Search
Main Menu
 รายละเอียด
ธนินท์ เจียรวนนท์ อ่านเกมการค้าโลก-ผ่ากลยุทธ์ประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศไทยมีน้ำมันบนดินที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด แต่น้ำมันในบ่อธรรมชาติมีวันหมด โดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกบอกว่าอีก 100 ปีหมดแน่

แต่ประเทศไทยมี 130 ล้านไร่มีที่เพาะปลูก ที่ทำนา 62 ล้านไร่ มีที่ชลประทานสูงสุดไม่เกิน 25 ล้านไร่ ถ้าเราเอา 25 ล้านไร่มาลงทุนเต็มที่ จัดรูปที่ดิน ปรับรูปที่ดิน ชลประทานให้ครบ เหมือนเราเลี้ยงไก่ ทำให้ทันสมัย สร้างโรงเรือน แต่ต้องลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญไปดูไต้หวัน ไปดูประเทศทำนาแบบเรา เขาลงทุนอย่างไร ลงทุนสูง ผลผลิตสูง คิดแล้วคุ้ม 

ผมก็คิดไม่ถึง เมืองไทย เช่น เรื่องกุ้ง เราเป็นที่ 1 ของโลก เราเป็นผู้นำตั้งแต่พันธุ์ไปถึงการเลี้ยง ทำเกี๊ยวกุ้ง กุ้งทอด ไม่มีประเทศไหนทำได้ ต้องยกย่องว่าเราเป็นเบอร์ 1 ของโลก ข้าวเราก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก ยางพาราก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก รัฐบาลต้องวางแผนให้ดี คนเก่งๆ ชอบอยู่เมืองไทย ถ้าเราเอาคนเก่งมาแสนคน ให้เป็นคนไทยไปเลย เราเป็นที่ 1 ได้ ไฮเทคเป็นที่ 1 ได้ เพราะไฮเทคไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือสมอง คือคน

เพราะคนมาอยู่เมืองไทย 2-3 ปี ติดใจเมืองไทย ผมไปอีสานมีลูกเขยต่างประเทศเยอะเลย หมู่บ้านเต็มด้วยลูกเขยต่างประเทศ ผมว่าประเทศไทยคนต่างประเทศชอบมาอยู่ ถ้าเรามีเงื่อนไขเหมาะสมกับเขา ถูกสเป็กเขา

อย่าง "ภูเก็ต" ถ้าเราจัดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คนเก่งๆ ให้เสียภาษีถูกสัก 10% ของรายได้ เผลอๆ สำนักงานใหญ่ย้ายมาอยู่ภูเก็ตเลย ทำงานที่ภูเก็ตคอนโทรลได้ทั่วโลก สมัยนี้จะประชุมอะไรเห็นภาพกัน คุยกัน ไม่พอใจค่อยบินไป หรือเขาบินมา จะเชิญแขกมาเที่ยวภูเก็ต คนก็อยากมาประชุมที่นี่

ถ้าเราหาคนเก่งของโลกมาสักแสนคน หาบริษัทเยี่ยมๆ ของโลก บริษัทที่เราต้องการไม่ใช่ให้ 8 ปีด้วย ให้เป็นคนไทยไปเลย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ เหมือนอเมริกาวันนี้เขายังเที่ยวล่าคนเก่งๆ ของโลกให้มาเป็นคนอเมริกัน

ผมไปเยอรมันทุกปี แชร์แมนของ KFW บอกว่า เยอรมันเสียหายมาก สร้างคนเก่งลงทุนเป็นสิบล้านบาทส่งให้ไปเรียนต่อ แต่อเมริกามาชุบมือเปิบเลย ถ้าเก่งให้เป็นคนอเมริกันเลย นี่คือสงครามด้วยมนุษย์

สินค้าบนดินของเราที่ยอดเยี่ยมมากคือ ยาง ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย

เดี๋ยวนี้สินค้าเกษตรไม่ใช่อาหารของคนแล้ว เป็นอาหารเครื่องจักรด้วย วันนี้เครื่องจักรมาแย่งกินกับคนแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องดีที่สุดของประเทศไทย ในประวัติศาสตร์น้ำมันขึ้นราคา ไม่เคยฉุดเอาสินค้าเกษตรแพงขึ้น หลายท่านกลัวสินค้าเกษตรแพง เพราะคนในเมืองเดือนร้อน แพงแล้วการเมืองเดือดร้อน

ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวยได้ยังไง แน่นอนเขามีอุตสาหกรรมบวก แต่เขาต้องเอาข้าว เอาสินค้าเกษตรแพงก่อน เพราะผลิต 100% จากประเทศเขา อย่างอื่นต้องซื้อมาและผลิตขายออกไป แต่สินค้าเกษตรเวลาเราไปคุยกับญี่ปุ่น เรื่องเกษตรอย่ามาคุยกับผม เรื่องข้าวอย่ามาคุย เขาต้องการชาวญี่ปุ่นกินข้าว 100 บาท 200 บาท เราไปขายถูกอย่าไปคุยกับเขา เพราะอะไร เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ

เหมือนน้ำมันของตะวันออกกลาง ลองน้ำมันถูก ผมรับรองว่าตะวันออกกลางจนกว่าคนไทยอีก ที่เขาร่ำรวยได้เพราะน้ำมันเขาแพง แต่น้ำมันของเราให้กับมนุษย์ มนุษย์สำคัญกว่าเครื่องจักรอีก มนุษย์ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด แต่อาหารเลี้ยงมนุษย์ จนที่สุด ซึ่งผิดแล้ว

ลองศึกษาไปทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น รวยแล้วยังไม่ยอมให้สินค้าเกษตรตกต่ำ ยังทำทุกวิถีทางให้ขึ้น อย่างผมไปส่งกุ้ง ไปขายถูก เขาไม่ได้ดีใจ เขาจัดการเลย  มาทำให้คนเลี้ยงกุ้งของเขาขาดทุน

เมื่อสินค้าเกษตรราคาสูงขึ้นแล้วทำอย่างไร เพราะคนในเมืองเดือนร้อน ก็ต้องขึ้นเงินเดือน ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกัน ผมไม่ถือว่าเป็นเงินเฟ้อ แต่ปรับให้สังคมเป็นธรรม ผมจำได้แม่นเลยปี 1960 ผมไปไต้หวัน เงินเดือน 800 เขาเงินเดือน 100 แต่ข้าวกิโลฯละ 10 บาท ของเราข้าวกิโลฯละ 3 บาท มีไหมในประเทศไทยเรา มีใครเคยคิดถึงไหมว่ารายได้ขั้นต่ำของเกษตรกรควรเท่าไร ผมโตมาถึงป่านนี้ยังไม่เคยได้ยิน

รายได้ขั้นต่ำของเกษตรกรควรเท่าไร มีแต่รายได้ขั้นต่ำของกรรมกร ก็ถูกต้องแต่คนส่วนใหญ่ของชาติเราลืมสนิท สินค้าแพงหน่อยกระทรวงพาณิชย์ก็กดราคา ทำไมไม่ขึ้นเงินเดือนละครับ สองสูง เราไม่ได้เป็นประเทศสังคมนิยม แต่เดินน้องๆ เหมือนสังคมนิยม

แต่ประเทศสังคมนิยมกลับไม่ใช่วิธีนี้ เพราะรู้แล้วว่าสุดท้ายหมดตัว สุดท้ายเขาใช้วิธีไหน เงินเดือนก็ไม่ต้องขึ้น สินค้าก็ไม่ต้องขึ้น สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่มีภาษี เครื่องจักรเก่าแล้วก็ไม่มีเงินซื้อ จบเลยครับ เติ้ง เสี่ยว ผิง ถึงต้องมาปฏิวัติใหม่ วันนี้อย่าไปพูดกับจีนว่าคอนโทรลราคา ไม่มี

เหมือนกับหมูเที่ยวนี้ขึ้นราคาเท่าตัว นักวิชาการตื่นเต้นมาก คนในเมืองเดือดร้อน นายกฯลงไปศึกษาเอง บอกเงินเดือนต่ำกว่าเท่าไรให้ขึ้นเดือนละ 15 หยวน รวมทั้งที่รีไทร์ไปแล้ว นักวิชาการตกใจ เอาน้ำมันพรมลงไปในไฟ ไม่ยิ่งไปกันใหญ่ หมูก็ยิ่งขาดตลาด แถมเงินให้คนไปซื้อหมู

