Search
Main Menu
 รายละเอียด
อาเซียนมองหน้า ห่วงหลัง

อาเซียนมองหน้า ห่วงหลัง

การประชุมสุดยอดของอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 27-30 พฤศจิกายน ศกนี้ ที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว อาเซียนและประเทศภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะนำผลการดำเนินการร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ออกมาประกาศให้โลกรู้ และจะมีการลงนามในความตกลงที่มีผลผูกพันระหว่างกัน ในปีนี้ เอกสารสำคัญในการประชุมสุดยอดมีจำนวนทั้งสิ้น 24 ฉบับ แสดงว่าอาเซียนมีเจตนาที่ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ว่าอาเซียนยังคงเป็นกลุ่มภูมิภาคที่มีกิจกรรมแข็งขัน จึงมีผลงานออกมามากมาย แต่หลังจากที่ก่อตั้งอาเซียนมาได้ 37 ปี ดูเหมือนว่าผลการดำเนินกิจกรรมระหว่างสมาชิกอาเซียนและระหว่างสมาชิกอาเซียนกับประเทศภาคี ที่นำออกมาเผยแพร่ในแต่ละปี จะมีน้ำหนักที่เป็นปริมาณเอกสารเสียมากกว่าด้านปฏิบัติ

การดำเนินการเปิดการค้าเสรีระหว่างสมาชิกอาเซียนตามความตกลงอาฟต้า เดินมาจนเกือบจะสุดทางในด้านการลดภาษี แต่ในทางปฏิบัติ สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อปกป้องตลาดของตัวเอง ทั้งๆที่มีข้อบัญญัติอย่างชัดเจนในความตกลงอาฟต้าว่าสมาชิกต้องเลิกใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีทันทีที่ภาษีสินค้านั้นลดต่ำลงถึงระดับร้อยละ 20 ขณะนี้ สมาชิกอาเซียนรุ่นใหญ่ 6 ประเทศ ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ที่ค้าขายระหว่างกันลงถึงระดับร้อยละ 0-5 แล้ว แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในการค้าระหว่างสมาชิกอาเซียนที่ยังไม่มีแก้ไขอย่างจริงจัง ความร่วมมือระหว่างสมาชิกอาเซียนจึงเป็นไปตามทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงอาฟต้าก็ยังน้อยมาก (ประมาณร้อยละ 5 ของการค้าระหว่างกัน) ซึ่งแสดงว่าความตกลงอาฟต้าไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้การค้า (สินค้า) ขยายตัวระหว่างสมาชิกอาเซียน หรือพูดสั้นๆว่าถึงไม่มีอาฟต้า การค้าก็ขยายตัวไปได้ตามกลไกปกติและตามสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคหรือเศรษฐกิจโลก ถ้าตรงไหนค้ากันได้ พ่อค้าเขาก็ว่องไวที่จะค้ากันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลดภาษีนำเข้าก็ยังคงเป็นข้อจูงใจอย่างหนึ่งในการทำการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิกอาเซียนหรือการลงทุนของต่างชาติในอาเซียน ฉะนั้น การมีความตกลงอาฟต้าก็ไม่ใช่จะไร้ประโยชน์ แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากอาฟต้าให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การค้าและการลงทุนในอาเซียนขยายตัวเร็วขึ้นตามความมุ่งหมายของรัฐบาลประเทศอาเซียนในการทำความตกลงอาฟต้า ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ปฏิบัติความตกลงอย่างเคร่งครัดก็ยังเป็นปัญหาในอาเซียนไม่สิ้นสุด เพราะไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอาเซียนตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ไปจนถึงระดับผู้นำ ก็ยังเป็นไปแบบพูดกันมากแต่ทำน้อย ลูบหน้าปะจมูก ไม่พูดกันตรงๆเพื่อแก้ปัญหา เพราะกลัวจะกระทบความสัมพันธ์ จึงปล่อยให้ปัญหาค้างคา สำนักเลขาธิการอาเซียนก็ยังไม่เข้มแข็ง เนื่องด้วยสาเหตุต่างๆ แต่สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือได้รับงบประมาณน้อย และขาดกำลังคนระดับฝีมืออาชีพ

นอกจากนี้ กลไกการทำงานภายในอาเซียนเป็นการใช้วิธีจากล่างขึ้นสูง มากกว่าจะเป็นการสั่งการจากสูงลงล่าง หรือใช้ทั้งสองวิธีบวกกัน เจ้าหน้าที่ราชการจึงเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินงานอาเซียนเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีและผู้นำ มาถึงจุดนี้ ถ้าจะฟันธงก็ต้องชี้ตรงไปที่ความแตกต่างในระดับการพัฒนาประเทศและปัญหาการขาดเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำอาเซียน ทำให้อาเซียนขาดพลังในการจัดการกับปัญหา จึงขาดเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เมื่อพิจารณาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ประเด็นที่น่าคิดวิเคราะห์ก็คือความร่วมมือของอาเซียนในด้านนี้ให้ประโยชน์แก่สมาชิกอาเซียนมากน้อยเพียงใด และให้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ การดำเนินงานภายในอาเซียนมีประสิทธิภาพ หรือสูญเปล่ามากน้อยเพียงใด ขอตั้งประเด็นเหล่านี้ไว้ให้ช่วยคิดกันต่อ

