Search
Main Menu
 รายละเอียด
พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อะลุ่มอล่วยระหว่างถูกใจกับถูกต้อง

ความสำคัญของการค้าภาคบริการต่อเศรษฐกิจไทย

 

 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  การค้าบริการระหว่างประเทศเติบโตมากขึ้น และขยายตัวสูงมากกว่าการค้าสินค้า  โดยเฉพาะในตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว   ทำให้การค้าภาคบริการเริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าภาคบริการ หรือ General Agreement on Trade in Services (GATS) [1]  เป็นกฏและหลักการเกี่ยวกับการค้าบริการที่ให้ประเทศสมาชิก WTO ถือปฏิบัติและเป็นแนวทางในการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการระหว่างสมาชิก ทั้งในรูปแบบพหุภาคีและทวิภาคี   อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าในภาคบริการตามกรอบ WTO มีความคืบหน้าค่อนข้างช้า  ในระยะหลังประเทศต่างๆ จึงหันมาเจรจาการค้าภาคบริการในกรอบของการค้าทวิภาคี หรือมุ่งทำ FTA ในภาคบริการมากขึ้น โดยมุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านบริการขยายตัวในประเทศคู่ค้าที่ทำ FTA ระหว่างกัน อันจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศคู่สัญญา โดยการทำความตกลงภายใต้ FTA นี้ ประเทศคู่สัญญาสามารถกำหนดขอบเขตการเปิดเสรีทางการค้าและบริการได้มากกว่าและเร็วกว่าข้อผูกพันที่ตกลงกับ WTO อันรวมถึงความตกลงด้านบริการใน GATS   สำหรับประเทศไทยได้มีการจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ โดยครอบคลุมภาคบริการกับประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  และอยู่ระหว่างการจัดทำ FTA ในกรอบอาเซียนกับประเทศเกาหลี

สาระสำคัญของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ

 

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในโลก รวมทั้งไทย ต่างมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทุนต่างชาติ ทั้งทุนระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเกื้อหนุนเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ อย่างไรก็ดี การเข้ามาของทุนต่างชาติจะต้องคำนึงถึงการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทั้งในเรื่องความมั่นคง การดูแลผลกระทบที่อาจมีต่อศิลปวัฒนธรรม หรือ การคุ้มครองธุรกิจที่ยังไม่พร้อมในการแข่งขัน การลงทุน หรือการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงต้องมีการกำหนดกฏกติกามารยาทเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

 

สำหรับประเทศไทย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 (ปว. 281) เพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าของไทยภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) และเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งรัฐบาลไทยจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2543  

 

 พระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการควบคุมการประกอบธุรกิจการค้าบริการทุกประเภทมาเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจเฉพาะบางประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติเท่านั้น ทำให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจที่อยู่นอกบัญชีสงวนได้เหมือนคนไทย ดังนั้น การใช้พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จึงส่งผลให้มีการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น

 

บัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว แบ่งออกเป็น

(1)  บัญชี 1: ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ เป็นกรณีที่กฎหมายห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ หรือ ธุรกิจตามบัญชี 1: สถานีโทรทัศน์ เป็นต้น

(2)  บัญชี 2: ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยข้อเท็จจริงกฎหมายไม่ได้ห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ แต่ต้องขออนุญาตและมีเงื่อนไข

(3)  บัญชี 3: ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ซึ่งโดยข้อเท็จจริงกฎหมายไม่ได้ห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ แต่ต้องขออนุญาตและมีเงื่อนไข

 

รูปแบบการเจรจาการค้าบริการ

 

GATS ได้กำหนดนิยามการค้าบริการระหว่างประเทศไว้ 4 รูปแบบ (Mode of Supply) ดังนี้

รูปแบบที่ 1  (Mode 1)  Cross-border Supply   หมายถึง  การให้บริการข้ามพรมแดนโดยที่ผู้ให้บริการ  และผู้รับบริการต่างอยู่ในประเทศของตน  แต่ตัวบริการเคลื่อนย้ายไปยังผู้รับบริการโดยอาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์  เช่น  การให้คำปรึกษาผ่านสื่อ  การส่งข้อมูลออนไลน์  การบริการโทรคมนาคม  เป็นต้น

รูปแบบที่ 2 (Mode 2)   Consumption Abroad หมายถึง ผู้รับบริการเดินทางไปยังประเทศผู้ให้บริการ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยว หรือรักษาพยาบาลในต่างประเทศ เป็นต้น

รูปแบบที่ 3 (Mode 3)   Commercial Presence หมายถึง การจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการในต่างประเทศ เช่น บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดสาขาสำนักงานในประเทศไทย หรือบริษัทไทยไปเปิดสาขาสำนักงานในต่างประเทศ เป็นต้น

รูปแบบที่ 4 (Mode 4)   Presence of Natural Person หมายถึง การที่บุคคลธรรมดาของประเทศหนึ่งเดินทางเข้าไปทำงานในอีกประเทศหนึ่ง เช่น วิศวกรต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย คนไทยเดินทางไปประกอบอาชีพแพทย์ในสหรัฐฯ เป็นต้น

 

การเปิดเสรีการค้าบริการของไทยในกรอบ WTO AFAS และ FTAs

 

