Search
Main Menu
 รายละเอียด
เขตการค้าเสรี : ยุทธศาสตร์ในการส่งออก

 
เขตการค้าเสรี : ยุทธศาสตร์ในการส่งออก
-----------------

จากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูงต่อการฟื้นตัว ทั้งจากปัจจัยของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ที่ยังไม่มีสัญญาณ การฟื้นตัวที่ชัดเจน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไม่กระเตื้องขึ้นอย่างเต็มที่ และถูกซ้ำเติม จากปัญหาการ ก่อการร้ายที่คอยบั่นทอน การเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจ ที่สำคัญ การเจรจาการค้าพหุภาคีใน WTO ก็ไม่มีทีท่าจะสรุปได้ ทำให้หลายประเทศ หันไปจับคู่เปิดเขตการค้าเสรี 2 ฝ่าย (FTA) มากขึ้น จนเป็นกระแสไปทั่วโลก โดยมุ่งหวังที่จะขยายปริมาณการค้า ทำให้หลายประเทศหันมาใช้ยุทธศาสตร์การจัดทำเขตการค้าเสรี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เป้าหมายการจัดทำ FTA ของไทยในตลาดโลก

- Competitiveness : รักษาความสามารถในการแข่งขันในการแข่งขันในตลาดคู่ค้าเดิมซึ่งมีความได้เปรียบลดลง ( เช่น ถูก graduate GSP) เสริมสร้างและขยายตลาดใหม่

- Investment hub : เพื่อดึงดูดการค้าการลงทุนจากต่างชาติให้ไทยเป็นศูนย์กลาง การลงทุนในภูมิภาค

- Economic prosperity and population well-being : เพื่อขยายลู่ทางการค้าการส่งออกของไทย อันจะช่วยให้ประเทศชาติมีรายได้ มีการว่าจ้างงาน และทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี

ทำไมต้องใช้ FTA เป็นกลยุทธ์หาตลาด

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มไปสู่การเปิดตลาดเสรีมากขึ้น การเจรจา WTO ชะงักงัน ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยต่างหันไปทำ FTA หากไทยอยู่นิ่งจะสูญเสียตลาดไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยใช้ FTA เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสการส่งออกทั้งตลาดเดิม และขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ

- ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

- เพิ่มรายได้การส่งออก โดยยกระดับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 20 ของโลกในปี พ.ศ. 2548

- ให้ไทยเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 5 ของเอเชีย (ปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 8)

- สร้างฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ตามนโยบาย Dual Track Policy ในการพัฒนา ประเทศ โดยขยายการส่งออก เพิ่มการจ้างงานและรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจรากหญ้า

หลักการเลือกประเทศ

- เลือกคู่ค้าเป็นหลัก : มุ่งเจรจาจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญใน

ปัจจุบันหรือมีแนวโน้มที่จะเป็นคู่ค้าสำคัญในอนาคต โดยพิจารณาปัจจัย เช่น ไทยมีปัญหาทางการค้ากับประเทศนั้นหรือไม่ ระดับ GDP ของคู่ค้า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มูลค่าการ ส่งออกและส่วนแบ่งตลาดของไทยในประเทศนั้น เป็นต้น

- เลือกประเทศที่มีกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่มั่นคง : ควรเลือก คู่เจรจาที่มีกรอบกฎหมายพื้นฐานที่เข้มแข็ง มีระบบภายในมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าของไทยกับประเทศนั้นจะราบรื่นเมื่อเจรจา FTA สำเร็จลง

- เลือกเจรจากับกลุ่มประเทศ : ไทยอาจเลือกเจรจากับกลุ่มประเทศที่มีการรวมตัวอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แทนที่จะเจรจากับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศในกลุ่มนั้น เพื่อประหยัดเวลาและทรัพยากร และเพื่อให้ได้ผลจากการเจรจาที่ substantial

