Search
Main Menu
 รายละเอียด
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA): การเปิดตลาดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม

 
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA)
การเปิดตลาดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม

การเปิดตลาดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมให้แก่ประเทศออสเตรเลียภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดอยู่ โดยคิดว่าการที่ไทยเปิดตลาดให้ออสเตรเลียนั้น จะทำให้สินค้านมและผลิตภัณฑ์นม ที่ออสเตรเลียมีศักยภาพในการผลิตสูงทะลักเข้ามาในไทย จนกระทบและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย จนถึงขั้นต้องเลิกอาชีพนี้ไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นมผงขาดมันเนยเป็นสินค้าทีไทยจำเป็นต้องนำเข้า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาไทยเองก็ผลิตน้ำนมดิบได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค กล่าวคือ ไทยผลิตได้ 600,000 ตันต่อปี แต่ความต้องการบริโภคภายในประเทศมีประมาณ 1,200,000 ตันต่อปี จึงต้องมีการนำเข้านมผงขาดมันเนยประมาณ 70,000 ตันต่อปี เพื่อนำมาละลายกับน้ำให้เป็นนมพร้อมดื่มในสัดส่วนนมผงขาดมันเนย 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน เพื่อให้ได้นมพร้อมดื่มประมาณ 700,000 ตันต่อปี

ภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งถือปฏิบัติมา 10 ปีแล้ว ประเทศไทยมีข้อผูกพันที่จะต้องเปิดโควตานำเข้านมผงขาดมันเนยอย่างต่ำ 55,000 ตันต่อปี โดยมีภาษีในโควตาไม่เกิน 20% แต่ในทางปฏิบัติมีการนำเข้าจริงประมาณ 70,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นการนำเข้าเกินโควตาอยู่ประมาณ 15,000 ตันต่อปี โดยเรียกเก็บภาษีในอัตราต่ำเพียง 5%
 
document_41.jpg

 
ภายใต้ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ไทยเปิดโควตานมผงขาดมันเนยให้แก่ออสเตรเลียเป็นการเฉพาะ จำนวน 2,200 ตันในปี 2548 ซึ่งจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ 15,000 ตันต่อปีที่ไทยต้องนำเข้าอยู่แล้ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ มิใช่ส่วนที่ต้องนำเข้าเกินกว่าความต้องการปกติแต่อย่างใด และแม้ว่าจำนวนโควตาจะเพิ่มขึ้นไปเป็นลำดับจนถึง 3,500 ตันในปี 2563 และคงปริมาณนี้ไปจนถึงปี 2567 แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ปริมาณความต้องการที่ไทยต้องนำเข้าโดยปกติอยู่แล้ว อนึ่ง นมผงขาดมันเนยมีอัตราภาษีในโควตาไม่เกิน 20% ในปี 2548 โดยจะลดลงปีละ 1% เท่าๆกัน ต่อปี จนเหลือ 0% ในปีที่ 20 (ปี 2568 ) และไม่มีการกำหนดโควตาต่อไป

document_42.jpg

จากการใช้มาตรการดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ว่าตลอด 20 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมโคนมของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ และจะไม่มีการนำเข้าน้ำนมดิบ หรือนมผงขาดมันเนยจากออสเตรเลียมากเกินกว่าที่ประเทศไทยต้องการนำเข้าแม้แต่ 1 ตัน ทั้งนี้ ไทยควรมองการทำ FTAไทย-ออสเตรเลีย เป็นโอกาสที่ไทยจะได้ร่วมมือกับออสเตรเลีย เพื่อผสมผสานเทคโนโลยีและการลงทุนเข้าด้วยกัน และพัฒนาประเทศไทยไปเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกนมและผลิตภัณท์นมที่มีคุณภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

เกษตรกรไทยมีเวลา 20 ปีในการปรับตัว และสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมโคนมไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิต และรัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานติดตามผลการเจรจาเอฟทีเอ และคณะทำงานดังกล่าวก็ได้มีการหารือเพื่อจัดทำมาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย โดยแบ่งออกเป็นระยะสั้นคือ การส่งเสริมให้เพิ่มการบริโภคนมโรงเรียน รวมทั้งเพิ่มมาตรการส่งเสริมการบริโภคนมด้านอื่นๆ ส่วนระยะกลางและระยะยาว คือ การส่งเสริมการบริโภคนมอย่างจริงจัง การจัดให้มีโครงการพัฒนาสหกรณ์ การสนับสนุนให้มีโครงการพัฒนาพันธุ์โคที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่รวมถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องเหมาะสม การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมในภาพรวม รวมถึงการร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาในการพัฒนามาตรฐานการผลิตอุตสาหกรรมนมไทย
--------------------

FTA Call Center: 0 2507 7555
www.thaifta.com
www.dtn.moc.go.th


Written By:  admin
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  9660

Return