การเจรจาเปิดเสรีธุรกิจบริการ 4 รูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น มีประเด็นที่สำคัญโดยเฉพาะรูปแบบที่ ซึ่งเป็นการเข้ามาประกอบธุรกิจของนิติบุคคลต่างชาติ และรูปแบบที่ ที่เป็นการเข้ามาของคนต่างชาติ ซึ่งแต่ละประเทศมักจะมีกฎระเบียบในการเข้ามาประกอบธุรกิจของต่างชาติ  เช่น รูปแบบของธุรกิจที่จะเข้ามาดำเนินการในอีกประเทศหนึ่ง การจำกัดหุ้นส่วนต่างชาติ การจำกัดขอบเขตในการประกอบธุรกิจ การกำหนดเงื่อนไขในการร่วมทุนของบริษัทต่างชาติ ตลอดจนการควบคุมการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ดังนั้น บทบัญญัติในความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ หรือ GATS จึงกำหนดให้สมาชิกต้องยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด 6 ประการ คือ

 

1.       การจำกัดจำนวนผู้ให้บริการ  ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ตาม

2.       ข้อจำกัดในเรื่องมูลค่าการค้าบริการ

3.       ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหรือปริมาณการให้บริการ เช่น    กำหนดให้ฉายภาพยนตร์ต่างชาติได้ปีละ 10 เรื่อง เป็นต้น

4.       ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนบุคลากรต่างชาติในหน่วยธุรกิจ

5.       ข้อกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบของหน่วยธุรกิจที่ให้บริการ เช่น จำกัดเฉพาะบริษัทจำกัดจดทะเบียนในไทย  เป็นต้น

6.       ข้อกำหนดเกี่ยวกับทุนของต่างชาติ เช่น กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ

 

   ดังนั้น นิยามของการเปิดเสรีธุรกิจบริการเต็มที่ หมายถึง ต้องไม่มีข้อจำกัดทั้ง 6 ประเภทดังกล่าวข้างต้น และต้องปฏิบัติต่อผู้ประกอบการต่างชาติเท่าเทียมคนในชาติ แต่ GATS ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ไว้ว่าเป็นเมื่อใด เพียงแต่กำหนดให้เปิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามหลักการ Progressive Liberalisation ซึ่งกำหนดให้สมาชิก WTO ต้องร่วมเจรจาเพื่อลดข้อจำกัดทั้ง 6 ประเภทดังกล่าวลงทุกๆ 5 ปี [1]  จนกว่าจะบรรลุถึงการเปิดเสรีอย่างเต็มที่

 

ทั้งนี้ กรอบความตกลงการเปิดเสรีการค้าบริการของประเทศไทยที่ได้มีการเจรจาการค้าบริการภายใต้กรอบต่างๆ โดยส่วนใหญ่ดำเนินการตามกรอบความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการขององค์การการค้าโลก (GATS) ซึ่งใช้วิธีการเปิดเสรีการค้าบริการแบบ Positive List Approach หรือ การระบุเฉพาะสาขาที่ต้องการเปิดเสรีพร้อมกำหนดเงื่อนไข จึงเป็นการเปิดเสรีในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศสามารถเสนอพันธกรณีตามความพร้อมของตนแทนการบังคับให้รับเงื่อนไขการค้าเสรีภาคบริการทุกสาขาบริการ โดยสามารถขอให้มีการทบทวนการเปิดเสรีตามข้อบังคับขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้ภายในสามปีหลังจากที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้

รูปภาพที่ 1: กรอบระยะเวลาความตกลงการค้าบริการภายใต้ WTO AFAS และ FTAs ของไทย

 

สำหรับประเทศไทยการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลงในรูปภาพที่ 1 นั้น ยังไม่มีผลทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายในประเทศ และเมื่อพิจารณาข้อบทความตกลงภาคบริการในทุกกรอบความตกลงและกฎหมายในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีภาคบริการ (... การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.. 2542) ที่ระบุให้คนต่างชาติสามารถถือหุ้นในธุรกิจบริการทุกประเภทได้ไม่เกินร้อยละ 49 (ตามบัญชีสาม) จึงสรุปได้ในขณะนี้ว่าประเทศไทยผูกพันภาคบริการตามกรอบความตกลง WTO AFAS และ FTAs ไม่เกินกว่าที่กฎหมายภายในประเทศอนุญาตอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในความตกลงการค้าเสรีฉบับนั้นๆ เท่านั้น

 

ข้อสังเกตส่งท้าย

 

ประเด็นสำคัญของการเปิดเสรีการค้าบริการของไทยในอนาคต จึงอยู่ที่ข้อผูกพันของไทยที่มีต่อความตกลงต่างๆดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้วในประเทศหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2542  และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 2542 เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาต่อไปอีกว่าธุรกิจบริการของไทยประเภทใดที่ควรลดระดับการคุ้มครองลง ควรหรือไม่ที่จักต้องมีการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้อง/ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม


 

 

 



[1]บัญชีสามแนบท้าย พ..บ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.. 2542 เป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันกับกิจการของคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะเข้ามาประกอบธุรกิจในบัญชีสามได้ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แลไทยยังมีข้อกำหนดสัดส่วนหุ้นส่วนต่างชาติได้ที่ร้อยละ 49 ซึ่งเป็นข้อจำกัดแนวนอนในบริการในรูปแบบที่ 3 (Mode 3) ทุกประเภท


[1] การเจรจาครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี 2006



[1] เป็นความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศฉบับหนึ่งในกรอบขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)  ซึ่งใช้ในการกำกับดูแลและวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิก   เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538


Written By:  admin
Date Posted:  11/9/2551
Number of Views:  16119

Return