Search
Main Menu
 รายละเอียด
เลือกคู่อย่างไรในการตกลงทำเขตการค้าเสรี

 
ตอน: เลือกคู่อย่างไรในการตกลงทำเขตการค้าเสรี
รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล และทีมงาน

ผมเคยอธิบายให้ผู้อ่านทราบถึง การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าไปแล้วว่า เราทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันเพราะอะไร สัปดาห์นี้มาทำความเข้าใจกันต่อครับว่า จากประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่มีมากถึง147 ประเทศ ไทยเราเลือกเจรจาจัดทำข้อ ตกลงเขตการค้าเสรี ถึงตอนนี้ 8 ประเทศ กับอีก 2 กลุ่มประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย บาร์เรน ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เปรู กับอีกสองกลุ่มประเทศ คือ BIMST-EC และ EFTA
หลายคนคงมีอาการต่างๆกันตอนได้ยินชื่อแต่ละประเทศ กับบางประเทศก็คงขมวดคิ้ว ทำหน้างง แล้วเราไปเจรจากับเขาทำไมหว่า อยู่ส่วนไหนของโลกยังไม่แน่ใจ แต่กับบางประเทศก็คงถอนใจ มันเอาเราแน่ๆคราวนี้ เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีบางประเทศแหละที่เรายังพอยิ้มได้ น่าจะดี
จริงๆแล้วเหตุผลในการเลือกแต่ละประเทศเป็นการเลือกอย่างมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ครับ ประเด็นหลักของการเลือกคือ หนึ่งเลือกเจรจากับประเทศที่เป็นตลาดดั้งเดิมของไทย ได้แก่ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งและสองของเรามายาวนาน และยังน่าจะยังเป็นตลาดการค้าสำคัญของไทยไปอีกหลายปี ประเด็นที่สองคือเลือกประเทศที่มีศักยภาพในการขยายตลาดใหม่ ได้แก่ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสุดท้าย คือ เลือกประเทศที่เป็นประตูการค้าและการลงทุนไปสู่ภูมิภาคใหม่ ที่เราค้าขายกับเขาน้อยอยู่ เผื่อจะเป็นทางเลือก แทนตลาดเดิมที่เริ่มอิ่มตัว ได้แก่ บาร์เรน (ประตูการค้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง) เปรู (ประตูการค้าสู่ภูมิภาคอเมริกาใต้) ก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ ไม่ใช่สุ่มๆเลือกมา หรือ จับสลากเลือกประเทศว่าจะเจรจากับใครก่อน แบบแบ่งสายฟุตบอลโลกหรอกครับ
เมื่อเข้าใจว่าเราใช้หลักใดในการเลือกคู่เจรจาแล้ว ลองมาทำความเข้าใจก่อนว่า เราอย่างได้อะไร และ ประเทศคู่เจรจากับเราเขาอย่างได้อะไรจากเรา ลองดูตัวอย่างจาก ประเทศหลักๆที่เรากับเขาค้าขายกันมานาน อย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยในกลุ่มสินค้าหลายๆกลุ่ม ถ้าว่ากันด้วยสินค้าเป็นหลัก ไม่รวมการค้าภาคบริการและ การเงินแล้วละก็ การจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับ อเมริกาจะเป็นประโยชน์กับผู้ผลิต และผู้ส่งออกของไทยอย่างมหาศาล เพราะอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่เรามีคู่แข่งที่ส่งสินค้าอย่าง สิ่งทอ พลาสติก เนื้อสัตว์ อาหาร และสินค้าเกษตร ไปขายแข่งกับเราในอเมริกาเยอะ การที่สินค้าไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า สหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศคู่แข่งของเราที่ไม่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริการยังต้องเสียภาษีนำเข้า จะทำให้สินค้าไทยมีราคาต่ำลง เมื่อเที่ยบกับคู่แข่ง แน่นอนว่า สินค้าของเราที่เคยเข้าไปขายที่นั้นมากอยู่แล้วก็จะขายได้มากขึ้น ขณะที่สินค้าบางประเภทที่เราส่งไปขายน้อย หรือไม่เคยส่งไปขาย เพราะโดนการกีดกันด้วยมาตรการทางภาษี ก็จะมีโอกาสขายได้