ในด้านเศรษฐกิจ การประชุมสุดยอดของอาเซียนปีนี้มีเรื่องสำคัญที่ควรจับตามองอยู่สองเรื่องคือ (1) การดำเนินการเปิดเสรีระหว่างสมาชิกอาเซียนในกระบวนการจัดตั้ง ASEAN Economic Community (AEC) ภายในปี 2563 และ (2) การลงนามในความตกลงเปิดเสรีการค้า (สินค้า) ภายใต้กรอบความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีน

ในส่วนของการดำเนินการจัดตั้ง AEC กรอบความตกลงเพื่อเปิดเสรีในสาขาที่ให้ความสำคัญลำดับต้น (Framework Agreement for the Integration of the Priority Sectors) ซึ่งผู้นำอาเซียนกำหนดที่จะลงนามร่วมกันในวันที่ 29 พฤศจิกายน ศกนี้ เป็นกรอบความตกลงที่มีสาระสำคัญคือการเร่งรัดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ (เปิดเสรีระหว่างอาเซียน) ในสาขาสำคัญ 11 สาขาที่ตกลงกันเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ สาขาสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ยางพารา ประมง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอ ยานยนต์ สินค้าอิเลคทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยว และการเดินทางทางอากาศ อาเซียนได้กำหนดมาตรการหลายด้าน เช่น การเร่งลดภาษีให้เร็วกว่าอาฟต้า การกำหนดมาตรฐานสินค้าและบริการของอาเซียน และการลดอุปสรรคต่างๆ เพื่อขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ในด้านการลดภาษีสินค้าในสาขาดังกล่าว 7 สาขา (รวมทั้งสินค้า ICT และสินค้าที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล) มีจำนวนรวม 4,275 รายการ ประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงที่จะเร่งลดภาษีลงเป็นศูนย์ภายในปี 2550 (ก่อนกำหนดการของอาฟต้าปี 2553) แต่ก็ให้ความยืดหยุ่นโดยให้สมาชิกมีสิทธิที่จะคัดสินค้าที่ยังไม่พร้อมที่จะเร่งลดเลิกภาษี ออกได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด

อาเซียนกำลังดำเนินการเพื่อเดินหน้าต่อจากอาฟต้า (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ไปสู่การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เป็น ASEAN Economic Community (AEC) ภายในปี ค.ศ. 2020 แม้จะยังไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าอาเซียนจะกลายเป็นตลาดเดียวตามรูปแบบของสหภาพยุโรปหรือไม่ กรอบความตกลงเพื่อเร่งเปิดเสรีในสาขาสำคัญๆ 11 สาขา ซึ่งผู้นำอาเซียนจะลงนามกันในปลายเดือนนี้ คลุมสินค้าถึง 4,275 รายการ (เกือบร้อยละ 70 ของจำนวนสินค้าในระบบศุลกากรทั้งหมด) สินค้าเหล่านี้มีอัตราภาษีต่ำไม่เกินร้อยละ 5 ตามความตกลงอาฟต้า แต่อาฟต้ากำหนดให้ลดลงเป็นร้อยละ 0 ในหกปีข้างหน้า (2010)

กรอบความตกลงนี้ร่นระยะเวลาการขจัดภาษีให้สั้นลงเหลือสามปี (2007) นอกจากนี้ อาเซียนได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์สำคัญๆที่กำกับการเปิดเสรีด้วย เช่น กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่สร้างปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อตลาดภายในอาเซียนเปิดกว้างขึ้นตามกระบวนการลดภาษีของอาฟต้า รวมทั้งกฎเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียนซึ่งไม่เคยมีประเทศใดใช้ก็กำลังจะถูกปรับปรุงเพื่อให้ใช้การได้ดีขึ้น (ยึดตามแนวกฎเกณฑ์ในการระงับกรณีพิพาทของ WTO)

