Search
Main Menu
 รายละเอียด
ความกังวลกรณีความตกลง AJCEP เปิดโอกาสให้มีการนำเข้า-ส่งออกของเสียอันตราย (Hazardous Waste): มุมมองทางกฎหมาย

 

1.        ประเด็นห่วงกังวล

ข้อ 25 ของความตกลง AJCEP[1]  กำหนดลักษณะของสินค้าที่จัดว่ามีแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศภาคี AJCEP ที่ตกลงจะลดภาษีนำเข้า ซึ่งรวมถึงของที่ไม่ได้ใช้ (Waste) และเศษ (Scrap) ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวก่อให้เกิดการตีความว่า ความตกลง AJCEP เปิดโอกาสให้มีญี่ปุ่นสามารถส่งออกของเสียอันตราย (Hazardous Waste) มาทิ้งในไทยได้

 ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ข้อ 25 ของความตกลง AJCEP เป็นเพียงคำอธิบายว่าสินค้าใดที่จะเข้าข่ายผลิตหรือได้มาทั้งหมดภายในประเทศภายในประเทศภาคีเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายว่าความตกลงฯอนุญาตให้มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่เป็นขยะพิษหรือของเสียอันตราย

 

2.        ประเด็นห่วงกังวล

ความตกลง AJCEP มีข้อบทที่สร้างข้อจำกัด ทำให้ไทยไม่สามารถใช้มาตรการตามอนุสัญญาบาเซล[2] และ Basel Ban Amendment[3] เพื่อควบคุมหรือห้ามการนำเข้าของเสียอันตรายจากญี่ปุ่นได้ เนื่องจาก

2.1        ข้อ 18 ของความตกลง AJCEP ห้ามภาคีใช้หรือคงไว้ซึ่ง มาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร (Non-Tariff Measures)” กับสินค้านำเข้าจากภาคีอีกฝ่าย ที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO

2.2        ข้อ 10 ของ AJCEP กำหนดเรื่องความสัมพันธ์กับความตกลงอื่นๆ โดยให้ใช้ความตกลง WTO เป็นหลัก ในกรณีที่มีความขัดแย้งกับความตกลง AJCEP 

2.3        การปฏิบัติตาม Basel Ban Amendment ของไทยอาจมีปัญหาในเรื่องหลักการไม่เลือกปฏิบัติของความตกลงแกตต์ เนื่องจาก Basel Ban Amendment ได้ห้ามนำเข้าสินค้าเฉพาะกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นด้วย แต่ไม่ได้ใช้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

            ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ข้อ 16 ย่อหน้าที่ 3 ของความตกลง AJCEP ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยสามารถห้ามนำเข้าของเสียอันตราย รวมทั้งควบคุมการเคลื่อนย้ายหรือจัดการของเสียอันตรายได้ ตามอนุสัญญาบาเซลหรือความตกลงระหว่างประเทศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการคุ้มครองชีวิตสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ทันที

ทั้งนี้ แม้ว่าการห้ามหรือควบคุมการนำเข้าของเสียอันตรายอาจถูกมองว่าเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ตามข้อ 18 ของความตกลง AJCEP แต่ข้อ 7 ของ AJCEP ได้กำหนดหลักข้อยกเว้นทั่วไป (General Exceptions) ซึ่งนำหลักการเรื่องข้อยกเว้นทั่วไปภายใต้ความตกลงแกตต์ (GATT 1947) ข้อ XX มาใช้ โดยอนุญาตให้ประเทศสมาชิก WTO สามารถใช้มาตรการที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO ได้ หากเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองชีวิต หรือสุภาพมนุษย์ สัตว์ พืช หรือเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่ใช้ในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างประเทศสมาชิก หรือเป็นไปโดยอำเภอใจหรืออย่างไม่มีเหตุผล (arbitrary or unjustifiable discrimination)

ดังนั้น หากไทยจะห้ามหรือควบคุมการนำเข้าของเสียอันตราย ไทยต้องห้ามหรือควบคุมการนำเข้าของเสียอันตรายจากทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจากญี่ปุ่น รวมทั้งต้องมีการจัดการกับของเสียมีพิษภายในประเทศด้วย ซึ่งไทยก็ทำอยู่แล้ว โดยมีพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมวัตถุอันตราย ทั้งห้ามการผลิต การนำเข้าส่งออก การครอบครอง การจำหน่าย และการใช้วัตถุอันตราย[4] 

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การปฏิบัติตามอนุสัญญาบาเซลและ Basel Ban Amendment จึงไม่ขัดกับ WTO และไม่เข้าข่ายกรณีข้อ 10 ของ AJCEP ที่กำหนดว่าในกรณีที่ AJCEP ขัดกับ WTO ก็ให้ใช้ WTO เป็นหลัก

 

