Search
Main Menu
 รายละเอียด
กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทย ภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม

 

1.  แนวนโยบายของรัฐบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 รัฐบาลได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนโยบายด้านการต่างประเทศต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาชาวโลก โดยให้ความสำคัญต่อกรอบความร่วมมืออาเซียนเป็นอันดับแรกในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนรวมทั้งขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ผ่านทางกรอบความร่วมมือต่างๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย และระหว่างภูมิภาคเอเชียกับภูมิภาคอื่น เพื่อรักษาและก่อให้เกิดการขยายความร่วมมือทางการเมือง    ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่  โดยจะร่วมมือกับรัฐสภาในการพิจารณาอนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียน รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ควบคู่ไปกับ  การจัดให้มีการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ในขั้นของการเจรจา และที่ได้มีการเจรจาเสร็จสิ้นไปแล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 วรรคสอง โดยที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติให้ความเห็นชอบร่างปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 และต่อมาไทยและผู้นำอาเซียนอื่น ๆ ได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียนและปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งในแผนงานดังกล่าว ได้ระบุให้จัดทำท่าทีร่วมกันของอาเซียนเพื่อเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศนอกกลุ่ม

 

อาเซียนได้เริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศนอกกลุ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และในปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี กับ 7 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เกาหลี และสหภาพยุโรป รัฐบาลจะดำเนินการให้ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมกับอาเซียนในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีทุกฉบับข้างต้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นกับอาเซียน เสริมสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ลดอุปสรรคด้านการค้า  การลงทุน ในตลาดสำคัญๆ และจัดให้มีความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการค้า การลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจของอาเซียนต่อไปในระยะยาว

 

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาถึงการทำหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย

 

ในการร่วมกับอาเซียนเพื่อเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ รัฐบาลมีเหตุผล       ความจำเป็น เป้าหมายการเจรจา และกรอบการเจรจาในแต่ละประเด็น ดังนี้

 

2.         เหตุผลความจำเป็นของไทยในการร่วมกับอาเซียนเพื่อเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี

 

เศรษฐกิจไทยผูกพันกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอดีตที่ผ่านมา ได้ส่งผลในการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน กระจายความเจริญ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ในระดับที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน ปัจจัยที่สำคัญยิ่งในกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ      ภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ซึ่งครอบคลุม การส่งออก การนำเข้า และการลงทุนจากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึง 130.27% (มกราคม-พฤศจิกายน ปี 2551) คิดเป็นสัดส่วนของการส่งออก 64.96 % และสัดส่วนของ การนำเข้า 65.31 % ของ GDP และคาดว่าจะยังคงระดับการพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศในระดับนี้ต่อไปในอนาคต ตามประมาณการของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไทยจะมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GDP ในปี 2552 ที่ระดับ 137.75 % (ส่งออก 67.73 % นำเข้า 70.01%)

 

เงินลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งของภาคการลงทุนของไทย โดยในภาค การลงทุนทางตรง เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ (ปี 2545-2550) 315 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน เฉลี่ย (ปี 2544-2549) 15.42 % -ของการลงทุนรวมภายในประเทศ

 

อาเซียนถือว่าเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย

อาเซียนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2551 (มกราคม-พฤศจิกายน) การค้ารวมของไทยกับอาเซียนสูงกว่า 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 22.79% ของการค้ารวมของไทย เป็นตัวเลขส่งออกประมาณ 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อประเทศสมาชิกมีการรวมกลุ่มที่แนบแน่นขึ้น ไทยยิ่งต้องกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับอาเซียนมากขึ้น โดยการสนับสนุนการรวมตัวที่สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่งเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งวางเป้าหมายจะดำเนินการให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558

 

