Search
Main Menu
 รายละเอียด
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA): เรื่อง การลดภาษีสินค้า

 
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA): เรื่อง การลดภาษีสินค้า

จาก 2 ครั้งที่ผ่านมาที่เราได้ทำความรู้จักว่า เขตการค้าเสรี หรือ FTA คืออะไร? มีวัตถุประสงค์ ลักษณะ และหลักเกณฑ์อย่างไร? และภาครัฐและภาคเอกชนไทยได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการจัดทำ FTA อย่างไรแล้ว? ในครั้งนี้ จึงขอเริ่มลงรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ เลย โดยขอเริ่มต้นที่ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ Thailand-Australia Free Trade Agreement หรือทีเรียกกันสั้นๆ ว่า TAFTA ซึ่งเป็น 1 ใน 9 FTA ที่ไทยกำลังจัดทำอยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการลดภาษีสินค้า และเราจะพูดคุยกันในเรื่องการเปิดตลาดบริการและการลงทุนของทั้งสองประเทศในครั้งต่อไป

ความตกลง TAFTA ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2548 ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีสองฝ่ายฉบับแรกของไทย และเป็นความตกลงฯ ที่มีขอบเขตกว้างขวาง (comprehensive) โดยนอกจากจะครอบคลุมในเรื่องการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การบริการ และการลงทุนแล้ว ยังรวมถึงความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของออสเตรเลีย (SPS Measures) และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Measures) พร้อมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และนโยบายการแข่งขัน เป็นต้น ดังนั้นจึงคาดได้ว่า ความตกลงนี้จะส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก พร้อมกับช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียให้ดียิ่งขึ้นจากเดิม โดยในส่วนของการลดภาษีสินค้า มีรายละเอียด ดังนี้

ออสเตรเลีย
ออสเตรเลียจะลดภาษีเหลือ 0% ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2548 จำนวน 5,083 รายการ หรือ 83.21 % ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 83.08 % ของมูลค่าการนำเข้าจากไทยในปี 2546 และจะทยอยลดภาษีสินค้าอีก 786 รายการ หรือ 12.86 % ของรายการสินค้าทั้งหมด ลงเหลือ 0 % ภายใน 5 ปี (ปี 2553) ยกเว้น สินค้าหมวดเครื่องนุ่งห่ม
สำหรับสินค้าอ่อนไหวของออสเตรเลีย ได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้าจำนวน 239 รายการ หรือ 3.91% ของรายการสินค้าทั้งหมด ออสเตรเลียจะลดภาษีเหลือ 0 % ภายใน 10 ปี (ปี 2558) ซึ่งออสเตรเลียกำหนดที่จะใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguards: SSG) ในแค่ 2 รายการ ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดแปรรูปและน้ำสับปะรด โดยจะสามารถใช้มาตรการนี้จนถึงปี 2551 เท่านั้น