แต่ไม่จริงครับ ยิ่งคนจนเงิน 15 หยวนมีค่ามาก เรื่องอะไรจะไปกินหมู ไปกินอย่างอื่น เผลอบางทีก็เก็บเอาไว้ดีกว่า เหมือนญี่ปุ่น ทำไมญี่ปุ่นเอาเงินไปฝากธนาคารไม่มีดอกเบี้ย ยังยินดี เพราะสินค้าเขาแพงมาก เกินกว่าค่าของแบงก์ เหมือนผมไปญี่ปุ่นไม่อยากซื้อ ถามแล้วราคาอย่างนี้เสียดายเงิน เซฟเงินดีกว่า ไม่ซื้อเหมือนกันครับ อย่าไปเข้าใจผิดว่าเราให้เขา 15 หยวนแล้ว เขาต้องไปกินหมูทั้ง 15 หยวน ไม่ใช่ แต่ถ้าเอา 15 หยวนไปซับซิไดซ์รับรองเขากินหมู เพราะหมูถูก

เวลาที่สินค้าเกษตรราคาสูง อะไรเกิดขึ้น เกษตรกรมีเงินไปจับจ่าย ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม ทุกอย่างเกิด แม่ค้าหาบเร่ พ่อค้า ทุกอย่างเกิด นั่นคือตรงๆ เลยครับ ดีกว่าเอาเงินไป ช่วงนี้ผมยังสนับสนุน ทุ่มเงินเข้าไปก่อนให้เศรษฐกิจมันเดิน เพราะเราเป็นหนี้เขามานานแล้ว เรากดราคาให้เขาจนมานานแล้ว พักหนี้ก็ไม่เห็นเสียหาย อย่าไปบอกว่าเสียนิสัย เพราะเขาจน แล้วเอาเงินอัดเข้าไปอีก

แต่ที่ดีที่สุดในระยะยาวต้องซื้อสินค้าเขาแพง เขาจะได้กระตือรือร้นไปเพิ่มผลผลิต ธนาคารก็กล้ากู้เงินให้ นักธุรกิจก็กล้าสนับสนุน จะเหมือนไก่ 90% แล้ว เปลี่ยนหน้าที่กัน เกษตรกรไม่ต้องรับความเสี่ยง แต่ถ้าแบบนี้พอกำไร รัฐบาลจะไปคุมราคา ตอนขาดทุนไม่ช่วย ใครจะกล้าเข้าไป คนฉลาดไม่เอาหรอก ธุรกิจแบบนี้มีแต่ความเสี่ยง

ข้าราชการเงินเดือนต่ำไป ต้องสูง ข้าราชการก็มีเงินจับจ่าย เศรษฐกิจเกิด เอกชนต้องตาม ความจริงเขาทำล่วงหน้าอยู่แล้ว ของผมถามคนรถ ดีกว่า เอาของจริงเลย คนรถผมเงินเดือนเท่าไร 3 หมื่นบาท เขาเข้ามา 900 บาท อยู่กับผม 30 กว่าปี เพิ่มขึ้นมากี่เท่า เกือบ 30 เท่า ทองคำ 37 เท่า ไล่เลี่ยกันนะ

ผมจะเอาตัวเลขมาแลก ลองมาศึกษาด้วยกัน ผมว่าเรามีพื้นที่ปลูกข้าว 25 ล้านไร่ มาทำเรื่องชลประทาน จัดรูปที่ดิน ปรับรูปที่ดิน หาพันธุ์ที่ดี เอาเทคโนโลยีมาใส่ ผลผลิตสูงขึ้น ผมว่าไม่ถึง 1,000 กิโลฯหรอก คิด 800 กิโลฯแล้วกัน เราปลูก 3 คอร์ปก็จะได้ผลผลิตรวม 60 ล้านตัน

เมื่อเป็นข้าวเปลือกผมคิด 15 บาท ผมกล้าพูดได้เลยถ้า 15 บาท มูลค่าที่เราเอา 25 ล้านไร่ เราจะได้เงิน 9 แสนล้านบาท

ยางพาราเราเอา 30 ล้านไร่ เพราะ 25 ล้านเราไปทำนาแล้ว เรามี 67 ล้านไร่ เอา 25 ไปทำนา 3 คอร์ป จำนวนจะได้เท่ากับหรือไม่น้อยกว่าที่เอา 60 ล้านไร่ไปทำนา เพราะอันนี้ 400 กิโลฯก็มี หรือแล้งเสียหายหมด เอา 30 ล้านไร่ไปปลูกยาง เอา 12 ล้านไร่ไปปลูกปาล์มที่ลุ่มเพราะชอบน้ำ

