ

                        2. การอภิปรายเรื่อง Challenges and Opportunities โดยมี Dr. Mia Mikic, Economic Affairs Officer & ARTNET Coordinator, Trade and Investment Division, ESCAP ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีประเด็นอภิปรายคือ “ในกรณีของประเทศไทย ปัจจัยใดบ้างที่มีผลกระทบต่อความสอดคล้องของการดำเนินนโยบาย?” รองเลขา ฯ BOI ให้ความเห็นว่า ในกรณีของไทยนั้น การทำให้เกิดความสอดคล้องด้านนโยบายอย่างสมบูรณ์แบบเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจาก 1) นโยบายส่วนใหญ่เป็นลักษณะ Top down โดยมีคณะทำงานฯ ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จในเวลาจำกัด  ผู้แทนแต่ละหน่วยงานขาดความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน ประกอบกับแต่ละหน่วยงานมีเป้าหมายและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันจึงอาจส่งผลให้การดำเนินงานขาดความสอดคล้องกัน 2) ระดับพื้นความรู้ ความเข้าใจ ค่านิยมในแต่ละประเด็นที่แตกต่างกัน    3) ข้อจำกัดด้านเวลาและการขาดการบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด มีส่วนสำคัญทำให้การกำหนดนโยบายแต่ละครั้งขาดความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน  ทั้งนี้ รองเลขาฯ BOI ได้ให้ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ ควรมีการจัดตั้ง Institution หรือควรจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่คล้ายคลึงกันมารวมไว้ในหน่วยงานเดียวกัน เช่นเดียวกับ มาเลเซียและญี่ปุ่นที่มี กระทรวงการค้าและการอุตสาหกรรม (MITI : Ministry of International Trade and Industry) เพื่อให้เกิดเอกภาพในการดำเนินการ ทั้งในส่วนการค้าและการลงทุน

                        3. การบรรยายโดย Associate Professor Michael Ewing-Chow จาก National University of Singapore ในหัวข้อ “Trade and Investment Coherence in the Context of the AEC 2015” กล่าวว่า ขณะนี้ ระดับการพัฒนาของสมาชิกอาเซียนยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากโดยเฉพาะในเรื่องของ GDP นอกจากนี้ การค้าระหว่างกันของอาเซียนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับสหภาพยุโรป ระดับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังมีสูงมาก โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่มี FDI มากที่สุด ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 46 ของ FDI ในอาเซียน ในขณะที่ FDI ระหว่างกันในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเอง มีมูลค่าเพียงร้อยละ 16 กอร์ปกับการค้าระหว่างกันของอาเซียนส่วนใหญ่เป็นการค้าสินค้า  ดังนั้น เพื่อสนันสนุนให้อาเซียนสามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันได้มากขึ้นในอนาคต ประเทศสมาชิกควรที่จะต้อง 1) เน้นการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเพื่อส่งเสริมให้เกิด production integration หรือการแบ่งการผลิตของประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของอาเซียนให้มากยิ่งขึ้น 2) การกำหนดนโยบายในด้านอุตสาหกรรม นโยบายด้านการค้าและการลงทุนให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียว พร้อมทั้งส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

                        4. การสัมมนาฯ ในช่วงบ่าย จัดเป็นลักษณะ Training Session สำหรับ SMEs เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของความท้าทายของการรวมกันเป็นตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดย Mr. Marc Proksch Chief, Private Sector and Development Trade and Investment Division ESCAP กล่าวถึงความท้าทายสำหรับ SMEs ไทยว่า จำนวน SMEs ในไทยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.7 มีสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ 76 ของประเทศ ดังนั้น SMEs จึงมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ความท้าทายของ SMEs คือ  การขายสินค้าที่ต้องแข่งขันกับตลาดโลกที่ต้องมีความเป็นสากลโดยจำป็นต้องมีจุดแข็งในเรื่องเครื่องหมายการค้า/ตราสินค้าและอำนาจในการกำหนดราคา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมากต่อ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ จะต้องทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบูรณาการด้านตลาดในภูมิภาค เขตการค้าเสรีต่างๆ ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ การเติบโตอย่างรวดเร็วจของบางประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีนและอินเดีย นโยบายระดับชาติที่มุ่งเน้น FDI และ การส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนา

