Search
Main Menu
 รายละเอียด
ทิศทางการค้าโลก: หลอมรวมหรือหลอมละลาย

            การค้าการลงทุนในกระแสโลกาภิวัตน์[1] ก่อให้เกิดทั้งแรงผลักและแรงต้านที่มีต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายของทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากแรงงาน สินค้า/บริการ เทคโนโลยี และเงินทุนเคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้คล่องตัวมากขึ้น ส่งผลให้แต่ละประเทศจำต้องปรับโครงสร้างการผลิต การค้าการลงทุนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ กฎกติกาการค้าโลกที่เคยถูกชี้นำโดยประเทศมหาอำนาจเก่าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เมื่อมีประเทศที่ได้รับเอกราช/เกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุคสงครามเย็น) และสิ้นยุคสงครามเย็น เข้าเป็นสมาชิก GATT/WTO มากขึ้น บทบาทของมหาอำนาจเก่าเริ่มลดน้อยถอยลง ในขณะที่ จีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย มีบทบาทมากขึ้นในเวทีการค้าโลก กอปรกับการเจรจาต่อรองมีประเด็นใหม่ๆ นำขึ้นสู่โต๊ะเจรจาทำให้ความตกลงการค้าที่เป็น กรอบใหญ่ระดับโลก หรือ กรอบพหุภาคี (Multilateral Trade Agreement) มีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น แบ่งเป็นกลุ่ม/ก๊วน  และยังคงดำเนินต่อไปภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)

 

            WTO จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538  เพื่อจัดระเบียบ ส่งเสริมการค้าเสรีของโลกด้วยการลดอุปสรรคทางการค้า และทำหน้าที่กำกับดูแลให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้าที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย (ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเขาหรือฝ่ายเรา)  โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกทำมาค้าขายภายใต้กฎกติกาเดียวกันที่กำหนดขึ้นร่วมกันแบบฉันทามติ (Consensus)
อย่างไรก็ตาม
WTO ประกอบด้วยประเทศสมาชิกที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ขนาดเศรษฐกิจ ความรู้ความเข้าใจ และการเตรียมความพร้อม การเจรจาการค้าการลงทุนกว่าจะหาข้อยุติได้ในแต่ละรอบจึงมักจะลากยาวเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้และในหลายๆครั้งก็ต้องสะดุดหยุดชะงักลงกลางครันเนื่องจากตกลงกันไม่ได้ อย่างเช่นการเจรจาในรอบโดฮาในปัจจุบัน

 

            การเจรจาความตกลงแบบทวิภาคี (Bilateral Trade Agreement)  ในระดับประเทศและ/หรือกลุ่มประเทศ (ระดับภูมิภาค) ซึ่งเป็นการให้สิทธิพิเศษ (Preferential Trade Treatment) ระหว่างคู่ภาคีที่นอกเหนือไปจากกรอบ WTO หรือ ที่มักเรียกกันว่า FTA (Free Trade Agreement) หรือ  WTO Plus จึงเป็นพัฒนาการที่พยายามผ่าทางตันการเจรจาแบบพหุภาคีซึ่งมีความแตกต่างกันในประเด็นความเร็ว (Speed)  ทิศทาง (Direction) ขนาด (Magnitude)  ยิ่งการเจรจาแบบพหุภาคีมีปัญหาอุปสรรคมากขึ้นเท่าใด  การทำ FTAs ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น  โจทย์ใหญ่ที่สำคัญจึงอยู่ที่การเจรจาทำ FTAs นี้จักนำไปสู่การหลอมรวม (Convergence) เข้ากรอบพหุภาคีหรือไม่ หรือ หลอมละลายไปคนทิศละทาง (Divergence หรือ Disarray) ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันต่อไป  โดยที่ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการเจรจาทำความตกลงทั้งสองรูปแบบไปพร้อมๆ กัน เพื่อขจัดปัญหาหรืออุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า/ภาคี ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อขยายตลาดการค้าการลงทุน ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจาในกรอบ WTO ต่อไป

 

            ขณะนี้ ประเทศไทยดำเนินการเจรจาเปิดการค้าเสรีไปแล้วภายใต้กรอบพหุภาคี (WTO) กรอบ FTA ระดับภูมิภาค (AFTA) และกรอบ FTA ระดับทวิภาคี (ไทย/อาเซียนกับประเทศคู่ค้า/ภาคีอื่นๆ อีกหลายประเทศ) ปรากฏดังรูปภาพ ซึ่งตามความตกลงดังกล่าว ไทยมีข้อผูกมัดที่จักต้องปฏิบัติ และกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วน (รัฐ เอกชน และภาคประชาชน) จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการณ์และต่อกรกับพลังการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอกประเทศ สำหรับในส่วนของ APEC นั้น ประเทศสมาชิกดำเนินการเปิดเสรีตามความพร้อมของแต่ละประเทศโดยไม่เป็นข้อผูกมัด