ในการประชุมสุดยอดของอาซียนที่ประเทศลาวครั้งที่ 10 นี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนก็จะลงนามใน ASEAN Protocol on Enhanced Disputed Settlement Mechanism ด้วย แม้ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมาช้าและยังต้องมีการรอดูผลในทางปฏิบัติ แต่เป็นนิมิตดีสำหรับอาเซียนที่ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อาเซียนต้องรวมพลังให้เข็มแข้ง มาจากการที่อาเซียนกำลังขมีขมันสร้างพันธมิตรกับหลายประเทศทั้งในและนอกภูมิภาค ถ้าวัดตามระดับความเข้มข้นในความสัมพันธ์ พันธมิตรหน้าแถวคือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถัดมาก็คืออินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อีกแถวหนึ่งก็เป็นสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป แต่ประเทศที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรรายใหม่คือรัสเซีย ซึ่งอาเซียนกำลังจะรับให้มีจัดการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเป็นครั้งแรกในปลายปีหน้า

อาเซียนตกลงเจรจาทำความตกลง FTA กับจีนเป็นประเทศแรก ทำให้ประเทศพันธมิตรอื่นๆประกาศเจตนารมย์ที่จะสร้าง FTA กับอาเซียน ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆกัน และแข่งขันกันอยู่ในที อาเซียนตกลงกับจีนที่จะเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าภายในปี 2010 ญี่ปุ่นประกาศว่าพร้อมที่จะเปิดเสรีกับอาเซียนภายในปี 2012 อินเดียเลือกปี 2011 (เฉพาะด้านสินค้า) ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้น จะประกาศร่วมกับอาเซียนในการประชุมสุดยอดปีนี้ว่าจะเปิดเจรจาทำความตกลงเปิดการค้าเสรีระหว่างกัน การทำ FTA กับประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งล้วนแต่มีพลังทางเศรษฐกิจสูงกว่า ทำให้อาเซียนเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเก่า เพื่อให้อาเซียนยังคงรวมตัวเป็นกลุ่มต่อไปได้ แทนที่จะถูกกลืนหายไป

ความอยู่รอดของอาเซียนและอยู่อย่างเข้มแข็ง เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ในสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อาเซียนอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีก็คือบทบาทของผู้นำประเทศอาเซียน ในหมู่ผู้นำอาเซียนขณะนี้ ผู้นำของไทยน่าจะมีความโดดเด่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้นำประเทศอื่นๆ รวมทั้งผู้นำสิงคโปร์และอินโดนีเซียที่กำลังจะเดินขึ้นเวทีการประชุมสุดยอดของอาเซียนเป็นครั้งแรกในปีนี้ ไทยจึงควรจะต้องเพิ่มบทบาทริเริ่มในเวทีอาเซียนและผลักดันการดำเนินการของอาเซียนในทุกระดับ ควบคู่ไปกับการขยายความสัมพันธ์ทวิภาคีด้วย

สำหรับการทำ FTA ระหว่างอาเซียนกับจีน ซึ่งไทยได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาของอาเซียนมาตั้งแต่ต้นนั้น นอกจากการตกลงลดภาษีสินค้าเกษตรกลุ่มแรก (Early Harvest) ประมาณ 500 กว่ารายการ และเริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 การเจรจาในรอบปีนี้ก็สรุปในรูปของการทำความตกลงเปิดเสรีการค้า (สินค้า) ภายใต้กรอบใหญ่คือความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผู้นำอาเซียนและจีนจะลงนามในความตกลงนี้ในการประชุมสุดยอดร่วมกับอาเซียนในปลายเดือนนี้ด้วย ความตกลงนี้ครอบคลุมสินค้าในระบบศุลกากรทั้งหมด (นอกเหนือจาก Early Harvest ที่ตกลงกันไปแล้ว) และการลดภาษีจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้าไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2010 ผู้นำอาเซียนและจีนคงจะประกาศผลงานชิ้นสำคัญนี้ให้โลกได้รับรู้ด้วยเสียงฟังชัด เพราะความตกลงฉบับนี้ย่อมนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างอาเซียนและจีนในด้านเศรษฐกิจ และการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาคือความเข็มแข็งของกลุ่มภูมิภาคในเอเชียที่จะเพิ่มพลังต่อรองกับสหรัฐฯ และยุโรป

ขณะเกมส์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคและระดับโลกกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบต่อภาคเอกชนก็ตามมาพร้อมกันด้วย

ความตกลงเปิดการค้าเสรีด้านสินค้า ซึ่งผู้นำอาเซียนและจีนจะลงนามร่วมกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ที่ประเทศลาว จะเป็นความตกลง FTA ด้านการค้าสินค้าฉบับแรกที่อาเซียนทำกับประเทศนอกกลุ่ม ประเทศนอกกลุ่มที่เป็นประเทศแรกนี้ ไม่ธรรมดา แต่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเศรษฐกิจการเมืองโลกและเป็นตลาดกว้างใหญ่มหาศาลที่กำลังบูม ความตกลงนี้จึงมีน้ำหนักมากในแง่ที่อาเซียนสิบประเทศและจีนแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ระหว่างกัน ทำให้สินค้าของจีนและอาเซียน เข้าตลาดของแต่ละฝ่ายโดยเสียภาษีนำเข้าต่ำกว่าประเทศสมาชิก WTO อื่นๆ

การแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนรายประเทศ โดยมีกำหนดเวลาเดียวกันสำหรับจีนและประเทศสมาชิกรุ่นใหญ่ 6 ประเทศ (ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) ซึ่งการลดภาษีจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ไปจนระดับร้อยละ 0 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2553 (รวม 4 ปีครึ่ง) ส่วนสมาชิกรุ่นเล็กคือ เวียดนาม ลาว เขมรและพม่า นั้นจะเริ่มลดภาษีแลกเปลี่ยนกับจีนตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เช่นกัน แต่ระยะเวลาที่ภาษีจะลดลงเป็นร้อยละ 0 ได้รับความยืดหยุ่นเป็น 9 ปีครึ่ง ถึงวันที่ 1 มกราคม 2558 นอกจากนี้ สูตรการลดภาษีของลาว เขมรและพม่า จะทำให้สามประเทศนี้ลดช้ากว่าเวียดนาม แม้จะมีกำหนดถึงฝั่งพร้อมกัน การลดเลิกภาษีภายใต้ความตกลงนี้ไม่มีผลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน 10 ประเทศ แต่เป็นการลดเลิกภาษีระหว่างจีนกับสมาชิกอาเซียนรายประเทศเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการลดเลิกภาษีแยกออกเป็นสิบสาย โดยไม่ข้ามสายกัน

ความตกลงอาฟต้ายังมีผลใช้บังคับกับประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ประเด็นที่น่าคิดคือการลดภาษีทั้งในกรอบอาฟต้า และกรอบความตกลงอาเซียน-จีน จะลงถึงระดับร้อยละ 0 ในปีเดียวกันคือปี 2553 สำหรับสมาชิกรุ่นใหญ่ของอาเซียน แม้ว่าระดับอัตราเริ่มต้นของการลดภาษีให้จีนในปีหน้าจะสูงกว่าอาฟต้าซึ่งขณะนี้มีภาษีส่วนใหญ่ร้อยละ 0-5 แต่การลดภาษีให้จีนจะใช้อัตราที่เรียกเก็บจริง ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นฐาน และในวันแรกที่เริ่มลดภาษี สินค้าทุกรายการที่ค้ากันระหว่างสมาชิกอาเซียนรุ่นใหญ่กับจีนจะมีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 20 (สินค้ารายการใดที่อัตราภาษีสูงกว่าร้อยละ 20 ก็ต้องลดลงเป็นร้อยละ 20) สินค้าที่มีภาษีต่ำกว่านั้นก็จะมีอัตราเริ่มต้นลดหลั่นกันคือ ร้อยละ 15, 10 และ 5

ฉะนั้น สมาชิกอาเซียนด้วยกันก็จะยังคงค้ากันโดยมีอัตราภาษีต่ำกว่าค้ากับจีนไปจนถึงปี 2553 ซึ่งภาษีจะเป็น 0 เหมือนกันทั้งในระหว่างสมาชิกอาเซียน (สมาชิกรุ่นใหญ่ของอาเซียนหกประเทศเลิกภาษีก่อนสมาชิกรุ่นเล็ก) และสมาชิกรุ่นใหญ่ของอาเซียนกับจีน แต่ถ้าเพ่งดูลึกลงไปกว่านั้น สมาชิกอาเซียนบางประเทศได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับจีนภายใต้ความตกลงนี้โดยดึงเอาสินค้าบางรายการที่อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวภายใต้อาฟต้า ออกมาลดเลิกภาษีกับจีน ซึ่งหมายถึงว่าสินค้านั้น สมาชิกอาเซียนไม่ถือว่าจีนเป็นคู่แข่ง แต่ถือว่าสมาชิกอาเซียนด้วยกันเป็นคู่แข่ง จึงพร้อมที่จะลดภาษีให้จีนเร็วกว่าที่จะลดให้สมาชิกอาเซียนด้วยกัน สินค้าส่วนนี้มีจำนวนน้อย และอัตราภาษีที่เก็บจากสมาชิกอาเซียนสูงกว่าเก็บจากจีน

