Search
Main Menu
 รายละเอียด
คลายปมต่อต้านการค้าเสรี: อยากอยู่อย่างหยุดนิ่งจริงหรือ?

I never suspected that the people in power were against reform.

They only wanted to know what was good” in order to embrace it.[1]

 

 ตามหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง หากเปรียบการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นตลาดทุนนิยมเชิงนโยบาย โดยประชาชนเป็นฝ่ายอุปสงค์ (ผู้ บริโภคนโยบาย) และภาครัฐเป็นฝ่ายอุปทาน (ผู้ ผลิตนโยบาย) กลไกประชาธิปไตยจะเป็น มือที่มองไม่เห็น สร้างดุลยภาพระหว่างอุปสงค์กับอุปทานของนโยบาย[2] แต่ผู้มีอำนาจจะตัดสินได้อย่างไรว่านโยบายนั้นๆ เช่น การเปิดเสรีการค้า เป็นที่พึงประสงค์ และอัตราการปกป้องควรอยู่ในระดับใด

 

การเปิดการค้าเสรีอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการแข่งขันระหว่างอุตสาหกรรม เด่นกับ ด้อยมีความชัดเจนมากขึ้น ประชาชนที่คิดว่าตนต้องสูญเสียประโยชน์จึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเลือกที่จะยึดติดอยู่กับสถานภาพปัจจุบัน (Status quo) ถึงแม้ว่าโดยทั่วไป ประชาชนฝ่ายที่ได้ประโยชน์จะมีสัดส่วนมากกว่าฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ก็ตาม การเปิดเสรีการค้าจึงน่าจะได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมาก แต่บ่อยครั้งที่กระแสต้านการเปิดเสรีรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศ และมีส่วนทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ บทความนี้จึงมุ่งค้นหาคำตอบว่า เหตุใดนโยบายที่ ดี ต่อส่วนรวม จึงไม่ได้รับความนิยมชมชอบในสังคมเสมอไป โดยวิเคราะห์เจาะลึกให้เห็นถึงปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการต้านการเปิดเสรีการค้า

 

1. ความอสมมาตรของข้อมูล (Information Asymmetry)

 

            โดยทั่วไป การเปิดเสรีการค้าจะทำให้อุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเหนือคู่ภาคี (เรียกว่า กลุ่ม A” ในบทความนี้) เติบโตและสามารถส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าได้มากขึ้น ในทางตรงข้าม ตามที่ระบุไว้ในรายงานขององค์การการค้าโลก การเปิดเสรีการค้าจะเพิ่มต้นทุนสำหรับอุตสาหกรรมที่ขาดศักยภาพการแข่งขัน (เรียกว่า กลุ่ม B”) เพราะถูกสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำกว่าตีตลาด ส่งผลให้รายได้ของผู้ผลิตภายในประเทศลดลงในระยะสั้นเป็นอย่างน้อย

 

เพื่อให้การวิเคราะห์ในบริบทนี้สามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงขอยกตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจโดยมีการกำหนดตัวเลขเป็นข้อสมมติ ดังนี้ 1) จำนวนของผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน หรือกลุ่ม A มีมากกว่าผู้ที่เสียเปรียบในการแข่งขัน หรือกลุ่ม B โดยที่สัดส่วนประชากรในกลุ่ม A ต่อกลุ่ม B เป็น 80:20 และ 2) การเปิดเสรีเพิ่มรายได้ผู้ผลิตในกลุ่ม A ร้อยละ 20 แต่ลดรายได้ผู้ผลิตในกลุ่ม B ร้อยละ 50 หากโครงสร้างการผลิตของทั้ง 2 กลุ่มไม่เปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์เชิงนโยบายในสถานการณ์นี้จะออกมาอย่างไร ผู้บริหารประเทศจะเลือกเปิดเสรีการค้าหรือไม่

 

เมื่อพิจารณาเฉพาะผลกระทบต่อสังคมโดยรวม  พบว่าการเปิดเสรีภายใต้เงื่อนไขทั้ง 2 ข้อข้างต้น จะยังผลให้มีการเพิ่มสวัสดิการสังคมโดยรวมอย่างชัดเจน เพราะผู้ผลิตร้อยละ 80 (ทุกคนในกลุ่ม A) มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อคน ในขณะที่ผู้ผลิตร้อยละ 20 (ทุกคนในกลุ่ม B) มีรายได้ลดลงร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่าการเปิดเสรีการค้าจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ผลิตกลุ่ม A ที่แข่งขันได้ดี คิดเป็นร้อยละ 16 (80%*20%) ของมูลค่าการผลิตทั้งหมดในระดับประเทศ ขณะที่ผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกลุ่ม B คิดเป็นร้อยละ 10 (20%*50%) ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด

 

เมื่อพิจารณาผลได้-ผลเสียจากการรวมทั้ง 2 กลุ่ม ก็จะเห็นได้ว่ากลุ่ม A มีรายได้โดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ที่ลดลงของกลุ่ม B เท่ากับร้อยละ 6 (16%-10%) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า รายได้หรือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่า ส่วนเกินผู้ผลิต” (Producer Surplus) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และหากวิเคราะห์ในแง่ของผู้บริโภคที่คาดว่าจะได้เลือกซื้อสินค้าหลากหลายในราคาที่ถูกลงแล้ว ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าส่วนเกินผู้บริโภค (Consumer surplus) จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่า ภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อนี้ การเปิดเสรีการค้าจะเพิ่มสวัสดิการสังคม (ฝ่ายผู้ผลิต+ฝ่ายผู้บริโภค) อย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ดี ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้บริหารประเทศอาจตัดสินใจเลือกนโยบายด้วยการหยั่งเสียงความนิยมตามกฎเสียงข้างมาก ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับความสมมาตรของข้อมูลในช่วงก่อนเปิดเสรี (Ex ante) หากทุกคนทราบว่าตนอยู่กลุ่มใดและได้/เสียประโยชน์อย่างไร กลุ่ม A ที่ได้ประโยชน์และให้การสนับสนุนการเปิดเสรี มีจำนวนมากกว่ากลุ่ม B ซึ่งเป็นผู้เสียประโยชน์และต่อต้านการค้าเสรีในอัตราส่วน 80 ต่อ 20 แต่โดยปกติแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลข่าวสารล่วงหน้าอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่เข้าใจโครงสร้างและต้นทุนการผลิตในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย หรือออสเตรเลียที่จักนำมาเปรียบเทียบกับของไทย (ตน) ดังนั้น หากประชาชนไม่แน่ใจว่าตนอยู่ในกลุ่ม A หรือ B กล่าวคือ ขาดข้อมูลว่าต้นทุนการผลิตสินค้านั้นๆ ในประเทศคู่ภาคีสูงหรือต่ำกว่าของตน ประชาชนจะตัดสินใจเลือกสนับสนุนหรือต่อต้านนโยบายการเปิดเสรีจากการคาดคะเนผลที่จะได้รับ หรือหากใช้ภาษาทางเศรษฐศาสตร์ ก็จะกล่าวได้ว่า ประชาชนต่างคำนวณอรรถประโยชน์ที่คาดหวัง (Expected Utility) จากการเปิดเสรีการค้า เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับอรรถประโยชน์ภายใต้สถานภาพปัจจุบัน ทั้งนี้ ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถประมาณอรรถประโยชน์ที่คาดหวังของตน ด้วยสมการ p(A)*E(A)+p(B)*E(B) โดยที่ p(A) และ p(B) หมายถึงความเป็นไปได้/น่าจะเป็นที่ตนอยู่ในกลุ่ม A และ B ตามลำดับ ส่วน E(A) และ E(B) ใช้แทนอรรถประโยชน์คาดหวังจากการเปิดเสรีการค้าของการเป็นผู้ได้ประโยชน์ (กลุ่ม A) และเสียประโยชน์ (กลุ่ม B)

 

เนื่องจากประชาชนไม่ทราบว่าตนอยู่กลุ่มใดและสัดส่วนของกลุ่ม A ต่อ B เป็นอย่างไร จึงอาจคาดคะเนว่าโอกาสได้หรือเสียประโยชน์ใกล้เคียงกัน เขียนเป็นสมการได้ว่า p(A) ? p(B) ? 0.5 ด้วยเหตุนี้ อรรถประโยชน์คาดหวังจากการเปิดเสรีการค้าจะเท่ากับ (0.5*E(A))+(0.5*E(B)) ในที่นี้ หากสมมติว่าอรรถประโยชน์จากสถานภาพปัจจุบันเท่ากับ 1 อรรถประโยชน์จากการเปิดเสรีของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ดีจะต้องมากกว่า 1 (E(A) > 1) เช่นมีค่าเท่ากับ 1.3 ซึ่งหมายถึงผลการประเมินว่าหลังเปิดเสรีแล้ว รายได้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในทางกลับกัน อรรถประโยชน์จากการเป็นผู้สูญเสียต้องน้อยกว่าหนึ่ง (E(B) < 1) แต่โดยทั่วไปแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่ตกกับผู้ผลิตกลุ่ม B แต่ละราย มักรุนแรงกว่าผลประโยชน์ที่ตกกับผู้ผลิตกลุ่ม A ทำให้ประชาชนประเมินว่าอรรถประโยชน์ที่ได้จากการเปิดเสรี E(B) มีค่าใกล้เคียงศูนย์ เช่น เท่ากับ 0.1 ซึ่งหมายถึงผลการคำนวณว่าหลังเปิดเสรีแล้ว รายได้จะลดลงจาก 1 เหลือ 0.1 หรือหดตัวลงถึงร้อยละ 90