 

กระแสโลกาภิวัฒน์

APEC

FTA ไทย-ญี่ปุ่น

FTA ไทย-นิวซีแลนด์

FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น

FTA อาเซียน-เกาหลี

FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

FTA ไทย-ออสเตรเลีย

FTA อาเซียน-จีน

AFTA

ประเทศไทย

WTO

FTA ไทย-อินเดียดีย

FTA ไทย-เปรู

กระแสโลกาภิวัฒน์

APEC

FTA ไทย-ญี่ปุ่น

FTA ไทย-นิวซีแลนด์

FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น

FTA อาเซียน-เกาหลี

FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

FTA ไทย-ออสเตรเลีย

FTA อาเซียน-จีน

AFTA

ประเทศไทย

WTO

FTA ไทย-อินเดียดีย

FTA ไทย-เปรู

 

            ในช่วงกว่ากึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ได้มีความพยายามในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ที่เห็นประจักษ์เป็นแบบอย่างความสำเร็จก็คือ สหภาพยุโรป (European Union: EU) ในขณะที่ การสานฝันของ ASEAN (ครบรอบวันเกิด 41 ปี ในวันที่ 8 สิงหาคม 2551 นี้)   ที่จะไปสู่การเป็น ASEAN Economic Community หรือ AEC ยังอีกยาวไกล การที่ EU สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้และขยายสมาชิกเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ก็เนื่องจากมวลสมาชิกดำเนินมาตรการต่างๆมากมายหลายขั้นตอน (Convergence Measures) ให้สำเร็จลงได้ (Milestones) จนนำไปสู่การหลอมรวมกัน (Convergence) ในที่สุดภายในเวลาประมาณ 50 ปี      

            ประสบการณ์ของ EU ได้นำไปสู่บทเรียนที่ว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจนั้น ต้องทำด่านแรกให้สำเร็จก่อนคือ การค้า/การลงทุน แล้วจึงพัฒนาการต่อมาในด้าน การคลัง-การเงิน และใช้เงินสกุลเดียวกันในที่สุด (ปรากฏดังรูปภาพ) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ ASEAN + x ได้มีความพยายามเดินหน้าให้การเงินหลอมรวมกันได้ก่อนการค้านั้น เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นพิเศษว่าจะเป็นไปได้หรือไม่และอย่างไร



[1] โลกาภิวัตน์ (Globalization) มีองค์ประกอบอย่างน้อย 5 ส่วนที่เกี่ยวข้องกัน คือ (1) แนวโน้มที่บริษัทจักต้องคิด วางแผน ดำเนินงาน และลงทุนเพื่ออนาคตโดยคำนึงถึงตลาดและโอกาสทั่วโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น (2) ความสะดวกและราคาที่ถูกลงในการสื่อสารระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอินเตอร์เนตได้แพร่หลายมากขึ้น (3) แนวโน้มที่นำไปสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นส่งผลให้ความสำคัญในด้านพรมแดนทางการเมืองลดน้อยถอยลง แนวโน้มดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากแนวโน้มใน 2 ข้อ ที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ที่มีพลังมากก็เห็นจะเป็นนโยบายทางการที่มุ่งไปที่การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน (4) นัยสำคัญของประเด็นและปัญหาที่ขยายวงกว้างออกไปนอกเขตพรมแดนของประเทศมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลให้มีการขับเคลื่อนเพื่อต่อกรกับปัญหาดังกล่าวผ่านการดำเนินการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบต่างๆ และ (5) แนวโน้มที่มุ่งไปสู่แบบอย่างที่เป็นหนึ่งเดียว (Uniformity) กล่าวคือ การที่รัฐแต่ละรัฐปรับกฎหมายของตนให้สอดรับกับสนธิสัญญา/ความตกลงระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นในด้านขนบธรรมเนียมมาตรฐาน กฎกติกาและการปฏิบัติ ที่นิยามและบังคับใช้โดยคำนึงถึงภูมิภาคหรือทั้งโลกมากกว่าที่จะเป็นเพียงแค่ภายในขอบเขตแห่งรัฐ


Written By:  admin
Date Posted:  11/9/2551
Number of Views:  10728

Return