การกระทำดังกล่าวนี้ไม่ขัดความตกลงอาฟต้า แต่ก็แสดงถึงทัศนะและความรู้สึกแข่งขันระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกัน การเลือกปฏิบัติกับสมาชิกอาเซียนด้วยกันนี้ เริ่มขึ้นตั้งแต่การทำความตกลงลดเลิกภาษีระหว่างอาเซียนกับจีนระลอกแรก (สินค้าเกษตรจำนวนประมาณ 5oo รายการ) ที่เรียกว่า Early Harvest ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 และจะสิ้นสุดที่ภาษีร้อยละ 0 ในวันที่ 1 มกราคม 2550 โดยมาเลเซียนำสินค้าเกษตร (ส่วนใหญ่ เป็นผลไม้เมืองร้อน) ที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวของมาเลเซียภายใต้อาฟต้า มาลดภาษีให้จีน แต่มาเลเซียไม่ได้ลดให้สมาชิกอาเซียนด้วยกัน สินค้าที่อ่อนไหวเหล่านี้เป็นสินค้าที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญ มาเลเซียจึงยังคงเก็บภาษีจากไทยในอัตราปกติไม่ใช่อัตราพิเศษภายใต้อาฟต้า และเก็บจากจีนต่ำกว่าไทย (ข้อโต้แย้งของมาเลเซียคือจีนไม่ได้ส่งออกหรือส่งออกน้อย)

ไทยได้ต่อสู้เพื่อให้มาเลเซียแก้ไขเรื่องนี้ ในที่สุดไทยก็ต้องประนีประนอมกับมาเลเซียเพื่อไม่ให้จีนเห็นความแตกแยกในอาเซียน ท่ามกลางการโจมตีจากสมาชิกอื่นของอาเซียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม โดยมีสิงคโปร์ร่วมผสมโรง) จากการที่ไทยไปทำความตกลง FTA ฉบับย่อยกับจีนโดยเลือกสินค้าผักและผลไม้จากความตกลง Early Harvest ของอาเซียน-จีน มาเร่งลดภาษีระหว่างกันเป็นร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ก่อนประเทศอาเซียนอื่นๆ

อาเซียนกำลังมองหน้าหาประโยชน์ที่จะได้จากการผูกมิตรกับจีน แต่ไม่อยากมองหลังที่มีปัญหาความแตกร้าวภายในบ้านที่ยังคาราคาซังที่ควรเร่งแก้ไข ยังไม่สายเกินไปที่อาเซียนจะทบทวนปัญหาในบ้าน ประเด็นแรกที่ควรจะต้องแก้คือการร่นกำหนดวันยกเลิกภาษีศุลกากรภายใต้อาฟต้าจากปี 2553 ให้รวดเร็วขึ้นกว่าการเลิกภาษีกับจีนและประเทศอื่นๆ ประเด็นที่สองคือการลดภาษีในอาฟต้าให้สมาชิกอาเซียนด้วยกันได้รับสิทธิพิเศษในระดับที่ดีกว่าหรืออย่างน้อยก็เท่ากับประเทศนอกกลุ่ม แต่ไม่ควรให้ต่ำกว่า สินค้ารายการใดที่สมาชิกอาเซียนลดภาษีให้จีน ก็ต้องไม่ให้ต่ำกว่าในอาฟต้า ถ้าทำเช่นนี้ได้ ก็น่าจะยังพอมีความหวังว่าอาเซียนสามารถร่วมมือกันพัฒนาให้เป็นกลุ่มภูมิภาคที่เข้มแข็ง และฟื้นฟูความน่าเชื่อถือที่ประเทศนอกกลุ่มมีต่ออาเซียนและอาฟต้า

ความตกลงเปิดเสรีการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและจีน คลุมสินค้าทุกรายการในพิกัดศุลกากรยกเว้นสินค้าที่อยู่ในความตกลงลดภาษีเร่งด่วนหรือ Early Harvest Program ที่เริ่มกันไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2547 สินค้าของฝ่ายไทยที่อยู่ในกรอบความตกลงนี้มีจำนวนประมาณ 5,000 กว่ารายการ (พิกัดศุลกากร 6 หลัก) ส่วนสินค้าจีนมีจำนวนประมาณ 6,000 กว่ารายการ (พิกัดศุลกากร 10 หลัก) ความตกลงนี้เป็นความตกลงฉบับสมบรูณ์ในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า ซึ่งเป็นเสาหลักต้นแรกของเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอาเซียนและจีน เสาต้นนี้คงจะมีน้ำหนักมากกว่าเสาอื่นอีกสองต้นคือความตกลงเปิดการค้าเสรีด้านการค้าบริการและด้านการลงทุน ซึ่งการเจรจายังไปไม่ถึงไหน เพราะทั้งจีนและอาเซียนต่างก็รู้สึกตรงกันว่าไม่อยากจะเร่งเปิดเสรีเพิ่มเติมจากข้อผูกพันที่มีอยู่ใน WTO (เฉพาะด้านการค้าบริการ ส่วนการลงทุนนั้น WTO ยังไม่มีความตกลงเปิดเสรี) ซึ่งกำลังมีการเจรจาในรอบโดฮาเพื่อขยายขอบเขตการเปิดเสรีระหว่างสมาชิก WTO ด้วย ความเอื่อยในการเจรจามาจากความตั้งใจที่จะเอื่อยมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่มีการระบุปีสุดท้ายที่อาเซียนและจีนจะบรรลุเป้าหมายในการสร้าง FTA ด้านการค้าบริการและการลงทุน แต่กำหนดไว้เฉพาะ FTA ด้านสินค้าคือปี 2553