- เลือกประเทศที่เป็น Gateway : อาจเลือกคู่เจรจาที่ไทยสามารถใช้เป็นสะพานนำไปสู่ภูมิภาคนั้นหรือเป็นประเทศหลักในการรวมตัวกลุ่มอื่น เพื่อใช้ประโยชน์จากการที่ไทยมี FTA กับประเทศนั้นเป็นช่องทางเข้าไปสู่ภูมิภาคนั้น หรือเจาะตลาดสมาชิกอื่นในการรวมกลุ่มผ่านประเทศคู่เจรจาของไทย เพื่อประหยัดเวลาการเจรจา และสามารถขยายผลประโยชน์จากการเจรจาได้โดยไม่ต้องลงแรงเจรจา

- เลือกประเทศที่เป็นตลาดใหม่ : เลือกประเทศที่เพิ่งดำเนินนโยบายเปิดตลาดอย่างชัดเจน และไทยยังไม่ได้ทำการค้าขายด้วยมากนัก

การคัดเลือกคู่เจรจาในอนาคต

- สำหรับประเทศที่ไทยยังไม่ได้ทำ FTA ด้วย ต้องพิจารณาว่า มีความ จำเป็นต้องทำกับประเทศใด ซึ่งการคัดเลือกต้องพิจารณา 2 ส่วนคือ

เลือกประเทศคู่เจรจา - เลือกประเทศหรือกลุ่มประเทศโดยใช้ เงื่อนไขข้างต้น

เลือกรูปแบบการเจรจา - พิจารณาว่า การเจรจากับประเทศใด ควรใช้รูปแบบใด เช่น บางประเทศที่ยังมีการค้าขายกับไทยไม่มากนัก อาจเริ่มต้นโดยการทำ Economic Partnership แทนการเจรจาจัดทำ FTA เต็มรูปแบบ

- ประเทศที่จะเจรจาด้วยในอนาคตที่น่าสนใจ คือ สหภาพยุโรป อาฟริกาใต้ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งหากมีการเริ่มเจรจาก็ควรมุ่งให้เสร็จตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นไป

สินค้าและบริการที่ควรเป็นเป้าหมายไทย

* สินค้า แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่รัฐบาลวางแนวทางไว้ คือ

- อาหาร (สำเร็จรูป และแช่เย็นแช่แข็ง)

- แฟชั่น (เสื้อผ้า อัญมณี/เครื่องประดับ เครื่องหนัง)

- รถยนต์และชิ้นส่วน

* บริการ กลุ่มหลัก ๆ เช่น

- การท่องเที่ยว (ภัตตาคาร โรงแรม การบิน/ขนส่งทางอากาศ การบริการด้านการท่องเที่ยวที่ให้ทางอินเตอร์เน็ต)

- การบริการสุขภาพและ Life Science (โรงพยาบาล การตรวจ สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ สปา การบริการ Long-stay การบริการวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ การวิจัยพัฒนายา ฯลฯ)

- การก่อสร้างและออกแบบตกแต่ง (ก่อสร้าง วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การออกแบบ การตกแต่งภายใน การออกแบบเครื่องแต่งกายเครื่องประดับ)