อาซียนต้องแข่งขันกับกลุ่มภูมิภาคอื่นในการรักษาการเจริญเติบโตของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน ถือเป็นกลุ่มภูมิภาคที่มีการพึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยมีสัดส่วนการค้ากับประเทศนอกกลุ่มสูงถึง 75 % ของมูลค่าการค้ารวมของอาเซียน และต้องพึ่งพิงการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค การสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการสร้างการจ้างงาน ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการลงทุนทางตรงที่ไหลเข้าภูมิภาคอาเซียนในปี 2549 ที่สูงถึง 52.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เพื่อรักษาระดับการค้าระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่สูงและไม่ให้กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค รวมทั้งเพื่อลดอุปสรรคในการค้าขายกับประเทศนอกกลุ่ม  อาเซียนจึงดำเนินการเจรจาจัดทำความตกลงการค้ากับประเทศนอกกลุ่มอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2546 โดยมีเป้าหมายที่ตลาดการค้าที่มีขนาดใหญ่ มีความต้องการและกำลังซื้อสูง คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหภาพยุโรป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคู่ค้ารายสำคัญของอาเซียนทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้ อาเซียนมีจุดมุ่งหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาค เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันมูลค่าการค้าจะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยอาเซียนได้ตัดสินใจที่จะพิจารณาการเจรจาเขตการค้าเสรีกับกลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือกลุ่มจีซีซี      (Gulf Cooperation Council – GCC ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) กลุ่มเมอร์โคซูร์ (MERCOSUR) หรือตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Southern Common Market ประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ คือ อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย และเวเนซุเอลา )

 

ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนได้มีบทบาทสำคัญและมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอดในกระบวน  การรวมกลุ่มของอาเซียนและร่วมผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาเซียนได้ตกลงร่วมกันแล้วว่าเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะช่วยพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของประชาชนในภูมิภาค อันจะเป็นประโยชน์ต่อความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน

 

ในด้านบทบาทระหว่างประเทศ ไทยจะรักษาความน่าเชื่อถือและสถานะความเป็นประเทศที่มีบทบาทนำในอาเซียน และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังด้านเศรษฐกิจ โดยไทยก็จะได้รับประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นจะได้รับ อันจะส่งผลลบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต

 

3.  วัตถุประสงค์และเป้าหมายการเจรจาในภาพรวม

 

รัฐบาลจะใช้การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม เพื่อรักษาระดับการค้าระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่สูงและไม่ให้กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค รวมทั้งเพื่อลดอุปสรรคในการค้าขายกับประเทศนอกกลุ่ม ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศคู่ค้าหลัก เป็นเวทีในการสร้างแนวร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ทางการค้าในระดับพหุภาคี และสร้างฐานของการเปิดเสรีด้านต่างๆ ที่ต้องดำเนินการกับประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ต่อไปในอนาคต รวมทั้งการสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์กับไทย โดยได้กำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายการเจรจาของไทยในภาพรวม ดังนี้

 

วัตถุประสงค์

           เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งโอกาสในการลงทุนทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในประเทศภาคีความตกลง และเพื่อให้ผู้บริโภคของไทยได้ใช้สินค้า และบริการที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างชาติ ในภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาขีดความสามารถของการส่งออกของไทย

 

เป้าหมายการเจรจา

           เจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ

           คำนึงถึงระดับการพัฒนาของไทยและประเทศคู่เจรจา หลักการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และความพร้อมของกฎหมายภายใน

           มีระยะเวลาในการปรับตัวและมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

กรอบการเจรจานี้ จะใช้กับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-คู่เจรจา ดังนี้

1.         ความตกลงด้านการค้าสินค้า ด้านการค้าบริการ และด้านการลงทุน ซึ่งการเจรจาบางส่วนยังไม่แล้วเสร็จโดยเจรจาแยกเป็นรายฉบับ ได้แก่ อาเซียน-อินเดียในเรื่องการค้าบริการและการลงทุน และอาเซียน-ญี่ปุ่นในเรื่องการค้าบริการและการลงทุน

2.         ความตกลงที่อาเซียนจะเจรจาเพิ่มเติมกับคู่เจรจาอื่นในอนาคต  เช่น อาเซียน-เมอร์โคซูร์ อาเซียน-กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือกลุ่มจีซีซี  เขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (หรืออาเซียน+3) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (หรืออาเซียน+6) เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในทุกกรณี หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องนำเสนอผลการเจรจาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190

 