ความตกลงนี้แยกสินค้าออกเป็นสองกลุ่มคือ (1) กลุ่มสินค้าปกติ จะลดภาษีกันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงร้อยละ 0 แต่ก็ยอมให้ยืดเวลาการยกเลิกภาษีถึงวันที่ 1 มกราคม 2555 (ตามที่สมาชิกอาเซียนบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เรียกร้อง) แต่จำกัดสินค้าไม่เกิน 150 รายการ นอกจากนี้ ประเทศภาคียังมีข้อผูกพันที่จะลดภาษีถึงระดับร้อยละ 0-5 สำหรับสินค้าจำนวน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของสินค้าทั้งหมดในกลุ่มนี้ตั้งแต่วันแรกคือที่ 1 กรกฎาคม 2548 และขยายจำนวนสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2550 จนสินค้าทุกรายการมีภาษีร้อยละ0 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 กำหนดเวลาเหล่านี้ใช้กับจีนและประเทศสมาชิกเดิมของอาเซียน6 ประเทศ ส่วนสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศมีเวลานานกว่า (2) กลุ่มสินค้าอ่อนไหว สำหรับจีนและสมาชิกเดิมของอาเซียนให้มีจำนวนไม่เกิน 400 รายการ (พิกัดศุลกากร 6 หลัก) และไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้าในปี 2544 สำหรับสมาชิกใหม่ให้มีสินค้าอ่อนไหวไม่เกิน 500 รายการ สินค้ากลุ่มนี้แยกออกเป็น (2.1) สินค้าอ่อนไหว ซึ่งจะมีการลดลงเป็นร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2555 (7 ปี) และลดถึงร้อยละ 0-5 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2561 (13 ปี) สำหรับจีนและสมาชิกเดิมของอาเซียน และยืดเวลาให้สมาชิกใหม่ ถึงปี 2558 และ 2563 ตามลำดับ และ (2.2) สินค้าอ่อนไหวมาก - มีได้ไม่เกินร้อยละ 40 ของสินค้าอ่อนไหวทั้งหมด (160 รายการสำหรับจีนและสมาชิกเดิมของอาเซียน) หรือสินค้า 100 รายการในระดับพิกัด 6 หลัก โดยให้ใช้จำนวนที่เปรียบเทียบกันแล้วต่ำกว่า และให้ลดภาษีลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของอัตราภาษีปีฐานภายในวันที่ 1 มกราคม 2558 (10 ปี)สำหรับจีนและสมาชิกเดิมของอาเซียน และวันที่ 1 มกราคม 2561 สำหรับสมาชิกใหม่

จำนวนสินค้าอ่อนไหวที่เป็นผลจากการเจรจานับว่ามีจำนวนมาก และแม้ว่าจะมีการคุมน้ำหนักคือไม่ให้เกินกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่านำเข้า แต่ในทางปฏิบัติก็ทำให้ทั้ง 11 ประเทศมีสิทธิเลือกสินค้าที่ตนเองมีสิทธิปกป้องตลาดโดยลดภาษีลงช้ามากถึง 13 ปีกว่าภาษีจะลดลงถึงร้อยละ 0-5 แต่ถ้าเป็นสินค้าอ่อนไหวมาก กว่าจะลดภาษีลงครึ่งหนึ่งได้ก็จะใช้เวลาถึง 10 ปี โดยอาเซียนและจีนยังทิ้งค้างไว้โดยไม่ได้เจรจาว่าจะทำอย่างไรกับภาษีหรือมาตรการอื่นที่ใช้ปกป้องตลาดที่เหลืออยู่

ถ้าวิเคราะห์กันให้ละเอียด ความตกลงระหว่างอาเซียนและจีนที่ถือว่าเป็นเสาหลักของ FTA นี้ ก็ไม่ค่อยจะมีเนื้อมีหนังอย่างที่อาเซียนและจีนพยายามโหมโรงโฆษณา เพราะทั้ง 11 ประเทศกันสินค้าสำคัญๆเอาไว้โดยยังไม่ยอมทำข้อผูกพันที่จะเปิดตลาดให้เต็มที่ตามวัตถุประสงค์ของการทำ FTA สินค้าอ่อนไหวของจีนมีสินค้าเกษตรรายการหลักๆ เช่น กาแฟ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล ยางพารา สับปะรดกระป๋อง ใบยาสูบ ลำไยกระป๋อง และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า กระดาษ และบุหรี่ เป็นต้น การเปิดตลาดภายใต้ FTA อาเซียน-จีน จึงดูจะเป็นราคาคุยเสียเกินครึ่ง และแสดงให้เห็นว่าอาเซียนและจีนยังใช้วิธีการแบบเดิมๆคือตกลงกันไปก่อนแล้วค่อยมาว่าเรื่องจริงกันทีหลัง หรือแก้ปัญหากันทีหลัง สรุปแล้ว ทั้งอาเซียนและจีนก็ยังไม่ได้เปิดตลาดให้แก่กันเป็นพิเศษสักเท่าไรนัก

ความตกลงเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและจีน (ASEAN-China FTA : ACFTA) เป็นผลการเจรจาระหว่าง 11 ประเทศที่ต่างก็ประนีประนอมรอมชอมกันหลายเรื่องเพื่อให้การทำความตกลงนี้สำเร็จลงได้ภายในเวลาหนึ่งปี ถ้าดูสาระความตกลงที่อาเซียนและจีนเพิ่งเจรจากันเสร็จ จะเห็นว่าทั้งอาเซียนและจีนต่างก็ใช้ความระมัดระวังในการเปิดตลาดแลกเปลี่ยนกัน ต่างก็ยังปกป้องอุตสาหกรรมภายในในสาขาสำคัญๆโดยกำหนดให้มีสินค้าอ่อนไหวได้ถึง 400 รายการ (แต่คุมน้ำหนักการค้าไม่ให้เกินร้อยละ 10 ของมูลค่านำเข้า) จีนเองก็ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมภายในหลายสาขาจึงไม่ได้ตั้งท่าทีการเจรจาเพื่อรุกเปิดตลาดอาเซียนมากนัก

ในขณะที่อาเซียนเองก็ตั้งท่ากันเต็มที่ การเจรจาจึงไม่ได้มีข้อขัดแย้งกันมากมายนัก และจีนยังทำตัวแบบพี่ใหญ่ที่เข้าใจน้องเล็ก โดยถือคติว่าตกลงกันไปก่อน ถ้ามีปัญหาก็ค่อยว่ากันทีหลัง ทำให้ยอมรับอะไรได้ง่ายเพื่อยุติการงอแงของอาเซียน การเปิดตลาดของจีนและอาเซียนตามผลการเจรจาจึงค่อยเป็นค่อยไป และการเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่แต่ละประเทศต้องการปกป้องก็นับว่าน้อย แต่เรื่องที่จีนไม่ยอมถอย และได้รับผลอย่างที่ต้องการคือ อาเซียนยอมรับในความตกลงฉบับนี้ว่าจีนเป็น Market Economy ซึ่งเป็นความสมัครใจของอาเซียนที่ยอมปลดปล่อยจีนจากข้อผูกพันที่ทำไว้ตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิก WTO โดยถือว่าเศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจแบบตลาดไม่ได้ผิดแผกจากตลาดของสมาชิกอื่นของ WTO จึงแต่ต้องปฏิบัติกับจีนเหมือนประเทศอื่นๆในการไต่สวนเพื่อเก็บอากร AD และ CVD กับสินค้าจีน

นอกจากการปกป้องตลาดโดยทั้ง 11 ประเทศต่างก็ถือรายการสินค้าอ่อนไหวที่ยาวเป็นหางว่าวเอาไว้ในมือแล้ว ก็ยังมีมาตรการป้องกันตัวที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมาตรการคุ้มกัน (safeguards) ภายใต้ความตกลงฉบับนี้ ประเทศที่เป็นสมาชิกWTO (ในจำนวน 11 ประเทศ มีเพียงลาวและเวียดนามเท่านั้นที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก) ยังสามารถใช้มาตรการคุ้มกันของ WTO ต่อไปได้ (เป็นมาตรการคุ้มกันระดับโลกเพราะใช้จำกัดการนำเข้าสินค้ารายการหนึ่งๆของสมาชิก WTO ได้พร้อมกันหลายประเทศ ขึ้นอยู่กับผลการไต่สวนว่าสินค้านำเข้าจากประเทศสมาชิกประเทศใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายใน)

แต่ความตกลงนี้ก็กำหนดกติกาการใช้มาตรการคุ้มกันกับภาคี ACFTA ภายใต้ความตกลงฉบับนี้เป็นการเฉพาะด้วย (มีข้อห้ามว่า ถ้าใช้มาตรการคุ้มกันของ ACFTA ก็ไม่ให้ใช้มาตรการคุ้มกันของ WTO ซ้อนกัน) และให้ใช้กับสินค้าได้ทุกรายการไม่ว่าเป็นสินค้าเร่งลดภาษี (Early Harvest) สินค้าปกติ หรือสินค้าอ่อนไหว แต่ให้ใช้เฉพาะในช่วงเวลาปรับตัว (transitional period) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับไปจนถึงกำหนดห้าปีหลังจากที่มีการลดหรือยกเลิกภาษีที่เก็บจากสินค้านั้นเสร็จสิ้นแล้วตามพันธกรณี เช่น สินค้าปกติที่ต้องยกเลิกภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 2553