ยางพาราผมกล้าพูดเลย  ถ้าไปจัดการ 3 ประเทศมาฮั้วกัน ยางจีนกำลังใช้ อินเดียกำลังใช้ ยุโรปตะวันออกกำลังใช้ 150 บาท วันนี้เรา 80 กว่าบาท ถ้า 150 ใน 30 ล้านไร่ เราจะได้เงิน 1.2 ล้านล้านบาท นี่ยังไม่ได้เอาพันธุ์พิเศษนะ เรายังค้นคว้าได้อีก

และก็ปาล์มไม่ได้สูงมาก ตัวเลขผมยังไม่กล้ายืนยัน เพียงแต่ยืนยันว่า 5.50 บาท จะได้ 19,8000 ล้านบาท เฉพาะ 67 ล้านไร่ รวมแล้ว ถ้าเราวางแผนให้ดีเราจะได้ 2.367 ล้านล้านบาท ลองช่วยกัน ผมอยากพูดสภาพัฒน์ว่าลองศึกษา ลองเจาะลึก อาจจะผมผิดบ้าง แต่เรื่องราคาที่ผมคาดคะเนไว้ไม่ผิด เกษตรกรไทยจะลืมตาอ้าปาก เงินเดือนข้าราชการก็สูงได้แล้วนั่นคือทองคำ คือน้ำมัน

ทำไมเราไม่รู้จักทำให้น้ำมันเราแพง เงินเดือนไม่ขึ้นราคา ขึ้นน้อยแล้วมากดสินค้าเกษตรให้ต่ำ นั่นคือสองต่ำ สุดท้ายก็หัวใจวาย

ท่านลองศึกษาในต่างประเทศเขาทำกับเกษตรยังไง เขารวยแล้วยังปกป้องสินค้าเกษตร เหมือนโอเปกต้องพยายามให้น้ำมันขึ้น ทุกประเทศต้องซับซิไดซ์ไม่ให้สินค้าเกษตรต่ำ เอานมมาย้อมสีไม่ให้นมต่ำ ผมเลยฝากให้ท่านหัวกะทิที่อยู่ที่นี่ช่วยกันวางแผนให้ชาวไทยเรารวยบ้าง

ข้าวมีเพียงไม่กี่ประเทศ เวียดนามวันนี้ไม่กล้าส่งออกแล้ว จีนจะไม่มีข้าวส่งออก อินเดียบางทีเหลือบางทีมี ทำไมเราไม่จับมือสามประเทศนี้ขึ้นราคาข้าว ให้เวียดนามขายของ ซี.พี.มีค้าทั่วโลก อาหารสัตว์ 20 กว่าล้านตัน ข้าวเราส่งออกนอกเพียง 7-8 ล้านตัน เราทำไม่เป็น ถ้าทำเป็นให้เวียดนามขายก่อนไม่ได้หรือ เราขายทีหลังแพงกว่า ที่เหลือในสต๊อกฟรีเงินยังได้มากกว่าอีก ยังดีมีสต๊อกฟรีอีก เอาไปขายประเทศที่มีอนาคต ขายผ่อนส่งก็ได้ หรือมาขายไปเลี้ยงสัตว์ออกนอก ส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งเสริมแปรสภาพ เอาข้าวแปรสภาพเป็นข้าวเจ้า ก๋วยเตี๋ยวตีตลาดทั่วโลก

ในโลกนี้ไม่มีใครหรอกไม่ขายแพง ถ้าเราให้เขาขายแพงเขาดีใจมาก เราทำตัวเป็นพี่เบิ้มหน่อย น่าสนใจมากถ้าเราวางแผนให้ดี ที่ผมพูดไม่ใช่ฝัน มีโอกาสเป็นจริง ถ้าสินค้าเกษตรราคาสูงขึ้นความเสี่ยงน้อยลง ผมว่าแบงก์ก็กล้ากู้เงินให้ นักธุรกิจก็กล้าลงทุน ส่งเสริม พัฒนา เหมือนกับที่ผมทำเรื่องกุ้ง ไก่ สุกร สู้กับทั่วโลกได้ คนไทยเลี้ยงสัตว์เก่งมาก นี่เป็นเรื่องจริง เราไม่ได้แพ้จีนเลย จีนเราสอนเขา เขาได้ 80 อีก 20 คิดเอง คนไทยสอน 100 เขาเอา 100 เหนือกว่าคนจีน เราได้ 100 เขาได้ 80 เราสู้กันไป 