4.  กรอบการเจรจาในแต่ละประเด็น

ในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีแต่ละฉบับจะต้องตกลงกับคู่เจรจาแต่ละประเทศว่าจะครอบคลุมประเด็นการค้าใดบ้าง ซึ่งอาจมีขอบเขตความครอบคลุมแตกต่างกันไปในแต่ละฉบับ โดยไทยจะต่อรองเจรจาแลกเปลี่ยนในประเด็นและหัวข้อการเจรจาต่างๆ กับประเทศในอาเซียนและคู่เจรจานอกกลุ่ม เพื่อให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุด

ในการนี้ รัฐบาลได้วางกรอบการเจรจาในแต่ละประเด็นสำหรับการเจรจาต่าง ๆ ไว้ตามที่ปรากฏในเอกสารแนบ

 

 

เอกสารแนบ

 กรอบการเจรจาสำหรับอาเซียน-คู่เจรจา

 

1.  การเข้าสู่ตลาดการค้าสินค้า

-           ให้มีการลดหรือยกเลิกอากรศุลกากร ค่าธรรมเนียมและเงินอื่นใดที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า โดยให้ครอบคลุมการค้าระหว่างกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยต้องคำนึงถึงผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

-           เน้นให้ลดภาษีในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออก (โดยให้มีความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเท่าที่จะเป็นไปได้

-           ให้มีการลดหรือเลิกมาตรการกีดกันและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ที่ขัดกับกฎเกณฑ์การค้าโลก ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

-           ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่เหมาะสมแก่สินค้าที่มีความอ่อนไหว รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบจากการลดภาษีเท่าที่จะเป็นไปได้

-           ในเรื่องการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรให้ใช้เกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศตามที่คู่ภาคีตกลงกันหรือตามเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศที่คู่ภาคีเป็นสมาชิกอยู่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวตามมาตรฐานระหว่างประเทศหรือโดยองค์การระหว่างประเทศในอนาคตซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันของประเทศไทยก็สามารถกระทำได้ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยตามข้อผูกพันที่มีอยู่เดิมในภาพรวม

-           ให้มีความร่วมมือในด้านพิธีการศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระต้นทุนที่ไม่เหมาะสมเท่าที่จะเป็นไปได้

-           กำหนดกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตสินค้าของไทยในอาเซียนและคู่เจรจาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ภาคเอกชนจะได้รับด้วย

-           กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีการบังคับใช้อย่างโปร่งใส และเท่าเทียมกัน และลดความเป็นอุปสรรคทางการค้าของสินค้าไทยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

-           ร่วมมือปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต้นทุนที่ไม่เหมาะสม และอำนวยความสะดวกทางการค้าให้มีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้

 

2.  มาตรการปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้า

-           ให้มีมาตรการปกป้องระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและคู่เจรจา เพื่อคุ้มกันและ/หรือเยียวยาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากการทะลักของสินค้านำเข้า รวมทั้งมาตรการปกป้องกรณีที่เกิดปัญหาด้านดุลการชำระเงิน

-           ให้มีแนวทางการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนที่ไม่ขัดกับกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก

 

3.  มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

-           เน้นย้ำให้การใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชใช้ได้เฉพาะมาตรการที่สอดคล้องตามความตกลงขององค์การการค้าโลก

-           ผลักดันให้มีกลไกการหารือ เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้

-           หาแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากฎระเบียบด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชเท่าที่จะเป็นไปได้ 

 

4.  อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า

-           เน้นย้ำให้การใช้มาตรการด้านอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าใช้ได้เฉพาะมาตรการที่สอดคล้องตามความตกลงขององค์การการค้าโลก

-           ผลักดันให้มีกลไกการหารือ รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการติดต่อระหว่างกัน เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการกีดกันทางเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-           หาแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากฎระเบียบทางเทคนิคหรือมาตรฐานของประเทศคู่เจรจาหรือประเทศสมาชิกอาเซียนเท่าที่จะเป็นไปได้

 

5.  การค้าบริการ

-           เปิดเสรีภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ระดับการเปิดเสรีโดยรวมระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาสูงกว่าระดับการเปิดเสรีภายใต้องค์การการค้าโลก

-           เรียกร้องให้มีการเปิดตลาดบริการในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือของไทยสามารถเข้าไปทำงานในประเทศนั้นได้

-           ให้รักษาสิทธิของไทยในการใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางระบบการเงิน การธนาคาร การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อดุลการชำระเงิน

 

6.  การลงทุน

-           ให้มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนครอบคลุมเรื่องการเปิดเสรีครอบคลุมธุรกิจที่นอกเหนือจากภาคบริการ

-           เรียกร้องให้มีการเปิดตลาดการลงทุนในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ

-           ให้ลดมาตรการทางกฎหมายและทางการบริหารที่เป็นอุปสรรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการและการกำหนดเงื่อนไขด้านการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ 

-           ให้ความคุ้มครองการลงทุนและนักลงทุนจากต่างประเทศตามเงื่อนไขและขอบเขตที่กฎหมายระเบียบข้อบังคับของไทยกำหนด

-           เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งใน  การระงับข้อพิพาท และผลักดันให้มีกลไกหารือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการลงทุนเฉพาะเรื่อง

-           ให้รักษาสิทธิของไทยในการใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางระบบการเงิน     การธนาคาร การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อดุลการชำระเงิน

-           ให้มีข้อยกเว้นทั่วไป (General Exception) และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง (National Security Exception)

7.  การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ

-           ให้จัดตั้งกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสิทธิและพันธกรณีตามความตกลงที่เกี่ยวข้อง มีขั้นตอนและกลไกที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่รัฐคู่พิพาท และมีกลไกบังคับคำตัดสินโดยฝ่ายที่สาม ที่ไม่เปิดโอกาสให้ดำเนินการฝ่ายเดียว

8.  ความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกทางการค้า

-           ให้มีความร่วมมือเพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา

-           ให้มีความร่วมมือทางวิชาการ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

-           ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย

9.  ทรัพย์สินทางปัญญา

-           ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับระดับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายไทย ความตกลงขององค์การการค้าโลกและ/หรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

-           ให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของประเทศ

-           ส่งเสริมการใช้ความยืดหยุ่น ข้อยกเว้น และข้อจำกัดในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อย่างสมดุลระหว่างเจ้าของสิทธิ ผู้บริโภค และสาธารณชนโดยรวม

-           ร่วมมือกันในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการสร้างสรรค์ การคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึง การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี

 

10.  พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

-           ให้มีความร่วมมือในการส่งเสริมการค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 

11.  การจัดซื้อโดยรัฐ

-           ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการจัดซื้อโดยรัฐเกี่ยวกับโครงสร้างระบบบริหารจัดการภาครัฐ การงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

-           ส่งเสริมให้มีความโปร่งใสในกระบวนการและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง

 

12.  ความโปร่งใส

ให้มีกฎหมายและข้อบังคับภายในที่มีความโปร่งใส และมีกระบวนการในการเผยแพร่กฎหมายและข้อบังคับดังกล่าวให้แก่สาธารณชนและผู้ประกอบการ และจะต้องพยายามจัดให้มีระยะเวลาตามสมควรระหว่างเวลาที่ประกาศหรือเผยแพร่กฎหมายและข้อบังคับดังกล่าวต่อสาธารณชนกับเวลาที่กฎหมายและข้อบังคับนั้นมีผลใช้บังคับ

 

13.  การแข่งขัน

-           ส่งเสริมให้มีนโยบายการแข่งขันเสรีเป็นธรรมผ่านมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายและระเบียบภายในประเทศของแต่ละฝ่าย

-           ให้มีความร่วมมือทางวิชาการและการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของประเทศสมาชิกอาเซียนและคู่เจรจา

 

14.  สิ่งแวดล้อม

-           ให้มีการปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพิ่มเติมในอนาคต

-           สนับสนุนการปฏิบัติตามพันธกรณีหรือข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ที่ไทยเป็นสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต

-           ส่งเสริมให้มีความร่วมมือด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อม

 

15.  แรงงาน

-           ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบภายในที่ใช้บังคับอยู่ของแต่ละฝ่าย

-           ส่งเสริมให้มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาด้านแรงงาน

 

---------------------------------------------

 

 

กระทรวงพาณิชย์

พฤษภาคม 2552

 

 


Written By:  admin
Date Posted:  23/12/2552
Number of Views:  16589

Return