การใช้มาตรการคุ้มกันมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ไปจนถึง 1 มกราคม 2558 หลังจากนั้นก็ใช้ได้ ความตกลงนี้ยกเว้นการใช้มาตรการคุ้มกันกับสินค้าที่มีสัดส่วนนำเข้าไม่ถึงร้อยละ 3 ของยอดมูลค่านำเข้าจากประเทศภาคีทั้งหมด และการใช้มาตรการคุ้มกันก็ต้องมีขั้นตอนการไต่สวนแบบเดียวกันที่ใช้กันใน WTO แต่ใช้ได้ง่ายกว่าเพราะ ACFTA ยอมให้ประเทศภาคีใช้ทั้งในกรณีที่ภาคีที่เป็นประเทศผู้นำเข้าได้รับผลกระทบเนื่องจากการลดภาษีตามความตกลง หรือกรณีที่เป็นผลจากพัฒนาการที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน (unforeseen developments) ซึ่งไม่ต้องพิสูจน์กันให้มากความ

ส่วนที่ต่างจากความตกลง WTO อีกข้อหนึ่งก็คือ รูปแบบการใช้มาตรการคุ้มกันซึ่ง ACFTA ให้ใช้วิธีการเพิ่มอัตราภาษี แต่ไม่ยอมให้ใช้โควต้า เพื่อจำกัดการนำเข้าดังที่ความตกลงคุ้มกันของ WTO ยอมให้ใช้ การเพิ่มอัตราภาษีนั้น เพิ่มจากอัตราลดพิเศษตามพันธกรณี ACFTA ในขณะนั้น สู่อัตราปกติ (MFN) ที่ใช้กับสมาชิก WTO และให้ใช้ได้ 3 ปี แต่อาจขยายเวลาออกไปอีกได้ไม่เกิน 1 ปี รวมเป็น 4 ปี แต่ไม่ให้เกินช่วงเวลาปรับตัว เมื่อถึงเวลาที่ต้องยุติ ก็ให้กลับไปใช้อัตราภาษีตามที่มีกำหนดจะลดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีที่ยุติการใช้มาตรการคุ้มกัน

ความตกลงนี้ยินยอมให้ประเทศภาคีเร่งลดและยกเลิกภาษีเร็วกว่าที่กำหนดไว้ ดังที่ไทยเคยเจรจาตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าผักและผลไม้กับจีนภายใต้ ACFTA มาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 แต่ตอนนั้นไทยและจีนเจรจากันสองประเทศโดยไม่ได้บอกสมาชิกอาเซียนอื่น มาบอกก็เมื่อทำความตกลงกันไปเสร็จแล้ว จึงทำให้ไทยถูกโจมตีอย่างมากในเวทีระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน เมื่อไทยและจีนนำเอาความตกลงยกเลิกภาษีสองฝ่ายเข้ามาอยู่ใต้ ACFTA อย่างเป็นทางการ สมาชิกอื่นของอาเซียนจึงกดดันให้วางกติกาไว้ในความตกลง ACFTA ว่าถ้าจะจับคู่กันเจรจาเร่งลดและยกเลิกภาษีสินค้ากลุ่มใด ก็ต้องให้ประเทศภาคีอื่นเห็นชอบด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ และถือเป็นผลเจรจาร่วมกันโดยภาคีทุกประเทศร่วมกันเร่งลดและยกเลิกภาษีสินค้ากลุ่มนั้นไปพร้อมๆกัน

ความตกลงในส่วนนี้เขียนไว้เหมือนจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศภาคีเร่งลดและยกเลิกภาษี แต่ถ้าดูกติกานี้แล้วกลับจะเป็นตรงกันข้าม ฉะนั้น การที่ไทยจะเดินหน้าขอเจรจากับจีนเพื่อเร่งลดและยกเลิกภาษีกันในกลุ่มสินค้าอื่นๆต่อไป (ในสิ่งที่รัฐบาลไทยตีขลุมเอาว่าเป็น FTA ไทย-จีน แต่ความจริงเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ ACFTA) จึงอาจจะขยับต่อไปได้ยาก เพราะจีนยังยืนยันที่จะไม่ทำ FTA กับไทยแยกออกมา แต่ทำในกรอบของ ACFTA ฟังแล้ว ผู้ประกอบการไทยที่กลัวการแข่งขันจากจีนก็คงจะสบายใจขึ้น

------------------------

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1955 07 พ.ย. - 27 พ.ย. 2547


Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  6201

Return