แต่เมื่อมองในทางกลับกัน ปัจจุบัน สินค้าของอเมริกันที่ส่งเข้ามาขายในประเทศไทยมีอยู่ไม่มากนัก เพราะเขามีต้นทุนค่าแรงที่ค่อนข้างสูงทำให้ต้นทุนสินค้าสูง การส่งออกสินค้าจากประเทศเขามาขายในบ้านเรามีไม่มากนัก แต่ที่เราเห็นและรู้สึกว่าเราซื้อสินค้าของอเมริกันเยอะ อย่างรถอเมริกัน โค้ก แมคโดนัล ไนกี้ หรือ สินค้าของพรอกเตอร์แอนด์แกรมเบิล พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นสินค้านำเข้าจากอเมริกาหรอกครับ ชื่อเป็นอเมริกัน แต่ผลิตในประเทศไทย และจดทะเบียนบริษัทในไทย หรือในประเทศแถบเอเชียเสียส่วนมาก เพราะฉะนั้นการเปิดการค้าเสรีของสินค้า จะยิ่งทำให้อเมริกา มีโอกาสขาดดุลการค้ามากขึ้น และ ผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา จะยิ่งลำบากจากการโดนสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากไทย และ ประเทศที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ เขามาตีตลาด
ถ้าผู้อ่านยังพอจะจำนโยบายของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ นโยบายของนายจอนห์ แคร์รี่ คือการทบทวนการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี และมีแนวทางที่จะปกป้องผู้ผลิตในประเทศเพราะเกรงว่า ข้อตกลงการค้าเสรี จะทำให้บริษัทที่ผลิตสินค้า และจ้างคนงานในสหรัฐ ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำอย่างในเอเชีย และอาศัยข้อตกลงเขตการค่าเสรีส่งสินค้าเข้ามาขายในอเมริกา ซึ่งจะทำให้คนอเมริกันตกงานมากขึ้น ขณะที่นโยบายของ จอร์ช บุช จะเชื่อในหลักการค้าเสรี และเป็นหัวหอกในการจัดทำเขตการค้าเสรีกับหลายๆ ประเทศ คล้ายๆกันกับรัฐบาลคุณทักษินของเราครับ
แล้วถ้าถามต่อว่า แล้วอเมริกาจะได้อะไรจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ข้อแรกก็คือ หลักที่ว่า เขตการค้าเสรีจะช่วยให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้น ทำให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้ดีขี้น ซึ่งก็จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของอเมริกาเอง แต่สิ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การเจรจาเพื่อเปิดการค้าเสรีโดยรวมด้านบริการ และ การเงินเข้ามาด้วย ซึ่งใน 2 ด้านนี้ทางบริษัทใหญ่ๆ ของอเมริกัน อย่างธนาคาร บริษัทที่ปรึกษา สำนักงานกฏหมาย บริษัทโฆษณา มีความชำนาญและมีข้อได้เปรียบประเทศอื่นๆ ลองดูกันง่ายๆ อย่าในธุรกิจธนาคาร ที่ไทยเราปกป้องธนาคารของไทยมาโดยตลอด ด้วยการที่ไม่อนุญาตให้ธนาคารต่างชาติมาขยายสาขาในไทย อนุญาตให้มาตั้งสำนักงานแห่งเดียว ขณะที่ธนาคารของไทย สามารถขยายสาขา และสาขาย่อยได้เป็นร้อยๆ สาขาเพื่อให้บริการลูกค้า ในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหรัฐ ถ้าเขาสามาถต่อรองให้ประเทศที่จะตกลงกับเขาให้เปิดเสรีด้านบริการ และการเงินด้วย ก็ย่อมทำให้เขามีโอกาสเข้ามาทำธุรกิจด้านบริการ และ การเงินในบ้านเราได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ในการกำหนดกรอบการเจรจา เป็นที่คาดกันว่า ทางสหรัฐน่าจะขอให้ประเทศคู่เจรจาแก้ไข กฎหมาย หรือให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และ สิทธิบัตรยา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศของเขา อย่าเข้มงวดมากขึ้น
คงพอจะเห็นแล้วนะครับว่า การเลือกคู่เจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีเขามีหลักการเลือกกันอย่างไร ทุกอย่างเป็นการมองผลประโยชน์ที่จะได้รับของประเทศตัวเองทั้งนั้นครับ ไม่มีใครได้ หรือ เสียทั้งหมด ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการเจรจา และ การปรับตัวของทั้งรัฐบาล และภาคธุรกิจให้ทัน และสอดรับกับคยามเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่กับการค้าเสรีที่กำลังจะมาถึงครับ

---------------------------


Written By:  host
Date Posted:  27/9/2548
Number of Views:  7200

Return