3.        ประเด็นห่วงกังวล

ความตกลง AJCEP เปิดโอกาสให้มีการนำเข้าของเสียอันตราย (Hazardous Waste) มาทิ้งในไทย และไทยเองก็ไม่สามารถใช้มาตรการมาตรการปกป้อง (Safeguard Measures) เพื่อห้ามการนำเข้าของเสียอันตรายได้

            ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ความตกลง AJCEP ข้อ 16 ย่อหน้าที่ 3 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยสามารถห้ามนำเข้าของเสียอันตราย รวมทั้งควบคุมการเคลื่อนย้ายหรือจัดการของเสียอันตรายได้ ตามอนุสัญญาบาเซลหรือความตกลงระหว่างประเทศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการคุ้มครองชีวิตสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ในทันที ดังนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard Measure) ที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามที่ความตกลงว่าด้วยมาตรการปกป้อง (Agreement on Safeguards) กำหนดไว้

แต่อย่างไรก็ตาม หากไทยประสงค์จะใช้มาตรการปกป้องก็สามารถทำได้ โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามที่ความตกลง Safeguard กำหนดก่อนที่จะใช้มาตรการได้ ซึ่งได้แก่ การพิสูจน์ว่ามีการนำเข้ามาในปริมาณที่เพิ่มขึ้นมากจนทำให้อุตสาหกรรมภายในของประเทศผู้นำเข้าได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (serious injury)

 



[1] Article 25 Goods Wholly Obtained or Produced

(i)  articles collected in the Party which can no longer perform their original purpose or be restored or repaired and are fit only for disposal, for the recovery of parts or raw materials or for recycling purposes:

(ii)  scrap and waste derived from manufacturing or processing operations including mining, agriculture, construction, refining, incineration and sewage treatment operations or from consumption, in the Party and fit only for disposal or for the recovery of raw materials; and

[2] อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and their Disposal) ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน โดยกำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกจะต้องแจ้งรายละเอียดและขออนุญาตประเทศปลายทางตามขั้นตอนจากหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศที่เกี่ยวข้องก่อนการขนส่ง และจะต้องจัดให้มีเอกสารการเคลื่อนย้าย การบรรจุหีบห่อ การติดฉลาก และการขนส่งด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรฐานสากล รวมทั้งต้องมีการประกันภัยหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันทางการเงินและ       ความรับผิดชอบในการนำของเสียกลับภายใน 30 วันหากไม่สามารถดำเนินการได้หรือเป็นการลักลอบขนย้ายอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายหากเกิดอุบัติเหตุรั่วไหลและปนเปื้อน ดังนั้น ภาคีสมาชิกจึงมีสิทธิห้ามการนำเข้าของเสียอันตราย และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายหรือจัดการของเสียอันตราย รวมทั้งต้องไม่ส่งออกของเสียอันตรายไปยังภาคีที่ห้ามนำเข้าของเสียด้วย  ทั้งนี้ ไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว

[3] Basel Ban Amendment หรือข้อแก้ไขอนุสัญญาบาเซลเพื่อห้ามการส่งออก เป็นข้อแก้ไขที่ห้ามประเทศพัฒนาแล้วส่งออกของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดทิ้ง หรือเพื่อรีไซเคิล  ข้อแก้ไขนี้เป็นผลมาจากการผลักดันของ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G77 ซึ่งได้เรียกร้องให้มีข้อกำหนดห้ามการส่งออกของเสียอันตราย ทั้งหมดจากประเทศที่เป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เนื่องจากเห็นว่า อนุสัญญาบาเซลมิได้ห้ามการส่งออก-นำเข้าของเสียอันตรายอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงมีกรณีการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายจากประเทศอุตสาหกรรมไปทิ้งยังประเทศกำลังพัฒนาเป็นระยะๆ

[4] กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ในการกำหนดให้ของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล รวม 66 รายการ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง  บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2538 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปีพ.ศ. 2546 และ 2549 บัญชีแนบท้าย ข. หมวดของเสียเคมีวัตถุ (Chemical wastes)  ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อน จึงจะสามารถดำเนินการนำเข้า ส่งออก ผลิต ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองได้ นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้ออกประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องเงื่อนไขในการอนุญาตให้นำเข้าของเสียเคมีวัตถุอันตรายเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำของเสียอันตรายเข้ามาในประเทศไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้นำของเสียเคมีวัตถุเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของโรงงานเท่านั้น และผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างของเสียเคมีวัตถุที่ใช้ในแต่ละปี และจัดทำระบบกำจัดของเสียที่เกิดจากการนำของเสียเคมีวัตถุมาใช้ในการผลิตสินค้า มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการขออนุญาตนำเข้าด้วย ทั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตในปริมาณเท่าที่จำเป็นในการผลิตของโรงงานเท่านั้น และต้องเป็นของเสียเคมีวัตถุจากประเทศที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาบาเซลแล้วเท่านั้น


Written By:  admin
Date Posted:  19/12/2551
Number of Views:  8265

Return