ไทย
ไทยมีระยะเวลาการลดภาษีที่ยาวกว่าออสเตรเลีย โดยจะค่อยๆ ทยอยลดจนเหลือ 0 ทุกรายการภายใน 20 ปี ทั้งนี้สินค้าที่ไทยมีความต้องการนำเข้าจะลดภาษีเหลือ 0 % ทันทีในวันแรกที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ (1 มกราคม 2548) จำนวน 2,724 รายการ หรือ 49.48 % ของรายการทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 78.54 % ของมูลค่าการนำเข้าของไทยจากออสเตรเลียในปี 2546 ส่วนสินค้าที่เหลืออีก 2,411 รายการ หรือ 43.80 % ซึ่งจะครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ไทยจะลดภาษีภายใน 5 ปี
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมอ่อนไหวของไทย จำนวน 295 รายการ จะลดภาษีเหลือ 0 % ภายใน 10 ปี (ปี 2558) เช่น สิ่งพิมพ์ เหล็ก ส่วนสินค้าเกษตรอ่อนไหว จำนวน 71 รายการ จะลดภาษีเหลือ 0 % ภายใน 10-15 ปี (ปี 2563) เช่น สินค้าปศุสัตว์ (เนื้อวัว เนื้อหมู นม เนย) ชา และกาแฟ เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ไทยจะยกเลิกโควตาภาษีสินค้าเกษตรจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นรายการที่ไม่มี การผลิตในออสเตรเลีย ส่วนที่เหลืออีก 8 สินค้า (23 พิกัดย่อย) ไทยได้ระบุปริมาณให้แก่ออสเตรเลียเป็นการเฉพาะ (specific quota) นอกเหนือจากที่เปิดให้สมาชิก WTO โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณโควตาภาษีที่ไทยผูกพันไว้ภายใต้ WTO ในปี 2547 ได้แก่ มันฝรั่ง (สดและแช่แข็ง) เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และน้ำตาล และได้กำหนดอัตราเพิ่มของโควตาในแต่ละปี 5 % หรือ 10 %
สำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวมาก ได้แก่ นมสดและนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย ไทยจะเปิดโควตาให้เพียง 4 % ของปริมาณโควตาภาษีที่ไทยผูกพันไว้กับ WTO ในปี 2547 และกำหนดอัตราภาษีแค่ 17 % ของปริมาณที่เปิดให้ในปี 2547 ในอีกทุกๆ 5 ปีถัดมา โดยจะทยอยลดภาษีในโควตาจนเหลือ 0 % ภายใน 15-20 ปี ส่วนการลดภาษีนอกโควตาอื่นๆ จะลดให้ต่ำกว่าอัตราที่เก็บจากสมาชิก WTO 10 % โดยโควตาภาษีทั้งหมดจะถูกยกเลิกตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้
สำหรับสินค้าที่ไทยใช้มาตรการปกป้องพิเศษมีทั้งสิ้น 23 สินค้า ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณการนำเข้าโดยคำนวณจากปริมาณการนำเข้าเฉลี่ยจากออสเตรเลียย้อนหลัง 3 ปี (2543-2545) และอาจปรับปริมาณให้เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ในบางสินค้า โดยสินค้ากลุ่มนี้ ได้แก่ เนื้อวัวและเนื้อหมู (สด แช่เย็น แช่แข็ง) เครื่องในวัวและเครื่องในหมู (สด แช่เย็น แช่แข็ง) เครื่องในสัตว์อื่นๆ นมและครีม หางนม เนย ไขมันนม เนยแข็ง (สด ผง แปรรูปและไม่แปรรูป) บัตเตอร์มิลค์ น้ำผึ้งธรรมชาติ ส้มแมนดาริน (สดและแห้ง) องุ่นสด มันฝรั่งแปรรูป อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าจริงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในปีนั้น หรือที่เรียกว่า Trigger Volume ประเทศไทยก็สามารถกลับไปเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยใช้อัตราภาษีก่อนเริ่มลด (ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2546) หรืออัตรา MFN ที่ใช้อยู่อัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า และสามารถใช้มาตรการนี้จนถึงปี 2558 และ 2563

สินค้าที่ไทยและออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์จากความตกลง TAFTA
สินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ ที่สำคัญ ได้แก่ รถปิกอัพและรถยนต์ขนาดเล็ก อาหารทะเลกระป๋อง อาหารแปรรูป ผักผลไม้สด สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60 % ของมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลีย
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรของไทยหลายรายการ เช่น ไก่แช่แข็ง ผักผลไม้สด ซึ่งเดิมติดปัญหาสุขอนามัยของสินค้าพืชและสัตว์ ไม่สามารถส่งออกไปได้ จะได้รับการดูแลแก้ไข โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัย (SPS) ขึ้นมาดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงภายใน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ผลไม้ไทย เช่น มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง เนื้อไก่ และกุ้ง มีโอกาสเข้าตลาดออสเตรเลียได้
ส่วนสินค้าที่ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์ที่สำคัญ ได้แก่ พลาสติก เหล็ก ข้าวสาลีและมอลต์ เชื้อเพลิง ทองแดง นมและผลิตภัณฑ์ เนย รถยนต์ขนาดใหญ่ อาหารสัตว์ สังกะสี ไวน์ และเนื้อวัว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 39 % ของมูลค่าที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย

--------------------

FTA Call Center: 0 2507 7555
www.thaifta.com
www.dtn.moc.go.th


Written By:  admin
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  22063

Return