Search
Main Menu
 รายละเอียด
เขาไม่เห็นด้วยกับ FTA เพราะอะไร

 
เขาไม่เห็นด้วยกับ FTA เพราะอะไร

ผมเขียนถึงแนวคิดเขตการค้าเสรีว่าคืออะไร มีประโยชน์อะไรและภาคธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรมา 3 ตอนแล้ว ท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้คงเริ่มสงสัยว่าถ้า FTA ที่ว่าดีจริงทำไมในช่วงที่ผ่านมามีกระแสคัดค้าน FTA ทั้งจากนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน(NGO) สื่อมวลชนและนักธุรกิจหลายราย จนเป็นประเด็นถกเถียงกันในหลายเวทีเสวนาหลายเวที วันนี้ผมเลยจะสรุปให้ฟังย่อๆ ว่า กลุ่มที่เขาไม่เห็นด้วยกับ FTA เขาคิดอย่างไร มองอย่างไรกัน

ก่อนอื่นคงต้องแยก ความเห็นเกี่ยวกับFTA ออกมาเป็น 2 ส่วน คือในหลักการว่า FTA ดีหรือไม่กับส่วนที่สองคือ แนวทางปฏิบัติของไทยในการเจรจาข้อตกลง FTA กับประเทศคู่ค้าว่าเป็นอย่างไร

ต้องเข้าใจก่อนว่ามีนักวิชาการและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับ FTA ทั้งในหลักการและแนวทางปฏบัติของไทยในการจัดทำข้อตกลงกับประเทศคู่ค้า ในด้านหลักการที่ผมเคยเขียนไปแล้วในตอนแรกของบทความชุดนี้ว่า FTA เป็นกรอบแนวคิดในการลดกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศคู่เจรจา เพื่อให้การไหลเวียนของสินค้าและบริการระหว่างกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่ชาติใดผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าชาตินั้นก็ควรเป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งไปขายยังประเทศอื่นเพื่อประโยชน์ในด้านการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์

ซึ่งหลักการนี้เป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจโลก กรอบของ WTO ที่มุ่งไปในแนวทางนี้ ทำให้ในหลักการของ FTA มีผู้เห็นด้วยอยู่มาก แต่ก็มี NGO และนักวิชาการบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ โดยมองว่าในระยะยาวจะทำให้โลกขาดความหลากหลายทางชีวภาพเพราะการผลิตเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำและผลิตได้ในปริมาณที่มากจะเป็นการผลิตในลักษณะที่เป็น Mass Production ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม ทำให้แต่ละประเทศจะต้องพึ่งพิงสินค้าและบริการเพียงไม่กี่ชนิดและธุรกิจหรืออุตสาหกรรมบางประเภทที่มีต้นทุนสูงกว่าของประเทศอื่นที่ต้องล้มหายตายจากไปเป็นการทำลายภูมิปัญญาท้องภิ่นและความหลากหลายขององก์ความรู้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เมื่อจีนสามารถผลิตหัวหอมและกระเทียมได้ต้นทุนต่ำกว่าไทย เมื่อตกลง FTA กันในระยะยาว การปลูกหอมกระเทียนในเชิงธุรกิจเกษตรของไทยก็จะหายไปหมด ทำให้เกษตรกรไทยที่เคยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านความรู้เรื่องหอมกระเทียมในอนาคตจะหายสาบสูญไป รวมทั้งพันธุ์ของหอมกระเทียมที่เป็นพันธุ์ท้องถิ่นไทยก็อาจหายไปในที่สุดเพราะไม่มีเกษตรกรเพาะปลูก

การผลิตเชิงอุตสาหกรรมโดยเฉพาะทางอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ไทยปลูกลำไยได้ในต้นทุนต่ำ ไทยก็ควรเป็นฐานในการผลิตลำไยส่งขายทั่วโลกตามกรอบความคิดการค้าเสรี ทาง NGO ก็มองว่ามีความเสี่ยงสูงเพราะประเทศต้องพึ่งพิงธุรกิจไม่กี่ประเภท ถ้าเกิดโรคระบาดลำไยก็จะเกิดผลกระทบในวงกว้างกว่าเดิมเพราะมีพื้นที่ปลูกมากกว่าเดิมและกระแสการค้าเสรีทำให้ไทยต้องพึ่งพิงสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากขึ้น

