Search
Main Menu
 รายละเอียด
ผลการสัมมนาเรื่อง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ก้าวใหม่ที่ท้าทาย หรือ ความฝันที่ไกลเกินจริง” วันพุธที่ 20 มิถุนายน 2550

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ก้าวใหม่ที่ท้าทาย หรือ ความฝันที่ไกลเกินจริงเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ณ โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทรัล พลาซา กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กล่าวเปิดการสัมมนาและบรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าว

 

          สรุปผลการสัมมนา ดังนี้

          1.  อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวรายงานการสัมมนา

วัตถุประสงค์ของการสัมมนา 

-  เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงาน

ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ และสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ ที่มีอยู่และที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถปรับตัวให้ทันกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงทีโดยเฉพาะในปัจจุบันที่อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ภายในปี 2558  

ผู้เข้าร่วมสัมมนา

-  ผู้เข้าร่วมสัมมนา  ประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และ

ประชาชนที่สนใจทั่วไป รวมทั้งสิ้นประมาณ 700 คน

รูปแบบการสัมมนา

-  การสัมมนาออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าเป็นการอภิปรายในเรื่อง ประชาคม

เศรษฐกิจอาเซียน: ก้าวใหม่ที่ท้าทาย หรือ ความฝันที่ไกลเกินจริง และช่วงบ่ายเป็นการเสวนากลุ่มย่อย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการเปิดตลาดสินค้า  กลุ่มการเปิดตลาดการค้าบริการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน และกลุ่มการเปิดเสรีการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ 

 

 

          2.  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเปิดการสัมมนาและบรรยายพิเศษในหัวข้อ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ก้าวใหม่ที่ท้าทาย หรือ ความฝันที่ไกลเกินจริง โดยเน้นประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ

              2.1  นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทย

              2.2  อนาคตของอาเซียนและการปรับตัวของไทย

 

 

 

นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทย

 

          -  คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยมีการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ/การค้าหรือไม่ อาจยังมีความ  ลังเลที่จะตอบคำถามนี้ ที่ผ่านมามีการใช้นโยบาย import substitution และมาเป็น export promotion ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจ/การค้าอย่างหนึ่ง เพื่อผลักดันการค้า ลดนำเข้าและเพิ่มการส่งออก ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า เรามีนโยบายที่ชัดแจ้งหรือไม่มากกว่า และเป็นที่ยอมรับของทุกคนหรือไม่ 

-  หากไม่มีการกำหนดนโยบายก็จะดำเนินการกันไปอย่างไร้ทิศทาง หรือเป็นไปแบบตามมีตามเกิด หรือที่เรียกว่า Evolutionary Approach

-  หลังจากที่ไทยเข้าเป็นสมาชิก GATTS เมื่อปี 2525 หลังจากนั้นก็เริ่มที่จะมีนโยบายเศรษฐกิจ/การค้า แต่ก็เป็นนโยบายที่ไปกับโลกทั้งสิ้น

-  ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้วยกัน ก็เริ่มมี AFTA ซึ่งเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา หลังจากที่เกิดอาเซียนจัดตั้งมาแล้วประมาณ 25 ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตามวิวัฒนาการ

- นโยบายสำคัญที่ผ่านมาโดยรัฐบาลยุคที่แล้ว คือ WTO best, ASEAN first และ FTA quick ในส่วนของรัฐบาลชุดนี้ เห็นว่า ในกรอบ multilateral จะต้องทำให้ Doha round จบให้ได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น  สำหรับอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายใน แต่เรื่อง FTA คงจะไม่เร่ง เพราะเป็นรัฐบาลระยะสั้น และไม่ควรไปผูกพันรัฐบาลชุดหน้าไว้ก่อน  

          -  การเปิดเสรีการค้าโลกเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากจะเป็นกฎกติกาสำหรับประเทศต่างๆ และจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศเล็ก  ดังนั้น องค์การการค้าโลกจึงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้

          -  ทุกวันนี้ เครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจที่ทำงานอยู่ คือ เครื่องยนต์การส่งออก ต้องพยายามให้เครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ทำงานด้วย ทั้งด้านการบริโภคของภาคประชาชน และการใช้จ่ายของภาครัฐบาล ทั้งนี้ คาดว่า ในไตรมาสที่สาม คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป น่าจะเริ่มดีขึ้น และถ้าหากการเมืองนิ่ง ก็จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

          -  ด้วยรูปแบบการค้าและการลงทุนของไทยที่ผ่านมา ทำให้ไทยมีความจำเป็นต้องกำหนดนโยบายการค้าที่ผ่อนปรนหรือเปิดเสรีเพื่อทำการค้ากับประเทศต่างๆ  นอกจากนี้ การที่จีนมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในอย่างมากจะเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนจากภายนอกมากขึ้น จึงมี ความจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งปรับตัว

          - อินเดียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ การขยายตัวของ EU ประกอบกับการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่ไทยจะต้องเผชิญ

          - ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยกำหนดนโยบายการค้าที่เหมาะสม ได้แก่  

1)  Trading nations คือ การเป็นประเทศที่ค้าขายซึ่งรวมทั้งการผลิตด้วยไม่ใช่ซื้อ

มาขายไปอย่างเดียว และจำเป็นต้องออกไปลงทุนข้างนอกเพื่อแข่งขันในด้านต้นทุนด้วย

                    2)  การเป็นผู้ค้าบริการ ไทยต้องรุกในสาขาด้านบริการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

                    3)  การตอบสนองเชิงยุทธศาสตร์

                        3.1)  ต้องขยายอาณาเขตออกไป นั่นคือการทำการค้าขายกับอาเซียน ซึ่งอาจรวมถึงจีนตอนใต้ 

                        3.2)  ต้อง upgrade คือ ส่งเสริมเรื่อง R&D, technology, human resource ซึ่งเป็นเรื่อง education reform

                        3.3)  ต้อง engage เข้าไปใน WTO ไทยจำเป็นต้อง proactive และมีความ    ยืนหยัด มีความมั่นคงในท่าที และมีท่าทีที่สม่ำเสมอ

                        3.4)  สร้าง safeguard mechanism ถ้าจะมีนโยบายที่เปิดเสรี ก็จำเป็นต้องมี safeguard mechanism ด้วย และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

                        3.5)  การพัฒนาภาคเอกชน  ต้องส่งเสริม SMEs การสร้าง new importer/ exporter รวมถึงการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ และต้องเปลี่ยนทัศนะการมองโลกให้ต่างออกไปจากเดิม 

 

อนาคตของอาเซียน

 

          -  อาเซียนปีนี้จะครบรอบการดำเนินงาน 40 ปี ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอายุของสตรีตะวันตก ก็จัดว่าอยู่ในวัยที่กำลังมีประสบการณ์และมีความกล้าหาญชาญชัย  อย่างไรก็ดี อาเซียนยังมีลักษณะการดำเนินงานแบบกล้าๆ กลัวๆ เป็นฝ่ายรับมากกว่าจะเป็นคนนำ

          -  การดำเนินงานให้ได้ตามพันธกรณียังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาเซียน และไทย ซึ่งในส่วนของไทยยังต้องดำเนินการตามพันธกรณีหลายๆ อย่าง เช่น การเปิดตลาดปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

          -  อาเซียนมีความจำเป็นต้องรวมตัวกัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายนอก อาทิ บทบาทของ จีน อินเดีย และรัสเซีย การขยายตัวของ EU สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อาเซียนต้องเร่งปรับตัว ต้องขยายอาณาเขตออกไปให้ได้ economy of scale

          -  อาเซียนพยายามเร่งรัดการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ทั้ง AFTA, AFAS และ AIA ซึ่งในปี 2008 จะต้องอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นได้เกิน 51% และอีก 3 ปี เป็น 70%   สิ่งสำคัญ คือ จะต้องเร่งเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น  