กรอบการเจรจา ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ

สำหรับกรอบการเจรจาในแต่ละประเทศ มีระยะเวลาในการเจรจา ดังนี้

คู่เจรจา                                กรอบการเจรจา

ออสเตรเลีย                      สิงหาคม 2002-มีนาคม 2004

บาห์เรน                           เมษายน 2002-ธันวาคม 2004

จีน (ภายใต้อาเซียน)           มกราคม 2003-มิถุนายน 2004

ญี่ปุ่น                               มกราคม 2004-ธันวาคม 2004

นิวซีแลนด์                        มกราคม 2004-พฤศจิกายน 2004

อินเดีย                             มกราคม 2004-มีนาคม 2005

เปรู                                  มกราคม 2004-ธันวาคม 2005

BIMST-EC                        กรกฎาคม 2004-2005/07

สหรัฐฯ                             มกราคม 2004-

การเตรียมความพร้อมในการเจรจาจัดทำ FTA

ก่อนการเจรจา กระทรวงพาณิชย์ได้มีการศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้น ถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ รวม 12 ฉบับ โดยศึกษาในภาพรวมว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการทำ FTA ผลจากการศึกษาปรากฎว่า ในภาพรวมการเปิดเสรี FTA จะทำให้ สวัสดิการสังคมของไทยดีขึ้น การค้าและการลงทุนขยายตัว ทำให้สามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อการผลิต และการจ้างงานในประเทศ อย่างไรก็ตามก็มีผลกระทบบ้างในบางสาขา ซึ่งได้มีการเสนอแนะให้เจรจาโดยขอระยะเวลาในการปรับตัวและเตรียมมาตรการรองรับ

ในกรณีที่ไทยได้ประโยชน์มากกว่า ก็จะเสนอให้มีการจัดทำ FTA กับประเทศ นั้นๆ หลังจากนั้นจะมีการศึกษาเป็นรายประเทศ โดยเจาะลึกว่าหากไทยทำ FTA ด้วย จะมีผลต่อการขยายตัวในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนอย่างไร กลุ่มสินค้าใดที่ไทยได้ประโยชน์และกลุ่มสินค้าใดที่ไทยจะได้รับผลกระทบ ในบางกรณีก็มีการตั้งคณะทำงานศึกษาร่วมกันกับประเทศนั้นๆ เช่น กรณี ออสเตรเลีย อินเดีย เป็นต้น เมื่อศึกษาร่วมกันแล้วเห็นว่าการทำ FTA ทั้งคู่ได้ประโยชน์ ก็จะดำเนินการเปิดการเจรจาต่อไป

นอกจากนี้ในระหว่างการเจรจาก็ยังมีการศึกษาและหารือกับทุกฝ่ายควบคู่ไปด้วย รวมทั้งนำผลการเจรจาเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์และผลกระทบของการทำ FTA รายประเทศ

จีน

เป็นตลาดใหญ่มีประชากรถึง 1,300 ล้านคน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ไทยได้มีการลงนามในกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน แล้ว ต่อมาได้มีการลงนามในความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ ระหว่างไทย-จีน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สาระสำคัญของความตกลงครอบคลุมเรื่องการลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ทุกรายการ ตามพิกัดศุลกากรตอนที่ 07-08 (116 รายการ ตามพิกัดศุลกากร 6 หลัก) ให้เหลือ 0% ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 โดยกระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดภาษีในสินค้าดังกล่าว รวมทั้งกรมการค้าต่างประเทศได้ออกหนังสือรับรอง แหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว

ประโยชน์ที่ได้รับ

การค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน ขยายตัวเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่มีการปรับลดอัตราภาษีผักและผลไม้ลงเหลือ 0% ในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2546 - พฤษภาคม 2547 ไทยส่งออกผักผลไม้ไปจีน มูลค่า 6,607.5 ล้านบาท (167.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 36.9 ในขณะที่มีการนำเข้าเพียง 3,339.8 ล้านบาท (83.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.2 ส่งผลให้ไทยเกินดุล 3,267.7 ล้านบาท (83.9 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ผักและผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีน ที่สำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง (+27.88%) ลำไยแห้ง (+1.12%) ลำไยสด (+1,157.45%) ทุเรียนสด (+23,823.36%) และส้มโอ (-33.09%)

ผักและผลไม้ที่ไทยนำเข้าจากจีน ที่สำคัญ ได้แก่ แอปเปิ้ล (+121.42%) แพร์ (+361.97%) แคร์รอต (+605.73%) เห็ด (+131.04%) และมันฝรั่ง (+1,317.9%)

ผลกระทบ

สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ แต่ได้มีการวางมาตรการปรับตัวรองรับแล้ว เช่น หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เป็นต้น

