Search
Main Menu
 รายละเอียด
ประตู 3 บานก่อนส่งออก

 
ประตู 3 บานก่อนส่งออก

รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล [email protected]

งานเขียนของผมในคอลัมภ์นี้ ท่านที่ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง คงจะทราบว่าผมเชียร์ให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดไปต่างประเทศ เพื่อรับกับโอกาสของเขตการค้าเสรีที่บ้านเราเปิดประตูสู่ตลาดโลกแล้วและ กำลังจะเปิดประตูนี้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจทำได้ทั้งในรูปการส่งสินค้าออก การส่งออกภาคบริการ หรือการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ผู้อ่านที่เป็นผู้ส่งออกอยู่แล้วคงไม่ยากที่จะขยายตลาด แต่ผู้ประกอบการทั่วไปที่ไม่เคยค้าขายกับต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากการส่งออกนั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆมากมาย ตั้งแต่การหาตลาด ติดต่อผู้นำเข้า ผลิตสินค้าตามความต้องการ ผ่านพิธีการศุลกากร ขนส่งสินค้า ประกันภัย โอนเงิน ฯลฯ ซึ่งยังไม่นับรวมขั้นตอนย่อยๆอีกมากมาย แต่ประตูการส่งออกก็ใช่ว่าจะปิดตายสำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วันนี้ผมขอนำบางส่วนของสาระด้านการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการที่คุณนวพล วิริยะกุลกิจ นักวิชาการพาณิชย์ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอีเมล์มาให้ผม นำมาถ่ายทอดต่อให้ท่านผู้อ่านครับ
ผู้ที่ต้องการจะส่งออกควรจะเริ่มต้นเข้าใจประตูสู่การส่งออกที่สำคัญๆ 3 บานก่อน ที่จะเชื่อมสินค้าไทยสู่ตลาดโลกก่อนครับ ประตู 3 บานที่ว่าได้แก่
ประตูบานที่ 1 : ภาษี ประตูนี้คนเปิดได้มีคนเดียวคือรัฐบาล ภาษีหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า อากรศุลกากร (customs tariff) ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาษีขาเข้า และภาษีขาออก แต่เราจะเน้นภาษี ขาเข้า เนื่องจากเป็นภาษีที่ทุกประเทศยังคงเก็บกันอยู่และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการค้าระหว่างประเทศ (ในกรณีไทย ไม่มีการเก็บภาษีส่งออกแล้ว ยกเว้นสำหรับสินค้าไม้ หนังดิบและหนังฟอก ซึ่งยังมีการเก็บภาษีขาออกอยู่บ้าง) ภาษีขาเข้า (หรือภาษีนำเข้า) ถือเป็นอุปสรรคขั้นแรกของการส่งออก ซึ่งถ้าภาษีขาเข้าสูงมากการนำเข้าก็ไม่เกิด ดังนั้น ประเทศต่างๆจึงตกลงลดภาษีระหว่างกันเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2490 ภายใต้ความตกลง GATT (บรรพบุรุษของ WTO) โดยครั้งหลังสุดที่ตกลงลดภาษีระหว่างกันได้สำเร็จคือในปี 2538 ทำให้ภาษีระหว่างสมาชิก WTO ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ จากนโยบายการค้าเสรีของประเทศต่างๆในโลกในรูปของการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน (FTA) ยิ่งทำให้การลดภาษีรวดเร็วขึ้นไปอีก กำแพงภาษีที่ลดลงเรื่อยๆจึงมาพร้อมกับโอกาสของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทย ประตูบานนี้จะเปิดกว้างขึ้นอีกในอนาคตหลังความตกลง FTA ของไทยอีกหลายฉบับมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงต้องคอยติดตามอยู่ตลอดเวลาว่าภาษีรายการใดจะลดลง และจะลดเมื่อไหร่ เพื่อใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างทันการณ์
ประตูบานที่ 2 : มาตรฐานสินค้า คือ การกำหนดมาตรฐานสินค้า ซึ่งมี 2 ด้าน คือ มาตรฐานสินค้าส่งออก ซึ่งจะใช้บังคับกับสินค้าส่งออกบางประเภทที่รัฐบาลไทย ต้องการควบคุมคุณภาพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าไทยในตลาดโลก และป้องกันการส่งสินค้าด้อยคุณภาพซึ่งจะทำให้ภาพพจน์สินค้าไทยโดยรวมเสียไป เช่น การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยส่งออก ให้มีความชื้นได้ไม่เกินร้อยละ 14 มีฉลากแสดงข้อมูลชัดเจนในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดทนทานต่อการขนส่ง เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรฐานสินค้าส่งออกของไทย สามารถตรวจสอบในเวบไซท์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (www.tisi.go.th) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (www.acfs.go.th) เป็นต้น
ด้านที่ 2 คือ มาตรฐานสินค้านำเข้า ที่รัฐบาลประเทศคู่ค้าของไทยสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมคุณภาพสินค้านำเข้า ทั้งนี้ ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศผู้นำเข้า หรืออาจตั้งใจใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ากับไทย ซึ่งในเรื่องนี้เป็นความยากลำบากของผู้ส่งออกไทยที่จะต้องคอยติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบต่างๆของประเทศคู่ค้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการจะส่งออกอาจสามารถเริ่มต้นจากติดต่อสถานทูตไทยในประเทศที่ตนต้องการจะส่งออกไป หรืออาจเข้าไปที่เวบไซท์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.mfa.go.th หรือสำนักงานพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ www.depthai.go.th เพื่อหาข้อมูลของประเทศคู่ค้าในขั้นต้นได้
ประตูบานที่ 3 : แหล่งกำเนิดสินค้า คือ การตรวจแหล่งกำเนิดสินค้า (verification of origin) โดยประเทศผู้นำเข้าจะทำการตรวจสอบว่าสินค้านำเข้านั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศใด ซึ่งแหล่งกำเนิดสินค้าจะสัมพันธ์กับอัตราภาษีที่จะจัดเก็บ เช่น ถ้าสินค้ามาจากประเทศที่ทำ FTA ด้วยจะเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศที่ไม่ได้ทำ FTA ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นจะต้องแสดง หนังรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า หรือ ใบ C/O (Certificate of Origin)ว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทยจริง เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีตามที่ไทยได้ทำ FTA ไว้ สำหรับประเทศที่ไทยไม่ได้ทำ FTA ด้วยก็ยังสามารถใช้สิทธิสมาชิก WTO ได้
ผู้ประกอบการสามารถขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้จาก สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ ทั้งที่อาคารกระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ท่าเรือกรุงเทพฯ ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จของกรมส่งเสริมการส่งออก หรือที่สำนักงานการค้าต่างประเทศในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี สระแก้ว หนองคาย และหาดใหญ่ ทั้งนี้ แบบฟอร์มของหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ก็มีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าจะส่งสินค้าใด ไปยังประเทศใด เช่น ส่งไปยังประเทศใน ASEAN ก็ให้ขอ Form D ส่งไปยังออสเตรเลีย (ไทยทำ FTA แล้ว) ก็ให้ใช้ Form FTA เป็นต้น อย่าลืมนะครับ ไม่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ก็ไม่ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีภายใต้ FTA นะครับ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จากเวบไซท์ของกรมการค้าต่างประเทศ www.dft.moc.go.th

--------------------------


Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  6846

Return