          -  การจะไปสู่การเป็น community of one หรือ single community ที่ integrate ทุกอย่าง  เข้ามา จะต้องดำเนินการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีการค้า การขจัด NTBs การส่งเสริมเรื่อง facilitation และ harmonization และต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนภายในภูมิภาคด้วย กล่าวคือ  ทำอย่างไรให้คนอาเซียนเข้ามาลงทุนในภูมิภาคให้มากขึ้น

          -  อาเซียนยังให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการรวมกลุ่ม 12 สาขาสำคัญก่อน เพื่อเป็นการนำร่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ 

          - จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กล่าวมาทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมตัวและเตรียมตั้งแต่บัดนี้  และต้องมีความเชื่อมั่นด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานการดำเนินงานให้เป็นหนึ่งเดียวกันและไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะสามารถผลักดันให้เกิดความสำเร็จขึ้นมาได้

          - ในภาคการผลิตจะต้องใช้ประโยชน์จากค่าเงิน เช่น อาจ relocate เพื่อไปทำธุรกิจภายนอกบ้าง ภาคบริการทางการเงิน ธนาคารจะต้องมีการ merge ให้ใหญ่ขึ้น มีความแข็งแรง การประกันภัยอยู่ระหว่างทำให้เป็นองค์กรอิสระ เป็นต้น

          - ท้ายที่สุดต้องพยายามทำอาเซียนให้เป็นความจริง และต้องเป็นความจริงให้ได้โดยเร็ว และจะเป็นจริงได้ก็อยู่ที่เราที่จะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

 

          3.  การอภิปรายเรื่อง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ก้าวใหม่ที่ท้าทาย หรือ ความฝันที่ไกลเกินจริง โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ได้แก่

              3.1  นายการุณ กิตติสถาพร  ปลัดกระทรวงพาณิชย์

              3.2  ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

              3.3  ดร. สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

              3.4  นายมนัสวี ศรีโสดาพล  รองอธิบดีกรมอาเซียน

 

นายการุณ กิตติสถาพร  ปลัดกระทรวงพาณิชย์

                            

- การสัมมนาวันนี้ ควรใช้หัวข้อเรื่องว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากกว่า เนื่องจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความจริงที่จะต้องเกิดขึ้น

ความเป็นมาของอาเซียน

- อาเซียนจัดตั้งขึ้นเมื่อสิงหาคม 2510 มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นในด้านการเมืองและสังคมเป็นหลัก ต่อมาจึงมีวัตถุประสงค์ในด้านเศรษฐกิจเข้ามาด้วย ก่อนหน้า AFTA การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนมีเพียงประมาณ 7-8% ของการส่งออกของประเทศไทย แต่ปัจจุบันมีมากว่า 20%

- การดำเนินงานของอาเซียนจนถึงปัจจุบันครบรอบ 40 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วง และต้องมีการแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

วิวัฒนาการด้านเศรษฐกิจ

- วิวัฒนาการด้านเศรษฐกิจการค้าของอาเซียนเริ่มจากกรอบการดำเนินงาน ASEAN Preferential trading arrangement (ASEAN PTA) ซึ่งเป็นระบบที่ให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเริ่มแรกมี 5 ประเทศ ต่อมาเพิ่มเป็น 6 ประเทศ โดยการลดภาษีให้แก่กัน เพื่อให้มี margin of preference  อย่างไรก็ดี ไม่มีเป้าหมายว่าจะลดภาษีลงไปเหลือ 0  เพราะฉะนั้น จึงไม่มีประโยชน์เท่าใด  นอกจากนี้ สินค้าที่นำมาลดภาษีส่วนใหญ่ภายใต้กรอบดังกล่าวไม่ได้มีการค้าขายกันจริงจึงทำให้กรอบการดำเนินงานนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

-  ในสมัยที่ท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันให้เกิด Free Trade Area ขึ้นเป็นครั้งแรกในอาเซียน หรือ AFTA ซึ่งทำให้การค้าระหว่างอาเซียนขยายตัวมากขึ้น และเกิด complimentarity หรือเศรษฐกิจที่หนุนซึ่งกันและกันมากขึ้น

-  จุดมุ่งหมายสำคัญของ AFTA มี 3 ข้อ คือ

1)  ขยายการค้าระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น

2) ขยายการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก 

3) นำร่องการเปิดเสรีการค้าระหว่างกันก่อนที่จะเปิดเสรีในกรอบใหญ่ คือ GATTS

-  อย่างไรก็ดี การดำเนินงานที่ผ่านมายังประสบปัญหา เนื่องจากอาเซียนขาดวินัย  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงธุรกิจ หรือ business like มากขึ้น และสร้างสถานะทางกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานต่อไป

          -  ในด้านการค้าถือว่า การดำเนินงานประสบผลสำเร็จพอสมควร ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการค้าภายใน (intra-ASEAN trade) ที่เพิ่มขึ้น จากประมาณ 84,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2535 เป็นกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 169%  อย่างไรก็ดี ในเรื่องการลงทุนยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

 

          การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน

          วัตถุประสงค์หลักของ ASEAN Economic Community (AEC) 

          1)  การสร้างตลาดและฐานการผลิตเดียว ให้มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ กฎระเบียบการค้าทั้งหมดจะต้อง harmonize กัน ทั้งในด้านมาตรฐาน คุณภาพ ราคา อัตราภาษีต่างๆ รวมถึงกฎระเบียบในการซื้อขาย และจะต้องขจัดภาษีและ NTBs ต่างๆ รวมถึงมีมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า และที่สำคัญจะต้องมีการเคลื่อนย้ายบริการ และการลงทุนที่เสรีด้วย

          2)  การสร้าง highly competitive economic region คือ จะทำให้อาเซียนเข้าไปแข่งขันในเวทีโลกได้ เช่น การจัดระบบการแข่งขันทางการค้าให้เป็นธรรมทั้งอาเซียน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

          3)  การทำให้เศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งมีอยู่ 10 ประเทศ มีความเจริญทัดเทียมกัน

          4)  สร้างอาเซียนให้เข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกหรือเวทีภูมิภาคมากขึ้น

 

          ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายการเป็น AEC

1)  การยึดมั่นในพันธกรณีของแต่ละประเทศ ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัดและจริงจังไม่มีการเบี้ยวหรือชะลอการดำเนินงานจากที่ได้ตกลงกันไว้

2)  การสร้างสังคมกฎระเบียบให้เกิดขึ้นในอาเซียน (Rule base society) ยึดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ เป็นกลไกการดำเนินงาน โดยการสร้างกลไกการระงับข้อพิพาท (dispute settlement) ที่เข้มแข็ง แทนที่จะใช้วิธีการแบบ ASEAN Way แบบที่ผ่านๆ มา ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้อาเซียนขาดความน่าเชื่อถือในประชาคมโลก

3)  การคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมระดับภูมิภาค  เพื่อให้การรวมกลุ่มของอาเซียนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นที่แต่ละประเทศจะต้องยอมสละผลประโยชน์บางส่วนของตน เพื่อประโยชน์ในกรอบใหญ่ร่วมกัน เช่น ถ้าไทยเจรจาแล้ว ผลประโยชน์ของเราไปขัดขวางอีก 9 ประเทศ เราก็ต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ของเรา เพื่อให้กรอบใหญ่สามารถดำเนินการต่อไปได้

4)  การเข้ามามีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ภาคประชาชน นักวิชาการ ฯลฯ จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างจิตสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ จำเป็นต้องใช้เวลาและการปลูกฝังเพื่อให้เกิดค่านิยมที่ดีร่วมกัน อันจะส่งผลให้การรวมกลุ่มเป็นไปยั่งยืนและมั่นคง

          5) การประสานนโยบาย ต้องมีกลไกในการประสานนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคร่วมกัน นโยบายการเงิน การคลัง ทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการปรับประสานการดำเนินงานร่วมกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบกับทุกสาขาของเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ไปด้วยกัน