สำหรับในปี 2546 ไทยมีการเปิดโควต้านำเข้ากระเทียมเพียง 65 ตัน ในขณะที่มีความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึง 126,700 ตัน แต่ผลิตได้เพียง 114,170 ตัน ในทางปฏิบัติจึงมีการนำเข้าเกินโควต้าที่กำหนดอยู่แล้ว และเป็นการนำเข้านอกโควต้าทั้งสิ้น เนื่องจากการนำเข้าภายใต้โควต้ามีระเบียบยุ่งยาก ทั้งนี้ อัตราภาษีในโควต้า 27% และนอกโควต้า 57%

ปัญหา อุปสรรค/แนวทางแก้ไข

* การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของจีน กรณีที่มีการกล่าวหาว่า จีนมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าผักและผลไม้นำเข้าในอัตรา 13% แต่ไม่ได้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศนั้น

ข้อเท็จจริงคือ จีนมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งกับสินค้านำเข้าและกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ และมีผลบังคับทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับมณฑล การดำเนินการของจีนดังกล่าวเป็นมาตรการภายในที่ไม่ขัดกับกฎเกณฑ์ของ WTO เนื่องจากจีนจัดเก็บจากสินค้าที่ผลิตในประเทศด้วย (National Treatment) และจัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากทุกประเทศโดยเท่าเทียมกัน การเจรจาให้จีนยกเลิกการเก็บVAT ด้วยเหตุผลว่าไทยไม่เก็บ VAT จากสินค้าเกษตร จึงไม่อาจทำได้

* การขอใบอนุญาตนำเข้า เดิมจีนได้กำหนดคุณสมบัติของบริษัท Trading firm ที่จะอนุญาตให้ส่งออก-นำเข้าสินค้าผักและผลไม้ไว้สูง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทย

ขณะนี้จีนได้แก้ไขกฎหมายการค้าฉบับใหม่ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออก/นำเข้าขนาดกลางและเล็กของจีน สามารถดำเนินธุรกิจส่งออก/นำเข้ากับต่างประเทศได้โดยตรงและสะดวกมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทำการค้าผ่าน Trading firm ทั้งนี้ กฎหมายนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547

* จีนมีการตรวจสอบด้านสุขอนามัยด้วยความเข้มงวดมากและการปฏิบัติมีความแตกต่างกันแต่ละมณฑล

กระทรวงเกษตรฯของไทยและสำนักงาน AQSIQ ของจีนได้ลงนามในบันทึกความตกลงร่วมกันด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 ณ กรุงเทพฯ (ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกชนิดรวมทั้งประมง) เสร็จแล้ว นอกจากนี้ จีนกำลังปรับปรุงระบบการตรวจปล่อยสินค้า คือ หากมีใบอนุญาตแล้ว และสินค้าที่มาถึงมีหลักฐานตรงตามที่แจ้งมา จะปล่อยสินค้าออกทันที แต่จะแบ่งตัวอย่างไปตรวจหาสารตกค้างเฉพาะสินค้า shipment นั้น

ออสเตรเลีย

ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย ผลจากการลงนามความตกลงฯ นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับออสเตรเลียแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การค้าและการลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจการค้าในสายตาของชาวโลกอีกด้วย ความตกลงฯ ฉบับนี้จะเป็นความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีฉบับแรกของไทย และที่ไทยทำกับประเทศกำลังพัฒนา ครอบคลุมทั้งการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการค้า

การลดภาษีจะครอบคลุมสินค้าทุกรายการของทั้งสองฝ่าย และจะเริ่มลดภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 โดยไทยจะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากการทำ FTA กับออสเตรเลียค่อนข้างมาก ไทยจะมีระยะเวลาการลดภาษีเป็น 0 ทุกรายการภายใน 20 ปี ออสเตรเลียมีระยะเวลาใน 10 ปี