 

เมื่อทำการวิเคราะห์โดยรวมภายใต้ข้อสมมติว่า โอกาสที่ผู้ผลิตจะมีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า (กลุ่ม A) หรือต่ำกว่า (กลุ่ม B) ประเทศคู่ภาคีใกล้เคียงกัน คิดเป็นอัตราส่วน 50:50 นั้น ผลลัพธ์จะน้อยกว่า 1 (0.5*E(A))+(0.5*E(B) = 0.5*1.3+0.5*0.1 = 0.7) สะท้อนให้เห็นว่า อรรถประโยชน์ที่คาดหวังจากการเปิดเสรีการค้ามีค่าน้อยกว่าอรรถประโยชน์ภายใต้สถานภาพปัจจุบันที่สมมติว่าอยู่ที่ 1 จึงทำให้ประชาชนมีทัศนคติเชิงลบต่อการค้าเสรี ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ประชากรถึงร้อยละ 80 จะได้รับประโยชน์หลังเปิดเสรีการค้า (Ex post) และรายได้ผู้ผลิตโดยเฉลี่ยเติบโตร้อยละ 6 จึงสรุปได้ว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดต่อต้านการเปิดเสรี คือ ความอสมมาตรของข้อมูลในช่วงก่อนเปิดเสรี (Ex ante) ทำให้ประเมินจำนวน/สัดส่วนผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบ รวมทั้งความรุนแรงของผลกระทบดังกล่าว ไว้สูงกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ การประมาณค่าดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและต้องอาศัยเวลา ความอดทนอดกลั้นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในระดับภาคธุรกิจ/ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ มักจะคำนึงถึงเฉพาะในส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นผลได้-ผลเสีย (Gain-Pain) ของธุรกิจตนเองเป็นหลัก

 

2. ต้นทุนในการปรับตัว (Adjustment Cost)

 

The key point is that the cost of moving is not fully known ex ante.  More specifically, there is an individual-specific cost, incurred on switching sectors and known only after the liberalization is in place.[3]

 

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าข้อมูลเกี่ยวกับผลดี-ผลเสียจากการเปิดเสรีการค้าไม่ได้เป็นปัจจัยหนึ่งเดียวที่ทำให้ประชาชนต่อต้านการค้าเสรี เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่ง คือ กระบวนการในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรองรับผลกระทบ โดยภาครัฐต้องมีบทบาทชัดเจนในการสนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยศักยภาพการแข่งขันให้ปรับตัวได้อย่างยั่งยืน

 

หากสมมติให้ 1) สัดส่วนผู้ประกอบการในกลุ่ม A ต่อกลุ่ม B เป็น 80 ต่อ 20 เหมือนเดิม และ 2) การเปิดเสรีเพิ่มรายได้ของผู้ผลิตในกลุ่ม A ร้อยละ 20 แต่ผู้ผลิตในกลุ่ม B ต้องปิดกิจการลง ทำให้รายได้ลดเหลือศูนย์นอกเสียจากว่ามีการปรับโครงสร้างการผลิต (ซึ่งถือเป็นสถานการณ์เกินจริงไปมาก) ผู้กำหนดนโยบายจะเลือกเปิดเสรีการค้าหรือไม่

 

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อสังคมโดยรวม จะพบว่าการเปิดเสรีภายใต้ 2 เงื่อนไขข้างต้น จะทำให้รายได้รวมของผู้ผลิตทั้ง 2 กลุ่ม (ส่วนเกินผู้ผลิต) ลดลงร้อยละ 4 (0.8*0.2+0.2*-1.0 = -0.04) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่ได้คำนึงถึงในส่วนของผู้บริโภคที่อาจจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือลดลง จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าสวัสดิการสังคม ลดลง  และหากคำนวณอรรถประโยชน์ที่คาดหวังจากการเปิดเสรีเช่นเดียวกับกรณีข้อ 1 ข้างต้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีค่าน้อยกว่าหนึ่งเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าประชาชนเสียงข้างมากมีทัศนคติแง่ลบต่อการค้าเสรี นี่จึงเป็นอีกสาเหตหนึ่งที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินนโยบายเปิดเสรีการค้า

