Search
Main Menu
 รายละเอียด
พลิกวิกฤต เป็นโอกาส กับ กระแสการค้าเสรี

 
พลิกวิกฤต เป็นโอกาส กับ กระแสการค้าเสรี

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การมองวิกฤตมองได้สองแบบ จะมองว่าเป็นหายนะก็ได้ หรือมองว่าเป็นโอกาสก็ได้ ในเหตุการณ์เดียวกัน คนสองคนอาจจะมีมุมมองที่แตกต่าง เช่นเดียวกับเรื่องเอฟทีเอ หลายๆคนไม่สนใจ หลายๆคนกลัว อีกหลายคนนั่งซึมนึกแต่ว่าตายแน่แล้ว ขณะที่ยังมีบางคนนึกสู้ และพยายามมองหาโอกาส ไม่ยอมหยุดนิ่ง

ในภาคธุรกิจผลิตสินค้าเกษตร ที่เราได้อ่านได้ฟังกันมามากว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีทำให้ผักผลไม้จากจีนบุกเข้ามาตีตลาดผักผลไม้ไทย ทำให้เกษตกรชาวไทยประสบปัญหา แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งนี้ก็เป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรไทยที่จะ ลุยตลาดโลกได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ทีมงานของผมได้มีโอกาสพูคุยกับเกษตรกรสองท่านสองวัยเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสัมภาษณ์ในการทำวิจัยเกี่ยวกับผลการทบ และแนวทางการปรับตัวของ ภาคธุรกิจต่อเขตการค้าเสรี คุณพีรพล กลีบบัว และคุณวรพจน์ พรธิสาร เป็นผู้เกษตกรไทยหัวก้าวหน้าที่มองโลกการค้าเสรีอย่างเข้าใจและ เตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัวสู่ตลาดโลกซึ่งน่าจะเป็นแนวทางตัวอย่างของผู้ประกอบการในธุรกิจเกษตรของไทยได้เป็นอย่างดี

คนแรก คุณพีรพล กลีบบัว ทำไร่ผลิตสมุนไพรเมดิเตอร์เรเนียน เช่น โรสแมรี่ พาสรี่ ไทม์ สำหรับปรุงอาหารอิตาเลี่ยน เล่าว่าเดิมทีมีบริษัทอังกฤษมาว่าจ้างให้ศึกษาดูว่าปลูกในเมืองไทยได้หรือไม่ พบว่าปลูกได้เลยดำเนินการปลูก โดยใช้เทคนิคที่สามารถปลูกได้ง่ายๆ ต่างจากที่อื่นๆ โดยปัจจุบันส่งขายในประเทศเป็นหลัก ในชื่อของกูร์เมต์ฟาร์ม

คุณพีรพลยอมรับว่า สำหรับเอฟทีเอกับภาคการเกษตร นอกเหนือจากผลด้านบวกที่ตลาดจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีโอกาสขยายการส่งออกได้มากขึ้นแล้วนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกันเกษตรกรยังมีอีก คือ หนึ่งต้องแข่งกันกับสินค้าชนิดเดียวกันจากต่างประเทศ และสองต้องแข่งขันกับของทดแทนที่ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคแทนกันได้ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะกลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง คุณพีรพล กลับมองโลกในแง่บวก โดยถือว่า เอฟทีเอเหมือนเป็นการสอบ บังคับให้เราเข้าทิศทางที่ถูกต้อง ต้องปรับวิธีการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐาน คุณพีรพลเล่าต่อว่า ประเทศที่ส่งออกผักไปยุโรปมากที่สุดตอนนี้คือ อิสราเอล ถึงแม้ทรัพยากรเขาไม่อำนวย เป็นทะเลทราย แต่เป็นเพราะเขาเริ่มต้นดี มีมาตรฐานที่ดี ทำให้เราซึ่งมีทรัพยากรพร้อมกว่าหลายเท่ากลับสู้ไม่ได้

ในความเห็นของคุณพีรพล การปรับโครงสร้างทางการผลิตการเกษตรให้เป็นมาตรฐานเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับอนาคต ประเทศไทยมีศักยภาพมากแต่สิ่งที่เราทำอยู่ปัจจุบันไม่ถูกต้องตามความต้องการของตลาด โดยเกษตรกรมีสิ่งที่สามารถทำได้สองทางคือ รักษามาตรฐานของตนเอง และควบคุมเรื่องต้นทุน ในขณะที่รัฐต้องเข้ามาเสริมเรื่องการหาตลาด การเพิ่มมูลค่า และสร้างโมเดลสักตัวเพื่อสร้างมาตรฐานของไทย ซึ่ง ประกอบด้วย การตรวจสอบแหล่งที่มา (Traceability) การดำเนินการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practice) และ การรวมกลุ่มเกษตรให้มีขนาดใหญ่เพื่อลดต้นทุน รัฐบาลต้องหาที่ปรึกษามาช่วยวางโครงสร้าง หากแก้ได้ จะสามารถแปลงวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างแน่นอน

