Search
Main Menu
 รายละเอียด
รัฐควรช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก FTA อย่างไร

 
รัฐควรช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก FTA อย่างไร

รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล [email protected]

เรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรีมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจของไทยและประชาชนทั่วไป ผมเองเคยวิเคราะห์ให้ผู้อ่านได้รับทราบในคอลัมน์นี้แล้ว ฉบับนี้ผมขออธิบายถึงผลกระทบเชิงลบของข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเน้นผลการะทบที่เกษตรกรไทยซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก FTA
การที่ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าที่มีข้อตกลง FTA กับไทยนำเข้าสินค้าเกษตรเข้ามาในบ้านเราโดยไม่ต้องเสียภาษี แลกกับการที่เขายอมให้เราส่งเข้าไปขายโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเช่นเดียวกันนั้น แน่นอนที่สุดสินค้าเกษตรที่ไทยเราปลูกได้ผลผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นหรือมีคุณภาพดีกว่า ย่อมได้ประโยชน์ในการส่งออก เมื่อส่งออกได้มาก ราคาผลผลิตประเภทนั้นๆก็มีแนวโน้มที่จะขายได้ราคาดีขึ้นด้วย เช่น สินค้าเกษตรอย่างทุเรียน ลำไย ข้าวหอมมะลิ ยางพารา กุ้ง เป็นต้น
ในทางกลับกันสินค้าเกษตรที่ทางไทยเราผลิตได้ในต้นทุนที่สูงกว่าประเทศคู่เจรจา เช่น กระเทียม องุ่น ส้ม แอปเปิ้ล นม เป็นต้น ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับผลจากการที่สินค้าราคาต่ำจากต่างประเทศจะเข้ามาตีตลาด ซึ่งกลุ่มพ่อค้าคนกลางทั้งส่ง/ปลีก จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเกษตรกรเพราะพ่อค้าแค่เปลี่ยนแหล่งรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรมาซื้อจากผู้นำเข้า แต่เกษตรกรที่เคยปลูกกระเทียม หรือเลี้ยงโคนมมาเป็นสิบๆ ปีจนมีความชำนาญ จะเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นแทนคงไม่ง่ายนัก
ผมเห็นด้วยกับภาครัฐที่ว่า FTA เป็นเรื่องของการเจรจาแลกเปลี่ยนที่มีทั้งได้และเสียประโยชน์ แต่ในภาพรวมทางเศรษฐกิจแล้วทั้ง 2 ประเทศที่ทำ FTA จะได้ประโยชน์โดยรวมเพิ่มขึ้นทั้งคู่แต่ก็ไม่ควรจะลืมกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงที่รัฐบาลทำขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกรที่เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ยากและความสามารถในการปรับกลยุทธ์ในการทำมาหากินด้วยตัวเองทำได้ยาก
แนวทางที่ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรนิยมทำเพื่อแก้ปัญหา อย่างเช่นการที่รัฐบาลประกาศรับซื้อพืชผลที่ได้รับผลกระทบในราคาประกันแล้วนำไปขายในราคาต่ำกว่าทุนที่รับซื้อเพื่อช่วยเหลือหรือการแนะนำให้เกษตรกรหันไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ผมคิดว่าเป็นวิธีการที่ยังพอใช้ได้ แต่เป็นการแก้ปัญหาในรูปแบบเก่าๆ ที่มองในมิติเดียว คือการบริหารอุปสงค์และอุปทานโดยรวมของสินค้านั้นๆ ซึ่งถ้าจะมองผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรม เช่น นำกระเทียมไปใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเครื่องปรุงของอาหารกระป๋องหรือของขบเคี้ยวละก็ กระเทียมนำเข้าจากจีนย่อมคุ้มค่ากว่าการใช้กระเทียมไทยที่มีต้นทุนการผลิตต่อกิโลสูงกว่า
เช่นเดียวกับการนำนมมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตขนมปัง ขนมเค้ก ไอศกรีม การนำเข้านมผงจากออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์มาใช้ในการผลิตย่อมมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้นมโคสดที่ผลิตได้ในประเทศไทยแต่ถ้าเริ่มนำมุมมองทางการตลาดเข้ามาใช้เป็นทางออกำหรับสินค้าเกษตรไทยที่มีต้นทุนสูงกว่าก็พอจะมีทางออกครับ อย่างเช่นนมโคสดที่บ้านเรามีต้นทุนการผลิตสูงกว่าทางออสเตรเลียนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าหมายถึงมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้านมผงจากออสเตรเลียเข้ามาผสม เพราะถ้าหมายถึงการนำนมโคสดเข้ามาจริงๆ จะมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการเก็บรักษาสภาพสินค้าและในความเป็นจริง นมสดบรรจุกล่องที่เราดื่มๆ กันอยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นนมที่มีส่วนผสมของนมผงที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน จะมีก็แต่นมพาสเจอร์ไรส์รสจืด ที่ส่วนใหญ่ผลิตโดยใช้นมสดจากฟาร์มจริงๆ
ผมถามท่านผู้อ่านว่า ถ้าฉลากติดกล่องหรือขวดนมมีการระบุอย่างชัดเจนว่า "ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% จากฟาร์มในประเทศไทย" กับอีกขวดหรือกล่องระบุว่า "ผลิตจากนมผงหรือมีส่วนผสมของนมผงจากออสเตรเลีย" ท่านจะยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับนมสดแท้หรือไม่ ผมเชื่อว่ามีลูกค้าจำนวนไม่น้อยยอมจ่ายเพราะเชื่อว่านมสดๆ น่าจะดีกว่านมที่ผลิตจากนมผง ถ้าทำเช่นนี้ได้ กลไกตลาดจะช่วยให้นมสดๆ ที่มีต้นทุนสูงกว่าของไทยมีโอกาสขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดบ้านเรา โดยภาครัฐต้องช่วยรณรงค์ให้อุดหนุนเกษตรกรไทยด้วยการเลือกดื่มนมโคสดแท้ๆ
แต่ทุกวันนี้ แค่แยกฉลากให้ลูกค้ารู้ว่านมกล่องใดทำมาจากนมสด กล่องใดทำมาจากนมผง ยังไม่มีการลงมือทำเลย เมื่อฉลากไม่มีการแยกชัดเจน ผู้ผลิตนมที่ใช้นมสดเป็นวัตถุดิบก็ต้องขายสินค้าในราคาเดียวกับผู้ที่ใช้นมผงเป็นวัตถุดิบ
สินค้าเกษตรอีกหลายๆ รายการก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นส้ม กระเทียม หัวหอม ก็สามารถใช้การตลาดนำเพื่อสร้างคุณค่าของสินค้าเกษตรไทย ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ของพื้นที่อย่าง ส้มบางมด ส้มโอนครชัยศรี โดยชี้ให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างจากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผักผลไม้ไทย เช่น เกษตรอินทรีย์ การปรับปรุงพันธุ์ให้มีรสชาติถูกปากคนไทยหรือการจัดการเพาะปลูกให้ผลผลิตออกมาเลื่อมเวลากับของต่างประเทศเพื่อลดการแข่งขันโดยตรง
ซึ่งการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ผมเห็นว่าความร่วมมือกันเองระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ ในการทำความเข้าใจกับเกษตร ให้ความรู้พร้อมแนวทางการลดปัญหาที่กำลังจะเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรม ตอนนี้ FTA เริ่มมีผลบังคับใช้ไปบ้างแล้ว แต่ผลกระทบที่เกษตรกรได้รับยังไม่รุนแรงแต่หลังจากนี้ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผลกระทบจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ผมหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อด้าน FTA จะสานต่อมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นครับ

--------------------------


Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  9178

Return