 

แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการสามารถปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เช่น ใช้ประโยชน์จากการประหยัดโดยขนาด (Economies of Scale) หรือจัดสรรปันส่วนทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพด้วยการใช้วัตถุดิบจากประเทศคู่ภาคีหรือกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ค่า E(B) หรืออรรถประโยชน์ที่คาดหวังจากการอยู่กลุ่ม B สูงขึ้น และทำให้อรรถประโยชน์คาดหวังโดยรวมมีค่ามากกว่า 1 ในที่สุด อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสินค้าที่ไทยไร้ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ ผู้ผลิตควรเปลี่ยนอาชีพจากกลุ่ม B ไปเป็นกลุ่ม A แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ตราบใดที่ตนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงในการปรับตัว  ไม่มีใครยอมถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าบนถนนสายใหม่ เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อเปิดเสรีแล้ว ต้นทุนการปรับตัวจะเป็นอย่างไร และความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเพียงพอที่ทำให้ผลประโยชน์สุทธิ ซึ่งคำนวณได้จาก E(A) หรืออรรถประโยชน์ที่คาดหวังจากการอยู่กลุ่ม A หักลบด้วยต้นทุนการปรับตัว มากกว่าหนึ่งหรือไม่[4] หากผู้กำหนดนโยบายต้องการให้มีเสียงข้างมากสนับสนุนนโยบายเปิดเสรีการค้า จึงจำเป็นต้องทำข้อผูกพันล่วงหน้าว่าจะช่วยเหลือประชาชนกลุ่ม B อย่างไร

 

3. นัยสำคัญต่อการเจรจาเปิดเสรีการค้า

 

การวิเคราะห์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่า หากผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศพิจารณาเฉพาะภาพรวม อาจทำให้จินตนาการไปว่า ในเมื่อสัดส่วนผู้ได้รับประโยชน์ (กลุ่ม A) จากการปรับเปลี่ยนนโยบาย มีมากกว่าผู้สูญเสียประโยชน์ (กลุ่ม B) จึงไม่ต้องกังวลต่อผู้ได้รับผลเสียซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อย แต่หากพิจารณาปัจจัยความอสมมาตรของข้อมูลและต้นทุนการปรับตัวที่กล่าวถึงข้างต้น จะพบตรรกะว่า เมื่อใดที่ประชาชนไม่แน่ใจว่าตนอยู่กลุ่ม A หรือ B นโยบายที่ ดีต่อสังคมและเป็นที่ยอมรับของเสียงข้างมากเมื่อได้ดำเนินนโยบายไปแล้ว (Ex post) อาจถูกต่อต้านจากเสียงข้างมากกลุ่มเดียวกันได้ในช่วงแรก (Ex ante) ในบางครั้ง กระแสต่อต้านอาจรุนแรงจนผู้มีอำนาจซึ่งต้องเคารพเสียงของประชาชน ปฏิเสธนโยบายที่ดีเหล่านี้ และทำให้สังคมต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในที่สุด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน และขณะเดียวกัน ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ทันการณ์[5]

 

 



[1]  คำกล่าวโดย Jeremy Bentham นักปรัชญาเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ

 

[2]  ความแตกต่างระหว่างตลาดสินค้ากับตลาดนโยบาย คือ ในร้านค้า หากใครชอบหรือคาดว่าจะได้อรรถประโยชน์จากสินค้าใดมาก ก็สามารถซื้อสินค้านั้นยกโหล แต่ในระบบการเมือง ธรรมเนียมปฏิบัติคือการออกเสียงได้เพียงหนึ่งเสียง และใช้กฎเสียงข้างมาก (Majority rule) เป็นเกณฑ์ตัดสิน

 

[3]  จาก Fernandez and Rodrik (1991), “Resistance to reform: status quo bias in the presence of individual-specific uncertainty,” American Economic Review, 81(5):1166-55.

 

[4]  หากค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ผลิตในกลุ่ม B สูงกว่า E(A) จะไม่มีเหตุจูงใจให้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นกลุ่ม A

 

[5]  นับว่าน่ายินดีที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ ดำเนินการจัดสัมมนาให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอและจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า


Written By:  admin
Date Posted:  11/9/2551
Number of Views:  5727

Return