ออสเตรเลีย จะลดภาษีสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมลงเหลือ 0% ทันทีทั้งสิ้น 5,087 รายการ จาก 6,108 รายการ สินค้าที่เหลือจะทยอยลดเหลือ 0% ภายในเวลา 5 ปี ยกเว้นเสื้อผ้า สำเร็จรูป ภายใน 10 ปี

ไทย ลดภาษีลงเหลือ 0% ทันที ทั้งสิ้น 2,722 รายการ จาก 5,505 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่ไทยไม่มีศักยภาพในการผลิต หรือเป็นสินค้าที่นำเข้ามาแล้วจะไม่กระทบต่อการแข่งขันกับสินค้าในประเทศ สินค้าใดที่พร้อมลดภาษีจะทยอยลดเหลือ 0% ภายใน 5 ปี ส่วนสินค้าอ่อนไหวจะค่อยๆ ทยอยลดภาษีเป็น 0% ภายใน 10-20 ปี

สินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ ที่สำคัญ ได้แก่ รถปิกอัพและรถยนต์ขนาดเล็ก อาหารทะเลกระป๋องอาหารแปรรูป ผักผลไม้สด สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณท์ ผลิตภัณท์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ และผลิตภัณท์ยาง คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลียในปี 2546 ประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นอกจากนี้สินค้าเกษตรของไทยหลายรายการ เช่น ไก่แช่แข็ง ผักผลไม้สด ซึ่งเดิมติดปัญหาสุขอนามัยของสินค้าพืชและสัตว์ไม่สามารถส่งออกไปได้ ต่อไปนี้จะได้รับการดูแลดีขึ้น โดยได้ตกลงให้ตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัย(SPS) ขึ้นมาดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงภายใน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ผลไม้ไทย เช่น มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง เนื้อไก่ และกุ้ง มีโอกาสเข้าตลาดออสเตรเลียได้ ขณะนี้ออสเตรเลียได้อนุญาตให้นำเข้าลิ้นจี่และลำไยสดจากไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2547 และได้มีการส่งออกลำไยไปออสเตรเลียแล้วประมาณ 40 ตัน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2547 ที่ผ่านมา

สินค้าที่ออสเตรเลียได้ประโยชน์ ได้แก่ พลาสติก เหล็ก ข้าวสาลีและมอลต์ เชื้อเพลิง ทองแดง นมและผลิตภัณฑ์นม เนย รถยนต์ขนาดใหญ่ อาหารสัตว์ สังกะสี ไวน์ และเนื้อวัว

สำหรับสินค้าเกษตรซึ่งประเทศไทยเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทยนั้น รัฐบาลไทยมีความระมัดระวังและได้เจรจาให้มีมาตรการปกป้องเป็นพิเศษ โดยสามารถแบ่งกลุ่ม สินค้าเกษตรอ่อนไหวได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มสินค้าเกษตรอ่อนไหวที่มีโควตาภาษีภายใต้องค์การ การค้าโลก (WTO) อยู่แล้ว สินค้าที่สำคัญคือ นมผงขาดมันเนย นมผงขาดมันเนย ไทยเปิดโควตาเฉพาะให้ ออสเตรเลียจำนวน 2,200 ตัน ในปี 2548 และเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนถึง 3,523 ตัน ในปี 2563 และคงปริมาณนี้ไปจนถึงปี 2567 อย่างไรก็ตาม การเปิดโควตาเฉพาะนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยแต่อย่างใด เพราะในปัจจุบัน ไทยต้องเปิดโควตาภายในสินค้านี้อย่างต่ำ 55,000 ตันต่อปีอยู่แล้ว และในทางปฏิบัติ ไทยมีการนำเข้าจริงประมาณ 70,000 ตันต่อปี หรือเกินโควตาประมาณ 15,000 ตัน เพื่อเป็นการสนองตอบต่อความต้องการภายในประเทศ การเปิดโควตาเฉพาะให้ออสเตรเลียจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ 15,000 ตันนี้ มิใช่เป็นการให้โควตาเพิ่มขึ้นแก่ออสเตรเลียแต่อย่างใด สำหรับอัตราภาษีที่เก็บกับนมผงขาดมันเนยที่ให้โควตาเฉพาะแก่ออสเตรเลียนี้ จะไม่เกินร้อยละ 20 ในปีแรก โดยจะลดลงปีละ 1% เท่าๆ กัน จนเหลือศูนย์ในปีที่ 20 หรือปี 2568