           

ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

 

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอาเซียนส่วนใหญ่เกิดจากแรงผลักดันจากภายนอก (externally driven) มากกว่าที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายใน (internally driven)

 

พัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียน

-  สาเหตุที่อาเซียนจัดตั้งขึ้นน่าจะเกิดจาก internally driven เป็นสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค แต่การดำเนินงานภายหลังจากนั้นส่วนใหญ่เกิดจาก externally driven เป็นสำคัญ

-  ปี 1976 จัดกาประชุม Summit ครั้งแรกที่บาหลี ซึ่งก็เกิดขึ้นหลังจากสงครามเวียดนาม

-  ในช่วงปี 1980-1989 ก็เป็น externally driven เช่นกัน กล่าวคือ เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันที่รุนแรงมาก จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำได้แค่ขยาย PTA และในปี 1987 การลอบสังหารนักการเมืองระดับสูง (นายอาควิโน)           นำไปสู่ความไม่สงบในฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ต้องรีบยุติการประชุม ASEAN Summit

-  ในเวลาเดียวกันในช่วงตอนปลาย 1980s  สถานการณ์ทางเศรษฐกิจอาเซียนดีขึ้นมาก และการเกิด Plaza Accord ในปี 1985 ทำให้ FDI ใน ASEAN เพิ่มสูขึ้นและช่วยเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 

-  ในช่วง 1990-2000 เกิด AFTA ขึ้นมา เนื่องจากการเจรจา GATTS รอบอุรุกวัยมีแนวโน้มยุติ และการเมืองสนับสนุน โดยทั้งผู้นำไทย (คุณอานันท์ฯ) และอินโดนีเซีย (ซูฮาร์โต) สนับสนุนและผลักดันเต็มที่ รวมทั้งมีการเตรียมการที่ดี เพราะมีการศึกษาไว้ล่วงหน้า

-  ในปี 1997 ได้กำหนด ASEAN vision 2020 ที่เซบู ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ASEAN Community  อย่างไรก็ดี ภายหลังจากนั้นเหตุการณ์ภายในไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 1997 และ 1998

-  หลังจากนั้น เหตุการณ์ภายในมีความยุ่งยากและไม่มีเหตุการณ์ภายนอกช่วยขับเคลื่อน ASEAN vision 2020 หรือ ASEAN Community จึงไม่มีความคืบหน้า ประกอบกับปัญหาของพม่า ทำให้เป็นอุปสรรค และในขณะเดียวกันกลุ่มเอเชียตะวันออกเริ่มมีบทบาทในการทำกิจกรรมต่างๆ  กับอาเซียนมากขึ้น

-  ช่วงสำคัญ คือ ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเศรษฐกิจของอาเซียนมีความผูกพันกับภายนอกอาเซียนมากขึ้น เพราะการแข่งขันกันทำ FTA และเหตุการณ์เมื่อกันยายน 2001 ทำให้การก่อการร้ายสากลเป็นปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญมาก และกระทบกับเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในขณะเดียวกัน พอจีนเริ่มเข้ามามีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับอาเซียน ญี่ปุ่นจึงเริ่มเข้ามามีความสัมพันธ์ร่วมกับอาเซียนมากขึ้นด้วย

-  เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2001 เริ่มการเจรจารอบโดฮา และคาดหมายกันว่า น่าจะมีการเปิดเสรีนอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรม ไปสู่สินค้าเกษตรและภาคบริการมากขึ้น  อาเซียนจึงเริ่มทำความตกลงภายในให้ครบถ้วนทุกด้าน

          -  ในปี 2004-2005 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอาเซียนมาก อาทิ มาเลเซียได้นายกรัฐมนตรีใหม่ Badawi แทน Mahathir ที่อยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรก หลังจากความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลา 6ปี ได้ Yudhoyono เป็นประธานาธิบดี  สิงคโปร์ได้นายกรัฐมนตรีใหม่ Lee Hsien Lung และนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นรัฐบาลครั้งที่สอง เป็นต้น

          อนาคตของ AEC

          -  การค้าและการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การค้าบริการ (AFAS) ยังไปไม่ถึงไหน และการลงทุนมีความก้าวหน้าในบางอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์

          -  ระดับการพัฒนาที่แตกต่างระหว่างสมาชิกเดิมและใหม่ ทำให้การเปิดเสรีเต็มที่ระหว่างกันชะลอออกไป

     -  ต้องอาศัยการเมืองที่เข้มแข็งและมีฝ่ายเทคนิคสนับสนุน การเกิด AFTA มีจังหวะของ

การเมืองเหมาะสม มีผู้นำที่เข้มแข็งสนับสนุน ประกอบกับมีการเตรียมการล่วงหน้าที่ดี แต่กรณี AEC การเมืองในภูมิภาคยังไม่มีเสถียรภาพและขาดผู้มีบทบาทนำใน ASEAN แม้จะมีฝ่ายเทคนิคที่พร้อมแล้วก็ตาม (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration)

          แนวทางในอนาคต

          -  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบเต็มรูปแบบคงเกิดขึ้นยาก เพราะขาดการเมืองสนับสนุน อีกทั้งยังมีความแตกต่างระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่มาก

          -  รูปแบบการรวมกลุ่มที่เป็นไปได้ คือ เร่ง DSM และ AFAS (+AIA)

          -  ระบบการผลิต/การค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับแรงสนับสนุนจากจีนและญี่ปุ่นจะทำให้เกิดความร่วมมือในกรอบ EAEC เพิ่มขึ้น 

ดร. สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

            การรวมตัวของเอเชีย  เอเชียเป็นศูนย์กลางของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

          - อาเซียนเป็นส่วนหนี่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้รับทั้งผลทางบวกและทางลบ

          - การรวมตลาดอาเซียนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยการปรับตัวให้พร้อมทั้งรับและรุก

          - การรวมตลาดทำได้ในบางอุตสาหกรรม

          - นักธุรกิจในประเทศไทยต้องปรับปรุง ความรู้ ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

 

การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

          ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการมีนักธุรกิจที่เข้มแข็งเป็นสำคัญ สำหรับปัจจัยสนับสนุนอื่น ได้แก่ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบการคมนาคม ระบบสื่อสาร สาธารณูปโภค และการศึกษา รวมทั้งการมีนโยบายสนับสนุนที่เข้มแข็ง

 

      นักธุรกิจที่มีความสามารถ

          - ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมของตัวเอง ต้องทราบบริบทของตนเอง

          - ความเข้าใจการการบริหารธุรกิจข้ามพรมแดน

          - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จาก internet

          - การปรับรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจ

 

            การวางกลยุทธ์ของอุตสาหกรรม

          - 12 อุตสาหกรรมมีความสำคัญด้านกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียน และต่อประเทศไทย เช่น เกษตรอุตสาหกรรม ยานยนตร์ สิ่งทอ การท่องเที่ยว เป็นต้น

          - พิจารณาการสถานะภาพทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของสินค้านั้นในตลาดโลก ในเอเชีย ในอาเซียน ที่จะมีต่อตลาดของไทย

          - กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ที่ยอมรับกันได้ คือมีได้ มีเสีย  ต้องพิจารณาอุตสาหกรรมที่ต้องการผลักดันออกไปว่าจะไปทิศทางไหน บริบทภายในตลาดโลก และผลกระทบกับไทย

          - ทำแผนปฏิบัติการ (Implementation Plan)

          - กำหนดเป้าหมายในระยะเวลาต่างๆ (Road Map) โดยทิศทางในอนาคตที่สำคัญ คือ การลงทุน และต้องมีรูปแบบการบริหาร/จัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

 

          ปัญหาการดำเนินการ

          เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชีย-เอเชียยังไม่มีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอันตรายต่ออนาคต นอกจากนี้ อาเซียนก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะสร้างเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้น กิจกรรมสำคัญอันดับแรกของความร่วมมือในภูมิภาคนี้คือการทำระบบอัตราแลกเปลี่ยนของเอเชีย

            ปัญหาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน

          การค้า  ยังไม่มีการประสานนโยบายอุตสาหกรรม ทำให้มีการแข่งขันกันเอง นอกจากนี้ การเจรจาการค้าระหว่างอาเซียนติดรูปแบบของ WTO มากเกินไป ต้องพัฒนาวิธีการซึ่งเหมาะสมกับปัญหา

          การลงทุน  นักธุรกิจในอาเซียนยังไม่ค่อยพร้อมที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากปัญหา ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economic nationalism) และการไม่ต้อนรับเพื่อนบ้าน แต่กลับยินดีต้อนรับ นักลงทุนจากมหาอำนาจต่าง ๆ

 

            แนวทางแก้ไข

          การสนับสนุนการทำธุรกิจในอาเซียน

          -  สร้างบรรยากาศให้เกิดความตื่นตัวในการไปทำธุรกิจในอาเซียน

          -  ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งด้านสังคม การเมือง และธุรกิจของประเทศอาเซียนมากขึ้น

          -  สนับสนุนข้อมูลเฉพาะเรื่องสำหรับผู้ที่จะไปทำธุรกิจในประเทศอื่น เช่น ข้อมูลการตลาด

ของสินค้า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เป็นต้น 

          -  สนับสนุนการทำธุรกิจร่วมกัน เช่น ช่วยตรวจสอบคู่ค้า หรือ บริษัทเป้าหมาย เป็นต้น

          -  ช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น ให้เงินอุดหนุนช่วยลดภาระในการลงทุนในการเริ่มธุรกิจ เป็นต้น

 

            การสร้างนักธุรกิจอาเซียน

          1)  ช่วยนักธุรกิจซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว

-  ช่วยขยายกิจกรรมที่ทำได้สำเร็จแล้ว

-  แก้ไขปัญหาให้ธุรกิจที่มีปัญหา เช่น จ้างมืออาชีพมาช่วย เป็นต้น

-  ถ้าจำเป็นต้องปิดกิจการ หาวิธีซึ่งช่วยลดการขาดทุน

          2)  ปั้นนักธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

-  คัดและสร้างนักธุรกิจมืออาชีพ

-  สนับสนุนการฝึกอบรม

-  หาพี่เลี้ยงมาช่วย

 

 

นายมนัสวี ศรีโสดาพล  รองอธิบดีกรมอาเซียน

 

          ประชาคมอาเซียน

          -  ผู้นำอาเซียนประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างอาเซียนให้เป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี 2015 และหวังให้เห็นผลอย่างจริงจัง

-  ในปี 2551 ประเทศไทยจะเป็นประธานของอาเซียน โดยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม    สุดยอดอาเซียนประมาณปลายปี 2551 และต้นปี 2551 ที่จะถึงไทยก็จะส่งผู้แทนเข้าไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ดังนั้น เลขาธิการอาเซียนท่านใหม่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งประชาคมอาเซียน  นอกจากนี้ การมีเลขาธิการอาเซียนที่เข้มแข็งจะทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในอาเซียนด้วย

 

-  ประชาคมอาเซียนจะไปได้ถึงขั้นสหภาพยุโรปหรือไม่ ในชั้นนี้ คิดว่า เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากหลายสาเหตุ อาทิ ความแตกต่างทางระบบการเมือง ความแตกต่างทางระดับเศรษฐกิจ และความประสงค์ของแต่ละประเทศที่จะผลักดันผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้ว่าอาเซียนจะไปได้ไกลมากน้อยเพียงใด

 

-  ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก

            1) เสาแรก คือ เสาของความมั่นคง คือ การพยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้มีการจัดประชุมรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรกของอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ที่พยายามให้ฝ่ายทหารมาหารือพูดคุยกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงภายในและลดปัญหาความขัดแย้ง

            2)  เสาที่สอง คือ เสาทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความเกื้อกูลกันและมีการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการให้ความช่วยเหลือกันกรณี  ที่มีปัญหา เช่น เรื่องไข้หวัดนก SARS หรือ สึนามิ เป็นต้น

            3)  เสาที่สาม คือ เสาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนและจับต้องได้มากที่สุดเมื่อ เปรียบเทียบทั้งสามเสา โดยในด้านเศรษฐกิจได้มีการดำเนินงานในเรื่อง AFTA มีการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ มีการส่งเสริมด้านการลงทุนร่วมกัน และพยายามให้มีการใช้ทรัพยากรในภูมิภาคร่วมกัน  นอกจากนี้ ในภาคของการขนส่งก็พยายามเชื่อมโยงตลาดต่างๆ ในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศให้เป็นตลาดเดียวกัน โดยการเชื่อมโยงด้านการคมนาคม เช่น การจัดทำ ASEAN Highway Network เพื่อให้มีถนนหรือทางหลวงที่เชื่อมโยงระหว่างกัน  ในด้านพลังงานก็มีความร่วมมือระหว่างกันเพื่อรับประกันว่าพลังงานในภูมิภาคจะมีใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ เช่น โครงการ ASEAN Power Grid ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน เป็นต้น

 

                 อย่างไรก็ดี ถึงแม้เสาเศรษฐกิจจะดูว่ามีความชัดเจนและทิศทางมากที่สุด แต่ก็มีความเปราะบางมากเช่นกัน เนื่องจากเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละประเทศ และยังได้รับแรงกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ และการเติบโตของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะจีนและอินเดียด้วย จึงต้องพยายามสร้างเสาในด้านเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้พังทลายลงได้โดยง่าย

 

 

            กฎบัตรอาเซียน

  - อาเซียนจัดตั้งมา 40 ปี ในฐานะสมาคมที่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน  ขณะนี้ อาเซียนอยู่ระหว่างการจัดทำกฎบัตรอาเซียนเพื่อสร้างสถานะนิติบุคคลให้กับอาเซียน โดยมีการจัดตั้ง       

คณะผู้ทรงคุณวุฒิจากแต่ละประเทศ อาทิ อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ รองนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย อดีตรองนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ในส่วนของไทย คือ ม... เกษมสโมสร เกษมศรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อมาระดมสมองในเรื่องดังกล่าว และได้จัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อผู้นำพิจารณาไปเมื่อเดือนมกราคม 2550 ที่ผ่านมา โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับสูงขึ้นมาเพื่อยกร่างกฎบัตรนี้ตามแนวทางข้อเสนอแนะของคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ จะมีการเสนอร่างแรกของกฎบัตรอาเซียนให้รัฐมนตรีต่างประเทศพิจารณา และภายในเดือนพฤศจิกายน 2550 จะนำเสนอให้ผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศพิจารณาต่อไป

 

            เป้าหมายของไทยในเรื่องการยกร่างกฎบัตรอาเซียน

            1)  การสร้างวินัย ให้อาเซียนเล่นตามกฎกติกามากขึ้น (more rule base) ซึ่งหมายถึงความตกลงต่างๆ ที่อาเซียนตกลงกันแล้วจะต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จะต้องมีการติดตามและตรวจสอบ ซึ่งในชั้นนี้เห็นว่า เลขาธิการอาเซียนควรมีบทบาทสำคัญในเรื่องดังกล่าว  ทั้งนี้ หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามความตกลงจะต้องมี Dispute Settlement Mechanism ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในเสาของความมั่นคงและเสาเศรษฐกิจมีแล้ว ยังขาดเพียงเสาทางด้านสังคม  

            2)  การให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน (People Centric Organization) ให้อาเซียนมีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของอาเซียนให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ  ในระยะต่อไปจะต้องสร้างมิติของรัฐต่อประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากภาคประชาสังคมจะมีความสำคัญมากขึ้นในบริบทของอาเซียน เนื่องจากแต่ละประเทศเห็นประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้นก็เป็นของประชาชน ฉะนั้นถ้าประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกิจกรรมของอาเซียน มีความเข้าใจมากขึ้นในด้านวัฒนธรรม ความคิด ความรู้สึกของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ประชาชนก็จะเริ่มเห็นประโยชน์ของภูมิภาคด้วย ซึ่งจะสะท้อนไปยังรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ได้อีกทางหนึ่ง 

