Search
Main Menu
 รายละเอียด
ผลพวงรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กับการเจรจาการค้าเสรี

            เนื่องจากการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ชะงักงัน ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย จึงหันมาใช้การเจรจาในระดับทวิภาคี เป็นเครื่องมือในการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน ด้วยความเชื่อว่าการค้าเสรีจะเป็นเกมที่มีผลลัพธ์มากกว่าศูนย์ (Non-zero-sum Game) และเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่ภาคีทั้งสองฝ่าย  อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี นับจากปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาที่ประเทศไทยเข้าสู่การเจรจาการค้าเสรีระดับทวิภาคีอย่างจริงจัง และประสบความสำเร็จในการเจรจาโดยการเปิดตลาดสินค้า 82 รายการกับประเทศอินเดีย เมื่อ 1 กันยายน 2547 และตามมาด้วยการเปิดตลาดสินค้ากับอีกหลายประเทศ ได้แก่ ไทย-ออสเตรเลีย (1 มกราคม 2548) ไทย-นิวซีแลนด์ (1 กรกฎาคม 2548) อาเซียน-จีน (20 กรกฎาคม 2548)[1] และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (พฤศจิกายน 2550) เป็นต้น ผลลัพธ์จากการเปิดเสรีการค้าดังกล่าว ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีการค้าทวิภาคีที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า FTA นั้น ได้ก่อให้เกิดประเด็นร้อนทั้งในระดับฝ่ายการเมือง และองค์กรภาคประชาชน หรือ NGOs ที่กล่าวโจมตีว่า เป็นการเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาเอาเปรียบคนไทย และผู้ประกอบการไทย 

 

             จากการที่หลายฝ่ายยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน บ้างก็เห็นว่าการเจรจาการค้าเสรีเป็นผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ บ้างก็ไม่เห็นด้วยและยังเห็นว่าการเจรจาเหล่านี้เป็นผลประโยชน์เฉพาะนักธุรกิจบางกลุ่ม ไม่ว่าผลดีหรือผลเสียจักตกไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วย่อมกระทบต่อประเทศชาติ  ซึ่งในฝ่ายผู้ต่อต้านโดยเฉพาะองค์กรภาคเอกชนให้ความเห็นว่า การเจรจาการค้าเสรีจำเป็นที่จักต้องให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนรับรู้ และมีส่วนร่วมในการเจรจาทุกกรอบความตกลง จึงได้นำประเด็นนี้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยการทำความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันต่อการค้า การลงทุนว่า ก่อนดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมถึงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งมุ่งลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับคู่ภาคีคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น เพื่อขอความเห็นชอบภายใน 60 วัน เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว รัฐบาลจึงจะสามารถดำเนินการเจรจาหนังสือสัญญาดังกล่าวได้ (รายละเอียดปรากฎใน Box 1)

****************************************************************************

Box 1: มาตรา 190

            พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือ กับองค์การระหว่างประเทศ

            หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือ มีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

            ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย

            เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม

            ให้มีกฎหมายว่าด้วย การกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือ มีผลผูกพันด้านการค้า หรือ การลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์ กับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

            ในกรณีที่มีปัญหาตาม วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) มาใช้บังคับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม

****************************************************************************

            จากผลพวงของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ตามมาตรา 190 ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของการต้องเพิ่มกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเจรจาการค้าเสรี ซึ่งนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ประกาศใช้ แม้ว่าจะยังไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวออกมารองรับ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้จัดให้มีโครงการสร้างความรู้ความเข้าใจ และเวทีสาธารณะเกี่ยวกับการค้าเสรี และการปรับตัวรองรับผลกระทบแก่สาธารณชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อลดความอสมมาตรของข้อมูลระหว่าง ไตรภาคีดังกล่าว อย่างสม่ำเสมอเพื่อหวังว่าจะทำให้กระบวนการเจรจาและจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้น

 

            แม้ว่าการเจรจาการค้าเสรีจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากต้องผ่านกระบวนการภายใต้เงื่อนไขของกฎกติกาใหม่ของประเทศ[2] นั่นคือ การต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปก่อนการลงนามในความตกลงกับประเทศคู่เจรจา  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้การเจรจาการค้าเสรีไม่ไหลรื่นเท่าที่ควร แต่ในที่สุดแล้วทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับว่า การเปิดเสรีการค้า/การทำ FTA ก็คือ การแข่งขันทางการค้าซึ่งมีผลทำให้ทุกภาคส่วน: รัฐบาล เอกชน และประชาสังคม จำต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นพลวัตรใน 3 มิติ คือ ความเร็ว ขนาดของการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลง และ ทิศทางที่ถูกต้อง  ถ้าหากทุกภาคส่วนที่กล่าวถึงนี้ยังเข้าไม่ถึง 3 มิติ การปรับตัวของประเทศให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ก็จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก การทำ FTA ในขณะนี้ของไทยจึงจัดได้ว่า เป็นบททดสอบ/บทเรียนการปรับตัวของประเทศไทยในระยะต้นๆเท่านั้น และกระบวนการตามกรอบรัฐธรรมนูญไทยก็เป็นวิธีการกลั่นกรองให้การเจรจาการค้าเสรีเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการสื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับทราบและให้ความเห็นว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกัน ก็พยายามลดผลกระทบทางลบให้เหลือน้อยที่สุดและมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนี้ได้ตามสมควร โดยมีขั้นตอน/กระบวนการที่เหมาะสมรองรับเพื่อให้ธุรกิจได้มีโอกาสในการปรับตัว และเป็นกระบวนการกลั่นกรองที่ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติได้/ควรเข้าใจถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ในการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ

 

 

 

 

 

 

บทความโดย   มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

เสนอต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ตามโครงการจัดสัมมนาเวทีสาธารณะและการสร้าง Public Awareness



[1] 1 ตุลาคม 2546 ไทยมีการเปิดเสรีการค้ากับจีนในกลุ่มสินค้า ผัก และผลไม้ ภายใต้กรอบอาเซียน-จีน ก่อนปะรเทศอื่นๆ ในอาเซียน

[2]  การเจรจาการค้าเสรี (FTA) เป็นการเจรจาที่มีความต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าไทยได้มีการลงนาม FTA ไปหลายฉบับแล้วก็ตาม ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ค้างไว้ และต้องหยิบยกมาเจรจากันอีกต่อไป  ส่วนจะต้องนำเข้าสู่กรอบของมาตรา 190 อีกหรือไม่นั้น ก็ยังอาจเป็นประเด็นที่ต้องมีการตีความกันอีก อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง


Written By:  admin
Date Posted:  6/5/2552
Number of Views:  7081

Return