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ (special safeguards) ซึ่งมีจำนวน 41 รายการ เช่น เนื้อโค เนื้อหมู เครื่องในสัตว์ เนยแข็ง นมผงบางชนิด และส้ม เป็นต้น สินค้ากลุ่มนี้จะค่อยๆ ลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ในระยะเวลายาวนานกว่าสินค้าเกษตรที่ไม่อ่อนไหวอื่นๆ เพื่อให้สินค้าเกษตรนั้นมีเวลาในการปรับตัว และหากปีใดมีการนำเข้าสินค้านั้นสูงเกินกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ หรือที่เรียกว่า Trigger Level (คำนวณจากปริมาณการนำเข้าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2543-2545) โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์) ประเทศไทยสามารถกลับไปเก็บภาษีกับปริมาณนำเข้าเนื้อโคส่วนที่เกิน Trigger Level นั้น ที่อัตราเดิมก่อนเริ่มลดภาษี หรือที่อัตราปกติ (MFN rate) ของสินค้านั้นได้ โดยใช้อัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า เช่น เนื้อโค เป็นต้น เนื้อโค อัตราภาษีเดิมก่อนเริ่มลดอยู่ที่ 51% โดยในปีที่ 1 อัตราภาษีดัง กล่าวจะลดเหลือ 40% และปีที่ 3 จะลดเหลือ 34.7% โดยกำหนดปริมาณนำเข้าในปีที่ 3 ได้เพียง 855.54 ตัน ดังนั้น หากมีการนำเข้าเกินปริมาณดังกล่าว ส่วนที่เกินจะต้องกลับไปเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นที่ 51%

ด้านการบริการและการลงทุน ไทยสามารถเข้าไปลงทุนได้ 100% ในธุรกิจทุกประเภท ยกเว้นหนังสือพิมพ์ กระจายเสียง และการขนส่งทางอากาศ อย่างไรก็ดี หากการลงทุนเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 280 ล้านบาท) จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการทบทวนการลงทุนต่างประเทศของออสเตรเลียก่อน ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกจะสามารถเข้าไป จัดตั้งและประกอบธุรกิจในออสเตรเลียได้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME อาทิ ธุรกิจซ่อม รถยนต์ สถาบันสอนภาษาไทย สถาบันสอนทำอาหาร สอนนวดไทย ร้านอาหารไทย ที่ปรึกษากฎหมาย และธุรกิจผลิตสินค้าทุกประเภท เป็นต้น

นอกจากนี้ออสเตรเลียยังได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน ทำให้คนไทยสามารถเข้าไปทำงานได้สะดวกขึ้น เป็นการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนของไทย จะเป็นประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากเป็นการเปิดตลาดในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเอื้อต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทั้งนี้ การเปิดตลาดให้แก่ออสเตรเลียอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ในการเจรจา FTA กับ ออสเตรเลีย ประเทศไทยไม่เคยยกเรื่อง โทรคมนาคมรวมทั้งรถยนต์และชิ้นส่วน มาต่อรองกับออสเตรเลีย และไม่ได้เรียกร้องให้ออสเตรเลียเปิดตลาดบริการโทรคมนาคม แต่ออสเตรเลียมีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนในธุรกิจนี้อยู่แล้ว และได้ยื่นข้อเสนอเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคมต่อ WTO ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2546 แต่การเจรจาใน WTO ยังไม่มีผลสรุป ดังนั้น ภายใต้การเจรจา FTA ออสเตรเลียจึงได้นำข้อเสนอเปิดตลาดธุรกิจดังกล่าวใน WTO มาเปิดให้กับคู่เจรจา FTA ทุกประเทศเป็นการล่วงหน้า ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ สิงคโปร์ และไทย