            3)  การกำหนดโครงสร้างที่สามารถรองรับประชาคมอาเซียนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการประสานงานในแต่ละเสา และให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งให้ทั้งสามเสาหลักสามารถรายงานตรงต่อผู้นำได้  นอกจากนี้ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการตัดสินใจด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาอาเซียนใช้ระบบการตัดสินใจแบบฉันทามติ ซึ่งอาจต้องพิจารณารูปแบบ/วิธีอื่นๆ นอกเหนือจากฉันทามติด้วย แต่ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสำหรับประเทศต่างๆ

 

 

 

          4. การเสวนากลุ่มย่อย 3 กลุ่ม  

 

4.1  การเปิดตลาดสินค้า

       ผู้นำการเสวนา : 

              -  นายภาษิต พุ่มชูศรี นักวิชาการพาณิชย์ 9 ชช  กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

       ผู้ร่วมเสวนา :

              -  นายอรินทร์ จิรา  รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

              -  ดร. ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา  รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้า

                  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    

          ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียนในระยะแรก

1)      ความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าอาเซียน หรือ ASEAN PTA (Preferential

Trading Arrangements : PTA)

2)      โครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Project: AIP) ปี พ.ศ. 2523

3)      โครงการแบ่งผลิตทางอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Complementation: AIC) ปี พ.ศ. 2524

4)      โครงการร่วมลงทุนด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Joint Ventures: AIJV) ปี พ.ศ. 2526

5)      โครงการแบ่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Brand-to-Brand Complementation: BBC) ปี   พ.ศ. 2532

 

การดำเนินงานเขตการค้าเสรีอาเซียน

-  อาฟตาเป็นกรอบการดำเนินงานที่เน้นในเรื่องของการค้าสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการค้าภายในภูมิภาคอย่างเสรีปราศจากอุปสรรคทั้งในด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี โดยได้ดำเนินการลดภาษีภายใต้อาฟตาเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2536

-  ในการนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศมีเป้าหมายการลดภาษีสินค้าในบัญชีลด

ภาษีเป็น 0 ภายในปีค.ศ. 2010  ในขณะที่ ประเทศสมาชิกใหม่ (CLMV) มีเป้าหมายการลดภาษีสินค้าเป็น 0 ภายในปีค.ศ. 2015

 

สถานะล่าสุดของการลดภาษีอาฟตา

ปัจจุบันการดำเนินงานอาฟตาเข้าใกล้เป้าหมาย “zero tariff”  สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกเดิม

6 ประเทศ ซึ่งมีอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันอยู่ที่ร้อยละ 0-5 มาตั้งแต่ปี 2546 นั้น  ในปี 2550 นี้  ได้ปรับลดภาษีระหว่างกันลงอีก  โดยมีเป้าหมายให้ร้อยละ 80 ของสินค้าภายใต้อาฟตามีอัตราภาษีเป็น “0%”  สำหรับประเทศไทย  อยู่ระหว่างการดำเนินการออกประกาศลดภาษีสินค้าราว 6,600 รายการ จากสินค้าทั้งสิ้น 8,300 รายการ ให้มีอัตราภาษีเหลือร้อยละ 0  และคาดว่าจะสามารถยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าภายใต้อาฟตาทั้งหมดตามกำหนดในปี 2553

          สำหรับประเทศอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ  เนื่องจากได้ทยอยเข้าอาฟตาไม่พร้อมกัน  จึงทำให้กำหนดการลดภาษีศุลกากรแตกต่างกันออกไป  โดยเวียดนามลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ในปี 2549  ลาวและพม่าภายในปี 2551 และกัมพูชาภายในปี 2553  และทั้ง 4 ประเทศจะต้องยกเลิกภาษีศุลกากรให้แล้วเสร็จภายในปี 2558

 

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน

-  อาเซียนได้ตั้งเป้าที่จะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งแต่เดิมได้กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2020 ปัจจุบันได้ถูกเร่งเป็นปีค.ศ. 2015 แล้ว  โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันและมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น

-  ในเบื้องต้น อาเซียนได้เห็นชอบที่จะเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจใน 12 สาขาสำคัญ  เพื่อนำร่องสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจัดทำแผนงาน (Roadmap) ในแต่ละสาขาและมอบหมายประเทศประสานงานหลัก โดยไทยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในสาขาการ   ท่องเที่ยวและการบิน

 

          แผนงานสำคัญในด้านการค้าสินค้า

          1)  การเร่งลดภาษีสินค้าใน 9 สาขาในปี 2550 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ

2)      ยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs) : อาเซียนมีเป้าหมายสุดท้ายที่จะยกเลิก NTBs

3 ระยะ โดยแบ่งเป็น

 

ประเทศ

3 ระยะ

  บรูไนฯ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์

2008 / 2009 / 2010

  ฟิลิปปินส์

2010 / 2011 / 2012

  กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม(CLMV)

2013 / 2014 / 2015/2018

 

3)  ปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน

                  -  พิจารณาจัดทำกฎการได้แหล่งกำเนิดสินค้าแบบเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rule: PSR) ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากกฎ Regional Value Content (RVC) 40% โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้

 

                    3.1)  สินค้าที่ยังไม่เคยมี PSR ทั้งในกรอบ ASEAN FTA และกรอบ AFTA ให้ใช้     กฎ RVC 40 หรือ CTH”

                    3.2)  สินค้าที่มี PSR แล้วทั้งในกรอบ ASEAN FTA และกรอบ AFTA ให้ใช้ กฎ PSR ที่ยืดหยุ่นมากกว่า

                    3.3)  สินค้าที่มี PSR ในกรอบ ASEAN FTA แต่ยังไม่มีใน AFTA ให้ คณะทำงาน ROO เป็นผู้พิจารณาจัดทำกฎที่เหมาะสมขึ้น

4)  การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร

              -  พัฒนาระบบ ASEAN Single Window

              -  พัฒนาระบบพิกัดอัตราภาษีศุลกากรอาเซียน หรือ AHTN เพื่อให้พิกัดอัตราศุลกากรภายในมีความสอดคล้องกัน

              -  ปรับปรุงระบบเอกสารที่เกี่ยวกับพิธีการศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

5)  พัฒนามาตรฐานและความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์

              - พัฒนาการยอมรับมาตรฐานซึ่งกันและกัน (MRA) ในด้านคุณภาพสินค้าการตรวจสอบ การออกใบรับรอง

              - ปรับปรุงกฎเกณฑ์ / กฎระเบียบ / ข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์สาขาต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น

            6)  การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบวิชาชีพ  แรงงานมีฝีมือ และ   ผู้มีความสามารถพิเศษ

              - การปรับประสานพิธีการตรวจลงตรา 

              - การจัดทำ ASEAN Business Card   

              - การเร่งพัฒนา มาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาประกอบวิชาชีพของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบวิชาชีพ แรงงานมีฝีมือ และผู้มีความสามารถพิเศษภายในอาเซียน

 

ข้อเสนอจากการเสวนาที่สำคัญ

-  การจัดตั้ง ASEAN Single Inspection Service โดยให้แต่ละประเทศมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นมาร่วมในกระบวนการพิจารณาตรวจปล่อยสินค้าด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้าและลดต้นทุน/เวลาในการดำเนินการนอกเหนือจากการจัดตั้ง National Single Window หรือ ASEAN Single Window ซึ่งจำเป็นต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร ต่อไป

-  การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทางถนนและรถไฟ (Road/Rail link) สำหรับประเทศที่อยู่บนภาคพื้นดิน และการเชื่อมโยงทางน้ำ (Light feeder) สำหรับประเทศที่อยู่ในมหาสมุทร