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งกลุ่มที่มีความคิดนี้มีอยู่ไม่มากนักเพราะทิศทางของกระแสเศรษฐกิจโลกไปในทางการค้าเสรีมากกว่าการค้าแบบปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

ส่วนที่สองที่มีกระแสความไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน FTA มาจากทั้งนักวิชาการ NGO และภาคธุรกิจหลายรายคือในด้านแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลในการตกลงเขตการค้าเสรี โดยมีหลายกลุ่มที่เห็นด้วยในหลักการของ FTA แต่มองว่าไทยเรายังไม่พร้อมในการทำข้อตกลง รัฐบาลรีบเกินไปหรือมองว่ามีคนในรัฐบาลมีผลประโยชน์แอบแฝงกับการลงนามในข้อตกลง FTA กับบางประเทศ

ซึ่งก็ต้องยอมว่ารัฐบาลนี้ค่อนข้างคิดเร็ว ตัดสินใจเร็วและลงมือทำเร็ว โดยมีเป้าหมายที่เป็นเงื่อนเวลาชัดเจนตามแบบนักบริหาร ทำให้ในช่วงเวลาไม่กี่ปีได้เจรจากรอบ FTAกับเกือบ 10 ประเทศและก็สรุปลงนามไปแล้วก็หลายประเทศ ถึงแม้ว่าหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงพาณิชย์ จะมีการเชิญนักวิชาการ นักธุรกิจ ในอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบในการเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ มาร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อรับทราบปัญหาและใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยเราในหลายอุตสาหกรรมไม่ค่อยทันสมัยและไม่ค่อยถูกต้องสมบูรณ์นักเพราะภาคธุรกิจเองเวลาส่งข้อมูลรายรับรายจ่ายให้หน่วยงานของภาครัฐก็มักจะยื่นกันไม่ค่อยถูกต้อง อีกทั้งหน่วยงานที่เก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยก็กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายกระทรวง การเรียกข้อมูลมาใช้เพื่อประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็อาจมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในการตัดสินใจ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าที่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เป็นระบบกว่าเราอย่างญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกาที่มีข้อมูลเพียบ มีหน่วยงานวิเคราะห์ผลกระทบ ข้อดี-ข้อเสีย ในแต่ละประเด็นการเจรจาอย่างชัดเจน ทำให้ไทยอาจจะเสียเปรียบในการเจรจาได้

ในเรื่องผลประโยชน์แฝงที่ทางภาคธุรกิจบางแห่งอาจได้รับ โดยฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทั้งฝ่ายค้าน สื่อมวลชนและนักวิชาการหยิบขึ้นมาวิเคราะห์และแสดงทัศนะในเชิงไม่เห็นด้วยกับแนวทางการลงนามข้อตกลง FTA กับบางประเทศ

ทั้งในเรื่องของการกลัวเสียเปรียบประเทศใหญ่ๆ ในการเจรจาและผลประโยชน์ทับซ้อน กลุ่มที่คัดค้านบางกลุ่มมองทางออกว่า ไทยควรกลับมาให้ความสำคัญกับข้อตกลง WTO ที่เป็นกรอบการค้าเสรีที่ตกลงพร้อมกันทุกประเทศ ซึ่งในเสทีนี้ประเทศเล็กๆ เมื่อรวมตัวกันก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นกับประเทศมหาอำนาจเป็นการลดความเสียเปรียบและผลประโยชน์ทับซ้อนได้ดี แต่ปัญหาของกรอบ WTO ที่ต้องเห็นพ้องต้องกันทั้ง 147 ประเทศสมาชิกในการตกลงทุกๆ เรื่อง ซึ่งเป็นไปได้ยาก ทำให้กรอบการค้าเสรีของ WTO ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน หลายประเทศที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการค้าเสรีระหว่างกันก็เลยจับคู่ทำ FTA กันเสียเลย ซึ่งทำได้เร็วกว่าและไทยเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ถือหลักลงมือก่อนได้เปรียบครับ

คงพอจะเข้าใจแล้วนะครับว่า ที่เขาไม่เห็นด้วยกับ FTA เขาห่วง เขากลัวอะไรกัน พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ ผมจะมาอธิบายว่า ไทยเราเลือกคู่เจรจาทำเขตการค้าเสรีอย่างไร วันนี้สวัสดีครับ

--------------------------

รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผลและคณะ
[email protected]

Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  10144

Return