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญและเป็นประเทศที่มีการลงทุนอันดับหนึ่งในไทย นอกจากนี้ ยังเป็นตลาดสินค้าออกด้านอาหารของไทยที่มีศักยภาพสูงด้วย การทำ FTA กับญี่ปุ่นไทยจะได้ประโยชน์ทั้งด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็อาจจะมีผลกระทบต่อสินค้าและบริการด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ

- สินค้าออกจำนวนมากจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้า เกษตรและอาหารแปรรูป ได้แก่ กุ้ง ไก่แปรรูป ปลา ผักผลไม้ อาหารทะเลกระป๋อง สำหรับ สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

- สาขาบริการที่ไทยจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริการด้านสุขภาพ สปา ภัตตาคาร การท่องเที่ยว ธุรกิจเสริมความงามและเสริมสวย

- ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทยมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

- ผู้ผลิตไทยจะมีโอกาสในการพัฒนาและเรียนรู้อุตสาหกรรมที่ใช้ เทคโนโลยีระดับสูง

- จะมีความร่วมมือด้านการพัฒนาในสาขาต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้น เช่น การเกษตร วิทยาศาสตร์ พลังงาน และ SMEs เป็นต้น

ผลกระทบ

- สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัว เช่น เหล็กและ ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม จะมีการเจรจาลดภาษีให้ใช้เวลานาน (15-20 ปี) เพื่อการพัฒนาและปรับตัว

- สาขาบริการที่คาดว่าญี่ปุ่นจะเรียกร้องจากไทย เช่น การก่อสร้าง โทรคมนาคม และการเงิน ซึ่งจะต้องเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยอย่างเต็มที่และให้โอกาสไทยในการปรับตัวเพื่อการแข่งขันกับต่างประเทศ

สหรัฐฯ

สหรัฐฯ เป็นประเทศนำเข้าสำคัญอันดับหนึ่งของโลก และเป็นตลาด ส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯประมาณร้อยละ 17 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทย (13,596 ล้านเหรียญ ในปี 2546) ปัจจุบันสหรัฐฯ มีการทำ FTA กับหลายประเทศ หากไทยไม่ทำ FTA กับสหรัฐฯ อาจทำให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยได้รับผลกระทบ

ไทย-สหรัฐฯ ได้เริ่มเจรจา FTA รอบแรกเมื่อ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2547 สำหรับการเจรจา FTA กับสหรัฐฯ จะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน (win-win situation) ในรูปของการขยายการค้า โอกาสในการส่งออกและการพัฒนาเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การทำ FTA ย่อมต้องมีทั้งประโยชน์และผลกระทบ

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ

- สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและการได้เปรียบดุลการค้ากับ สหรัฐฯ ไว้ต่อไป โดยเฉพาะสินค้าในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง อาหารแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้า เครื่องประดับและอัญมณี

- มีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าใหม่ๆ เช่น รถยนต์และรถยนต์ บรรทุกขนาดเล็ก สินค้าเกษตรบางรายการที่สหรัฐฯ มีการใช้มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีและมาตรอุดหนุนค่อนข้างสูง

- มีการลงทุนและเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจมากขึ้น ในสาขาที่ไทยมี ศักยภาพแต่ขาดเงินทุนและเทคโนโลยี เช่น พลังงาน ยานยนต์ ICT และ Life Science เป็นต้น

- สาขาบริการ ที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยวโดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นฐานครัวไทยสู่โลก ภัตตาคาร สปาและนวดแผนไทย เป็นต้น