-  การยกเลิก NTBs เห็นว่าในการจัด grouping NTBs ไว้ในแต่ละกลุ่มนั้น ควรพิจารณาจากศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกอบด้วย นอกเหนือจากการพิจารณาจากมูลค่าการค้าเท่านั้น

-  การ Harmonize กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน เพื่อเป็นมาตรฐานในการเจรจากับประเทศคู่เจรจาอื่นๆ

-  การ Harmonize มาตรฐาน ควรมีการจัดทำมาตรฐานร่วมในทุกสินค้าไม่ใช่เฉพาะบางรายการสินค้า เช่น ในการจัดทำมาตรฐานสินค้าอาหาร ก็ควรรวมการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรเข้าไว้ด้วย

-  การสร้าง common stand ของอาเซียนต่อประเด็น Global Warming ซึ่งจะมีผลกระทบสำคัญต่อโลกและเศรษฐกิจโดยรวม

 

4.2  การเปิดตลาดการค้าบริการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน

         ผู้นำการเสวนา :

            -  นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร  ผู้อำนวยการสำนักเจรจาการค้าพหุภาคี

                กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

       ผู้ร่วมเสวนา :

            -  นายดิเรก เจริญผล  ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านโทรคมนาคมสำนักงานคณะกรรมการ

               กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

            -  นายฉัตรชัย มงคลวิเศษไกวัล  ประธานคณะอนุกรรมการด้านการค้าบริการ

               สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

แผนงานสำคัญ

อาเซียนก่อตั้งในปี 1967 และได้ประกาศกำหนดอย่างชัดเจนให้ปี 2015 เป็นปีเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโดยจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (single market and single production base) โดยจะให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานมีฝีมือ การลงทุน และเงินทุน อย่างเสรี (สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุน มีเป้าหมาย คือ เสรียิ่งขึ้น) ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศอาเซียนร่วมกันหารือแนวทางการรวมกลุ่มและกำหนดเป้าหมายระดับการเปิดเสรี โดยสรุป ดังนี้

(1)   บริการที่เป็นสาขาเร่งรัด (Priority Services Sectors) ที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน

ได้แก่ สาขา E-ASEAN (บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) บริการสาขาการท่องเที่ยว และสาขาสุขภาพ มีเป้าหมายภายในปี 2010 ส่วนสาขา Logistics มีเป้าหมายในปี 2013

(2)   ส่วนสาขาบริการอื่นๆ ได้แก่ บริการวิชาชีพ ก่อสร้าง จัดจำหน่าย การศึกษา

สิ่งแวดล้อม ขนส่ง และอื่นๆ มีเป้าหมายภายในปี 2015 โดยมีรายละเอียดการเปิดตลาด คือ

 

-  การให้บริการข้ามพรมแดน (mode 1) ต้องยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมด

-  การให้คนในประเทศเดินทางไปบริโภคบริการในต่างประเทศ (mode 2) ต้องยกเลิก

   ข้อจำกัดทั้งหมด

-  การให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจ (mode 3) ต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียน

   เข้ามาจัดตั้งธุรกิจโดยถือหุ้นได้ถึง 70% โดยเปิดตลาดอย่างเป็นขั้นตอน (โดยอาจมี 

   ความยืดหยุ่นได้บ้าง) ดังนี้   

    - -  บริการที่เป็นสาขาเร่งรัด: 49% ปี 2006, 51% ปี 2008, 70% ปี 2010

    - -  บริการสาขาอื่นๆ: 49% ปี 2008, 51% ปี 2010, 70% ปี 2015

       -  การเปิดให้บุคคลธรรมดาเดินทางเข้ามาให้บริการ (mode 4) ยังไม่มีการหารือ

          กำหนดระดับการเปิดตลาดที่ชัดเจน แต่มีการจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัติ

ของบริการวิชาชีพต่างๆ (Mutual Recognition Arrangement: MRA) เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ให้บริการวิชาชีพของอาเซียนในการเข้ามาทำงานและพำนัก แต่ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเข้าเมืองและการทำงานต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบภายในประเทศด้วย โดยขณะนี้ อาเซียนลงนาม MRA แล้ว 2 ฉบับ คือ วิชาชีพวิศวกรรม และพยาบาล สำหรับบริการวิชาชีพที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำ MRA ได้แก่ สถาปนิก การสำรวจ บัญชี แพทย์ และทันตแพทย์

 

แนวทางการปรับตัวและเตรียมความพร้อมของภาคเอกชน

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าจะมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะปัจจัยอีกประการหนึ่งคือกระแสโลกาภิวัตน์ ดังนั้น นักธุรกิจและนักการตลาดไทยไม่ควรตระหนกกับการเปิดเสรีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอาเซียนมากเกินไป ควรมองอาเซียนเป็นโอกาสและตลาดที่ใหญ่ขึ้นของนักธุรกิจไทย ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพราะอาเซียนเป็นแหล่งเชื่อมโยงไปในตลาดอื่นๆ ภายในประเทศสมาชิกอาเซียน

 

แนวทางการปรับตัวและเตรียมความพร้อมของการเปิดเสรี และกระแสโลกาภิวัตน์ของภาคเอกชน สรุปได้ ดังนี้

1.      Value Delivery Network

2.      Core competencies - ให้บริการในสิ่งที่คู่แข่งเราเลียนแบบเรายาก

3.      ทัศนคติ - เปลี่ยนทัศนคติด้านการตลาด คือ อย่ามองแต่ตลาดภายในประเทศเท่านั้น ต้องคิดประชาคมอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 500 ล้านคน และควรติดตามข่าวสารด้วย

4.      การปลูกฝังวัฒนธรรม - ยอมรับการเปลี่ยนแปลง องค์กรควรมีวัฒนธรรมการคิดต่อระบบเปิดไม่ปิดตัวเองเพราะปัจจุบันสังคมที่มี dynamic สูง ควรมอง AEC หรือ FTA เป็นโอกาสมากกว่า

5.      ความเป็นสากล - ปรับความเป็นสากล เช่น การสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการให้มีมาตรฐานสูงเทียบเท่าระดับสากลและต้องมีความชัดเจน

6.      คุณภาพบุคลากร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

7.      เทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยเสริมและผ่อนแรงผู้ให้บริการ

8.      เครือข่าย (Business Network)สร้างความเชื่อมโยงของธุรกิจ

9.      Outsourceการ outsource กับผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่า จะทำให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ดังนั้นการเปิดตลาดบริการเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นทางเลือกในการ outsource มากขึ้น

10.  Merge หรือ Synergy ถ้าสู้ผู้ประกอบการอาเซียนอื่นไม่ได้ให้รวมตัวกันทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น   แม้จะมีการ merge มากขึ้น แต่คนไทยควรพยายามรักษาตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจ  

 

ประเด็นที่ภาครัฐควรผลักดันในการเจรจาเปิดเสรีภาคบริการของอาเซียน

1)  กำหนดยุทธศาสตร์ภาคบริการของไทยให้ชัดเจน

2)  ส่งเสริมและร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน

3)  ช่วยเหลือภาคเอกชนไทยที่ต้องการบุกตลาดนอกประเทศ เช่น สร้าง infrastructure ใน

ระบบการเงินเพื่อให้เอกชนสามารถมีความสะดวกต่อการโอนเงินกลับประเทศ

4)  ศึกษาข้อมูลเชิงลึกในด้านการตลาดของแต่ละประเทศ และให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ ขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทยด้วย

 

การเตรียมความพร้อมและปรับตัวภายในประเทศ

          1)  ควรมีการปรับปรุงระเบียบและกฎหมายให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เช่น กฎระเบียบด้านการประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แพ่งพาณิชย์ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่

2)  พัฒนา infrastructure ของไทยให้ทันสมัยโปร่งใส สร้างกฎเกณฑ์กติกาที่ถูกต้องตาม

กฎหมาย มาตรฐานสากลเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนมากขึ้นเช่น ระบบการบัญชี การเงิน      โลจิสติกส์  