 5 มอเตอร์ฉุดเศรษฐกิจโลก

ธนินท์ เจียรวนนท์ มองว่า ยุคสมัยนี้ผิดกับทุกยุค ยุคก่อนมีไม่กี่ร้อยล้านคนที่รวยขึ้น แต่ยุคนี้หลายพันล้านคน อย่างน้อยก็ 2 พันกว่าล้านคนกำลังมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น จีน 1,300 ล้านคน จะไปถึง 1,600 ล้านคน อินเดียวันนี้ก็ตั้ง 1,300 ล้านคนแล้วยังจะเพิ่มอีก ยุโรปตะวันออกก็มีหลายร้อยล้านคน รวมทั้งหมดเศรษฐกิจยุโรปตะวันออกดีขึ้น ก็ฉุดให้ยุโรปตะวันตกยิ่งดีขึ้น ถ้ารวมกันผมว่าพลังไม่น้อยกว่าอเมริกา

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเค้กก้อนเดียว มีแต่อเมริกาเป็นมอเตอร์ที่ฉุดเศรษฐกิจโลก แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว มอเตอร์ที่จะฉุดเศรษฐกิจมียุโรปตะวันออก ตะวันตก รวมกันเหนือกว่าอเมริกา เพราะครบทุกอย่างไม่แพ้อเมริกา คนเก่งไม่แพ้กัน ประชากรมากกว่าอเมริกา พื้นฐานเศรษฐกิจตะวันตกแข็งแรงมากก็ไปฉุดเอาตะวันออกแข็งแรงขึ้นด้วย นี่คือเค้กก้อนที่ 2 ที่ใหญ่ไม่แพ้อเมริกา

ตัวที่ 3 คือ จีน จีนมี 1,300 ล้านคน ซื้ออะไรโลกสะเทือนหมด ถ้าจีนออกมาซื้ออะไร จะไม่พอ อย่างจีนเพิ่งมาใช้รถยนต์ น้ำมันราคาขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว นี่เพิ่งเริ่มใช้รถยนต์นะครับ อินเดียก็เพิ่งเริ่ม ถ้าจีนบวกอินเดีย สองประเทศนี้เกือบจะ 3 พันล้านคน  ฉะนั้นเครื่องจักรฉุดเศรษฐกิจตัวที่ 2 คือ จีน บวกไต้หวัน บวกฮ่องกง

ถ้าอินเดีย อาเซียน ญี่ปุ่น รวมแล้วผมคิดว่าเป็นเครื่องฉุดเศรษฐกิจตัวที่ 4 อย่างอินโดนีเซียถ้าการเมืองสงบ ผมก็คิดว่ามีทรัพยากรเต็มที่ ก๊าซในบ่อมีอีกมหาศาล ในผืนดินมหาศาล

ตัวที่ 5 คือบราซิล ซึ่งทั่วโลกเริ่มไปลงทุนมหาศาล เพราะต่อไปประเทศที่มีบ่อน้ำมันจะสู้ประเทศที่มีน้ำมันบนดินไม่ได้เพราะใช้ไม่รู้จักจบ ใช้แล้วเกิดใหม่

"สมัยก่อนเราพูดว่า อเมริกาจาม ทั่วโลกเป็นไข้หวัดใหญ่ วันนี้ไม่ใช่แล้วครับ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจากนี้ไปเมืองไทยจะค้ากับจีนยังไง อินเดียยังไง อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ยังไง ลาว เขมร เวียดนาม รวมทั้งรัสเซีย ยุโรปตะวันออก เป็นโอกาสของเราทั้งนั้น"

(นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. ได้ไปบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ "ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย" เมื่อ 6 มีนาคม 2551 ที่สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเห็นว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจ จึงได้ตัดทอนบางส่วนมาเรียบเรียงนำเสนอต่อผู้อ่าน)

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 มี.ค. 2551


Written By:  admin
Date Posted:  17/3/2551
Number of Views:  5577

Return