                        ทั้งนี้ โอกาสของ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนามาจากหลายปัจจัยหลายประการ เช่น โอกาสในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศมีมากขึ้นเนื่องจากมีความคล่องตัวในด้านขนาดทำให้สามารถปรับลด      อุปสรรค์ด้านการค้าต่างๆ ได้ง่ายกว่าบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ การถ่ายโอนความรู้และเทคโนโลยี การพัฒนาตราสินค้าและชื่อเสียงของ SMEs  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เปิดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น โอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ มีมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีต่อ SMEs ในการที่จะเจริญเติบโตและขยายฐานให้มากยิ่งขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ ยังคงมีปัจจัยที่มีผลต่อการแข่งขันของ SMEs ที่ต้องตระหนัก คือ 1) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค 2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3) การพัฒนาเพิ่มผลผลิต 4) การบริหารความเสี่ยง และ 5) การบริหารการกระแสเงินสด

                        5. นายธีรินทร์ เจริญพจน์ เจ้าหน้าที่ชำนาญพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา ประจำสถานทูตอเมริกา กล่าวถึงความสำคัญของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรลิขสิทธิ์ โดยแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการจดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรสินค้าของตนในประเทศไทยเป็นลำดับแรก และควรศึกษาและให้ความสนใจในการจดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรในประเทศที่ตนส่งสินค้าไปขายหรือสนใจที่จะส่งไปขาย เพื่อป้องกันและปกป้องสิทธิประโยชน์ของสินค้าของตนอันจะเกิดจากการที่ ผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายได้จดทะเบียนในประเทศนั้นๆ แล้ว และเมื่อผู้นำเข้าต้องการที่จะดำเนินการเองในอนาคตจะทำให้เกิดปัญหาได้

                           นอกจากนี้ Ms. Say Sujintaya นักกฎหมายจากบริษัท Baker & McKenzie อภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่ SMEs ต้องพิจารณาก่อนการขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพิจารณา ดังนี้ 1) บริษัทฯ ต้องประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจในประเทศ โดยคำนึงถึงความพร้อมของธุรกิจกว่ามีการรักษาและคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ดีไว้ได้อย่างไร วิธีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนเอง เก็บและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจของตนเอง 2) ต้องศึกษากฎระเบียบในประเทศที่ตนสนใจจะเข้าไปลงทุน ทั้งในส่วนของสิทธิประโยชน์ แรงงาน ภาษี การศึกษา เป็นต้น 3) การตระหนักถึงสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนมี รวมไปถึงวิธีการที่จะรักษาสิทธิ์นั้นอย่างเหมาะสม 4) ต้องจัดทำหรือบันทึกข้อตกลงทุกฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งกับผู้ที่ดำเนินธุรกิจร่วมกัน ลูกค้า และลูกจ้าง นอกจากนี้ Ms. Say ได้กล่าวถึงรูปแบบต่างๆ ของการขยายกิจการ เช่น การให้สิทธิ์ใช้ผลิตภัณฑ์ สิทธิ์ในการกระจายสินค้า สิทธิ์ในการผลิตและกระจายสินค้า แฟรนไชส์ การลงทุนร่วม การสร้างสาขาย่อยและการเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติ เป็นต้น

                        6. Dr. Jay Jootar ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท the VC Group กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ที่น่าสนใจ คือ Venture Capital ซึ่งเป็นธุรกิจที่เน้นการเข้าไปลงทุนในบริษัทเอกชนในรูปแบบของการร่วมเป็นของคณะกรรมการบริหารบริษัท ในรูปแบบของเครือข่ายและการให้คำปรึกษา โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะด้าน IT พลังงาน เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสีเขียว เป็นต้น ธุรกิจประเภทนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ จะเห็นได้จากการมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 21 ของ GDP และคิดเป็นร้อยละ 11 ของงานภาคเอกชน แต่ในกรณีของไทยเอง ยังมีการลงทุนในรูปแบบนี้ค่อนข้างน้อย ซึ่งธุรกิจประเภทนี้ยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่มบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและสื่อมวลชน ทั้งนี้ SMEs ไทยอาจมุ่งให้ความสำคัญในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานที่ดีในการขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

**********************************

สำนักการค้าบริการและการลงทุน
ส่วนการเงินและการลงทุน

กุมภาพันธ์ 2556


Written By:  admin
Date Posted:  7/2/2556
Number of Views:  4064

Return