ผลกระทบ

- ไทยจะถูกผลักดันอย่างมากในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยสหรัฐฯจะเรียกร้องให้ไทยปรับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ใกล้เคียงกับาตรฐานสากล เช่น WTO และ WIPO (องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก) และมีการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด ซึ่งโดยที่สุดแล้วน่าจะเป็นผลดีกับประเทศ เนื่องจากการค้าสินค้าที่ละเมิดสิทธิ เป็นบ่อเกิดอาชญากรรมมีการหลีกเลี่ยงภาษี และไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่สุจริต นอกจากนี้สหรัฐฯจะเรียกร้องให้เปิดเสรีการลงทุนภาคบริการในสาขาที่ไทยยังไม่เข็มแข็งพอ อาทิ สาขาธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม การค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งในการเจรจาคงต้องยืนยันให้มีเวลาในการปรับตัวอย่างพอเพียง หรือมีมาตรการปกป้องในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น

- ด้านการเปิดตลาดสินค้า จะครอบคลุมสินค้าทุกชนิด และสำหรับสินค้าที่ไทยมีภาวะที่อ่อนแอกว่าในด้านการแข่งขัน ก็จะเจรจาให้มีระยะเวลาการลดภาษีที่ยาวนาน เพื่อการพัฒนาและปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง

รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร

ในการจัดทำเขตการค้าเสรี รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมและวางมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่สินค้ากลุ่มต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้

- กระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องตามขั้นตอนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่สินค้าไทย

- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ได้จัดทำมาตรฐานบังคับในสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในสินค้าผักผลไม้ เช่น ลิ้นจี่ ลำไย ส้ม เป็นต้น เพื่อให้ สินค้าได้คุณภาพและมาตรฐานและสามารถส่งออกได้อย่างคล่องตัวนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และระงับการนำเข้าสินค้าที่ตรวจพบโรคพืช สารปนเปื้อน และสิ่งผิดปกติกับสินค้านำเข้า

- ได้เจรจาจัดทำความตกลงมาตรฐานยอมรับร่วม (MRA) ในการตรวจสอบด้านมาตรฐานกับประเทศต่างๆเช่น จีน ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยส่งไปจีนได้ง่ายขึ้น

- กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว (Special Task Forces: STF) 4 คณะ โดยแต่ละคณะจะรับผิดชอบดูแลเมืองต่างๆ ดังนี้

- คณะที่ 1: เซียงไฮ้ เทียนจิน เจ้อเจียง เจียงซู ซานตง

- คณะที่ 2: กวางตุ้ง ฉงชิ่ง เฉินดู กว่างซี ยูนนาน กุ้ยโจว

- คณะที่ 3: ปักกิ่ง ต้าเหลียง จี้หลิน เหอเป่ย เฮอหลงเจียง

- คณะที่ 4:ฟูโจว หูหนาน หูเป่ย เจียงซี ไหหลำ

ทั้งนี้ คณะดังกล่าวจะทำหน้าที่เร่งเจาะตลาด กระจายสินค้า และแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคทางการค้า ตลอดจนส่งเสริมให้นักธุรกิจเข้าไปขายสินค้าในเมือง/มณฑลต่าง ๆ ของจีนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งทีม STF เพื่อวางกลยุทธ์การขยายตลาดเชิงรุกเพื่อขยายมูลค่าการส่งออกไปตลาดใหม่อีกด้วย ได้แก่ อินเดีย อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง รัสเซีย และแอฟริกา

- กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการบริหารนโยบาย นำเข้าได้มี การกำหนดมาตรการ เงื่อนไข ขั้นตอน ในการนำเข้าเพิ่มขึ้น เพื่อลดการนำเข้าสินค้าที่จะแข่งขันในไทยและเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐาน
----------------------

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กรกฎาคม 2547


Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  10595

Return