สำหรับ คนที่สอง คุณวรพจน์ พรธิสาร เกษตรกรสวนส้มที่จังหวัดกำแพงเพชร และผู้ผลิตพืชผักปลอดสารพิษ ในนามของสมาร์ทเฟรช ในฐานะผู้ผลิตพืชผักผลไม้ส่งขายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตผลจากประเทศจีนในช่วงฤดูหนาว เมื่อถาม คุณ วรพจน์ตรงๆว่ากลัวหรือไม่สำหรับผลกระทบจากเอฟทีเอ คุณวรพจน์ตอบอย่างชัดเจนว่า "ถ้าบอกว่าไม่กลัวเลยคงไม่ใช่ แต่ก็พร้อมที่จะแข่งขัน การทำธุรกิจต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ" นอกจากนี้ คุณวรพจน์ยังเชื่อว่า ในระยะยาว WTO กำหนดเราอยู่แล้ว เรื่องการเปิดเขตการค้าเสรี แต่เอฟทีเอเพียงแต่ทำให้ค้าเสรีเกิดเร็วขึ้น ในระยะสั้นเอสเอ็มอีไทยอาจปรับตัวลำบาก แต่ในระยะยาวไทยน่าจะได้ประโยชน์เพราะสามารถขยายเขตการค้าได้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณวรพจน์ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจไว้ว่า ในระยะสั้นภาครัฐควรหามาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและภาคธุรกิจอย่างพอเพียง อีกทั้งสนับสนุนข้อมูลในแง่ขั้นตอนการปฎิบัติ ไม่ใช่เฉพาะนโยบาย ส่วนมาตรการระยะยาว รัฐบาลควรให้การสนับสนุนการจัดตั้งแลปมาตรฐานในไทย เพื่อเป็นแลปกลางในการวิเคราะห์หาสารตกค้างทั้งส่วนที่จะส่งออกและสินค้านำเข้า ให้มีมาตรฐานเดียวกัน แทนที่จะต้องไปผ่านที่ฮ่องกง ซึ่งทำให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก และตั้งชอปนำเสนอสินค้าไทย ในประเทศคู่ค้าเอฟทีเอ เพื่อโปรโมท และช่วยลดค่าใช้จ่ายของ เอสเอ็มอีในไทย ในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานการสั่งซื้อ (Matching order)

ในขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากภาครัฐคงไม่มีผลอะไร ถ้าตัวธุรกิจหรือเกษตรกรเองไม่ยอมปรับไปพร้อมๆ กัน คุณวรพจน์แนะนำว่า ภาคเอกชนควรศึกษาตลาดและคู่แข่ง เช่น ดูว่าทำไมเขาถึงทำ แพคกิ้งได้สวยขึ้น ราคาถูกลง ต้องค้นคว้าเอาข้อมูลของทางเขามาปรับใช้ ในเมื่อเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เช่นกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเสียงจากเกษตกรไทยที่อาจฟังดูไม่เหมือนเกษตกรทั่วๆไปที่พวกเรานึกถึงเท่าไรนัก แต่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ และเข้ามาสู่ธุรกิจเกษตรด้วยความคิดก้าวหน้า แบบเดียวกันที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศทางยุโรป อเมริกา และออสเตเลีย ผมเชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการไทยอีกมากที่มีความคิด และมีความพร้อมที่จะนำสินค้าของตนออกไปลุยตลาดต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ และมีโอกาสทำเงินได้มากกว่าการค้าขายแค่ในประเทศ

ขณะเดียวกันสิ่งที่เกษตกรตัวจริงเสียงจริง และแสดงความคิดเห็นอย่างไม่มีอคติจากประสบการณ์จริงของเขาเป็นเสียงที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตร ควรรับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อพัฒนาลู่ทางการค้าระหว่างประเทศของสินค้าเกษตรไทยให้ประสบความสำเร็จ

--------------------------

รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล และคณะ
[email protected]

Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  6330

Return