          3)  เพิ่มศักยภาพคนไทยและทรัพยากรบุคคลไทยให้ดียิ่งขึ้น เช่น ในวงการซอฟท์แวร์ programmer/animation คนไทยมีฝีมือ มีศักยภาพสูง

4)      ปรับปรุงด้านการศึกษา (corporate culture) พัฒนาผู้ประกอบการไทยให้แข้งแข็ง

โดยเฉพาะระดับ SMEs

แนวทางการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีภาคบริการ

          1)  ไทยควรมองอาเซียนเป็นเวทีในการรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศอื่นๆ ในการเจรจาบางเวทีไทยเจรจาเดี่ยวๆ อาจไม่สามารถต่อรองกับประเทศอื่นๆ ได้ พยายามผลักดันให้อาเซียนเป็นกำลังสำคัญที่ถ่วงดุลการค้าของโลก

2)      เรื่องสำคัญสุดในการไปสู่อาเซียนในอีก 8 ปี ข้างหน้า คือภาครัฐต้องเป็นแกนหลักในการ

เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้คนไทยทั่วไปรับทราบและนำประประโยชน์อย่างไร เสียประโยชน์อย่างไร และสร้างเครือข่ายและร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

 

4.3  การเปิดเสรีการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

       ผู้นำการเสวนา :

              -  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร  อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

       ผู้ร่วมเสวนา :

              -  ดร. วีรชัย พลาศรัย  อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

               -  ดร. วิรไท สันติประภพ  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

 

            แผนงานสำคัญ/การดำเนินงานสำคัญ  (อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)

-  อาเซียนตั้งเป้าหมายว่าในปี 2015 จะบรรลุการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งใน AEC Blueprint กำหนดแผนงานที่เกี่ยวกับการลงทุนที่จะนำไปสู่การรวมตัวเป็น AEC ไว้ใน 2 เรื่องคือ Free Flow of Investment และ Freer Flow of Capital

-  ในด้านการเปิดเสรีการลงทุน (Free Flow of Investment) อาเซียนได้ทำการศึกษาสถานการณ์การลงทุนในอาเซียนและพบว่า

o      แนวโน้มการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนก่อนและหลังการมีความตกลง AIA (1998)   ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก

o      ประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุน คือ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งดึงดูดเงินลงทุนจากนอกอาเซียนไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจากนอกอาเซียนในแต่ละปี

o      การลงทุนภายในกลุ่มอาเซียนอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมากมีสัดส่วนเพียง 10% จากตัวเลขเงินลงทุนในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด

o      ศักยภาพของจีนและอินเดียในการดึงดูดเงินลงทุนกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจีน ซึ่งได้รับความสนใจในการเข้าไปลงทุนอย่างสูงในระยะเวลาตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา

-  เนื่องจากการมี AIA ไม่ทำให้สถานการณ์การลงทุนในอาเซียนดีขึ้น นักลงทุนไม่เห็นว่าความตกลงนี้มีประโยชน์และไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจึงได้มีมติให้มีการทบทวนความตกลงด้านการลงทุนในอาเซียนให้เป็นความตกลงเต็มรูปแบบ มีขอบเขตที่กว้างขึ้นและมีการเปิดเสรีที่เข้มข้นมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การเพิ่มและรักษาระดับความสามารถในการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภายในภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมาย “free and open investment” ภายในปี 2015

 

 

ความตกลงด้านการลงทุนฉบับใหม่จะครอบคลุมเนื้อหาใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่  

1) การให้ความคุ้มครองการลงทุน (Investment Protection) มุ่งเพิ่มความคุ้มครองให้นักลงทุนเอกชนในหลายๆ ด้าน เช่น สิทธิในการฟ้องร้องรัฐ การชดเชยประโยชน์ ความโปร่งใสในการเวนคืน เพื่อให้ความมั่นใจแก่นักลงทุน

2) การอำนวยความสะดวกและความร่วมมือ (Facilitation and Cooperation) เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งในด้านนโยบายด้านการลงทุนที่โปร่งใส ชัดเจน และสอดคล้องกันไม่ว่าจะลงทุนในประเทศใดในอาเซียน การทำให้ขั้นตอนต่างๆ ง่ายขึ้น การเผยแพร่และจัดทำฐานข้อมูลด้านการลงทุน

3) การส่งเสริมการลงทุน (Promotion and Awareness) เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนหลอมรวมเป็นฐานการลงทุนและโครงข่ายฐานการผลิตเดียว โดยการสร้างโครงการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน กระตุ้นให้เกิดการลงทุนใน CLMV การพัฒนาวิสาหกิจเอกชนทั้งขนาดใหญ่และเล็ก

4) การเปิดเสรีการลงทุน (Liberalisation) อาเซียนตั้งเป้าหมายให้เป็น "free and open investment" ในปี 2015 โดยการเร่งยกเลิกหรือลดอุปสรรคและเงื่อนไขในการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน รวมถึงต้องให้การปฏิบัติกับนักลงทุนต่างชาติอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ (non-discriminatory treatment) ไม่ว่าจะกับคนชาติของตนหรือคนชาติอื่นๆ

การทบทวนปรับปรุงความตกลง จะมีการเจรจาในรายละเอียดในไม่ช้าหลังจากที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนให้ความเห็นชอบในแนวทาง โดยมีแนวโน้มของการทบทวนความตกลง AIA ดังนี้

o      การขยายขอบเขตการเปิดเสรีการลงทุน รวมการลงทุนอื่นที่ไม่ใช่การลงทุนทางตรง (FDI) เช่น portfolio ด้วย

o      มีข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น เช่น ห้ามกำหนดเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ (performance requirements) ห้ามกำหนดสัญชาติของผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริหาร (nationality requirements in appointment of senior management and board of directors)

o      เปิดให้บริษัทที่อาเซียนไม่ได้เป็นเจ้าของแต่มาจัดตั้งธุรกิจในอาเซียน (foreign-owned ASEAN-based companies: MNCs) ได้รับประโยชน์จากความตกลง เป็นต้น

ทั้งนี้ ไทยต้องมาพิจารณาถึงความพร้อมของกฎหมายภายในว่า มีข้อใดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือไม่นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หากมีข้อจำกัดก็ต้องมาพิจารณาทบทวนว่าข้อจำกัดนั้นจำเป็นต้องคงไว้หรือไม่ สามารถลดเลิกได้หรือไม่

 

แนวทางการเปิดเสรีด้านการลงทุนของไทย (อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)

-  การเจรจาด้านการลงทุนในความตกลงระหว่างประเทศประกอบด้วย 3 ส่วนคือ การเปิดเสรีการลงทุน (Pre-Establishment) การคุ้มครองการลงทุน (Post-Establishment) และการส่งเสริมการลงทุน (Promotion)

 

-  การเจรจาการลงทุนใน WTO ครอบคลุมเฉพาะการลงทุนในภาคบริการหรือ Mode 3 ในความตกลง GATS และครอบคลุมมาตรการ Performance Requirements (PRs) บางประเภทในความตกลง TRIMS เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาเรื่องลงทุนใน FTA ส่วนใหญ่แล้ว ขอบเขต (scope) จะรวมการลงทุนทั้งหมด และมีข้อผูกพัน (commitment) ที่ผูกพันกว้างและลึกกว่า กล่าวคือ เป็นแบบ “WTO Plus”

 

-  การเจรจาการลงทุนในอาเซียน มีกรอบที่ใช้ในการเปิดเสรีและคุ้มครองการลงทุนของสมาชิกอาเซียน 2 ฉบับ คือ

1) กรอบความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน (Framework Agreement on the ASEAN Investment Area - AIA) เน้นเรื่องการเปิดเสรี

2) ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของอาเซียน (Agreement for Promotion and Protection of Investments) เน้นเรื่องการคุ้มครองการลงทุน

      ทั้งนี้ การเปิดเสรีของอาเซียนภายใต้กรอบความตกลงเขตการลงทุนอาเซียนอนุญาตให้จำกัดรายการและมาตรการที่ยังไม่พร้อมเปิดได้ โดยแบ่งเป็น รายการยกเว้นทั่วไป (General Exclusion) รายการยกเว้นชั่วคราว (Temporary Exclusion List – TEL) ซึ่งต้องนำมาเปิดเสรีภายให้หมดในปี ค.ศ. 2010และรายการอ่อนไหว (Sensitive List – SL) ซึ่งยังคงสงวนไว้ได้ไม่จำกัดระยะเวลา ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น “negative list แบบอ่อนๆ

-  การเปิดเสรีการลงทุนของไทย

ในกรอบอาเซียน ไทยขอสงวนการเปิดเสรีในกรอบ AIA ไว้ในรายการ SL และ TEL รายการอ่อนไหว (SL) เช่น การผลิตน้ำตาล การผลิตเครื่องไม้แกะสลัก การผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหม การพิมพ์ลายผ้าไหม การผลิตเครื่องดนตรี เครื่องทอง เครื่องเงิน การสีข้าว ฯลฯ รายการยกเว้นชั่วคราว (TEL) เช่น การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำไม้จากป่าปลูก

ในกรอบ FTA ไทยเปิดเสรีการลงทุนโดยใช้ positive list approach มาโดยตลอด

o      ความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) สาขาเหมืองแร่ไทยเปิดให้ถือหุ้นได้ถึง 60% ภายใต้เงื่อนไขว่าคณะกรรมการอย่างน้อย 2 ใน 5 ต้องเป็นคนไทย สำหรับการผลิตที่ไม่ได้อยู่ในบัญชี 1 และ 2 ของ พรบ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เปิดให้ต่างชาติถือหุ้น น้อยกว่าร้อยละ 50

o      ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เปิดให้ในสาขาการผลิตรถยนต์ ภายใต้เงื่อนไขว่าญี่ปุ่นจะต้องถือหุ้นน้อยกว่าร้อยละ 50

o      ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) เปิดให้ในสาขาการผลิต ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า ซอฟท์แวร์ เครื่องจักร การผลิตกระดาษ เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ การผลิตอาหาร เคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ยกเว้นทำจากไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอยกเว้นเกี่ยวกับไหมไทย ชิ้นส่วนรถยนต์ยกเว้นที่เกี่ยวกับความมั่นคง และไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและสัดส่วนคณะกรรมการ แต่ต้องนำเงินมาลงทุนไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท

 

          การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

          ในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเด็นที่สำคัญอย่างหนึ่งที่  นักลงทุนใช้พิจารณาคือ การนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศผู้รับการลงทุนได้ และสามารถนำกำไรที่ได้จากการลงทุนออกไปจากประเทศผู้รับการลงทุนได้ ซึ่งในสภาวะปกติประเทศผู้รับการลงทุนส่วนใหญ่มักจะไม่มีข้อจำกัดในการที่นักลงทุนจะนำกำไรออกไปนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น กรณีประเทศมีปัญหาดุลการชำระเงิน ความตกลงระหว่างประเทศก็มีข้อยกเว้นให้ประเทศผู้รับการลงทุนมีข้อจำกัดนั้นได้ โดยในความตกลง GATS มีข้อบท Restrictions to Safeguard the Balance of Payments, Measures for Prudential Reasons และ Measures to ensure the integrity and stability of the financial system สำหรับกรณีของไทยได้เพิ่มบทบัญญัติเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคและการเงินหรือ “Measures for Macroeconomic and Financial Stability”  ในความตกลง FTA ที่ไทยทำกับนิวซีแลนด์และญี่ปุ่น

 

ทิศทางด้านการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุน  (ดร. วิรไท สันติประภพ)

 การที่ระดับการลงทุนทางตรงในภูมิภาคอาเซียนไม่ขยายตัวเท่าที่ควรในช่วงหลังจากการ  ลงนามกรอบความตกลง AIA อาจมีสาเหตุจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสถานการณ์และแนวโน้มของการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระบบเศรษฐกิจโลกในสถานการณ์ปัจจุบัน จะบ่งชี้ว่า ถึงแม้จีนและอินเดียจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่โดยรวมภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่จะได้รับความสนใจในระดับสูง โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัย   ที่สำคัญๆ ได้แก่

1.      ระดับการพัฒนาของตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในระดับที่สูงกว่าตลาดเงินและตลาดทุนของจีนและอินเดีย ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยง และความหลากหลายของตราสารทางการเงิน

2.      โดยเปรียบเทียบ ภาครัฐของประเทศอาเซียนดำเนินการการแทรกแซงการทำงานของกลไกตลาดน้อยกว่าภาครัฐของจีนและอินเดีย นอกจากนี้ การปฏิบัติตามกติกาการค้าโลกของประเทศอาเซียน ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าจีนและอินเดีย ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์สภาพตลาดและการแทรกแซงของภาครัฐได้ดีกว่า

3.      ความต้องการเงินทุนของภูมิภาคอาเซียนยังอยู่ในระดับสูง อันเนื่องมาจากความต้องการในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ไทย และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่ถือว่ามีเสถียรภาพดีขึ้นในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

4.      การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องของทุกประเทศอาเซียน (ยกเว้นเวียดนาม) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการดูดซับเงินลงทุนที่มากขึ้น

 

เมื่อมองปรากฏการณ์ด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน จะเห็นได้ว่ามีทิศทางที่น่าสนใจที่ควรคำนึงถึงในการดำเนินการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนภายในอาเซียน คือ

-        นักลงทุนที่มีบทบาทสำคัญในด้านเงินทุนคือนักลงทุนจากประเทศนอกอาเซียน เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี

-        รูปแบบการลงทุนอยู่ในรูปการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) มากกว่าการลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น โดยจะเห็นปรากฏการณ์นี้ในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก สายการบิน โทรคมนาคม โรงแรม

-        การขยายตัวของการลงทุนโดยผู้ออมและนักลงทุนรายย่อย อันเนื่องมาจากการผ่อนปรนข้อจำกัดเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในตราสารทางการเงินภายนอกประเทศได้ รวมถึงศักยภาพและฐานะทางการเงินของผู้ลงทุนรายย่อยในเอเชียที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จาก การเกิดขึ้นของธุรกิจ wealth management ในสิงคโปร์

-        ปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศอาเซียนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาครัฐเริ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ในการเก็บรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เช่น การลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง จากเดิมที่จะอยู่ในรูปพันธบัตร หรือตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆ

-        การเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญๆ ของโลกเป็นเครือข่ายเดียวกัน เช่น เครือข่ายการเชื่อมโยงระหว่าง NYSE กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หรือเครือข่ายของ NASDAQ กับตลาดหลักทรัพย์ในประเทศยุโรป โดยมีเป้าหมายให้มีระดับการเชื่อมโยงที่ค่อนข้างลึก นั่นคือลึกกว่าการ cross-list แต่รวมไปถึงการใช้ infrastructure เดียวกัน

-        ฐานะทางการเงินของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากระดับราคาน้ำมันที่สูง จะส่งผลให้ประเทศเหล่านี้เสาะแสวงหาทางเลือกในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในธนาคารอิสลาม ซึ่งอาจเป็นช่องทางหนึ่งในการดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

 

สถานการณ์และแนวโน้มด้านเงินทุนข้างต้น เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการหลอมรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสามารถลดอุปสรรคในการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนภายในภูมิภาคได้ น่าจะทำให้อาเซียนมีศักยภาพที่ดีในการดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาในภูมิภาค 

 

-------------------------------

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

สำนักอาเซียน / สำนักเจรจาการค้าบริการและการลงทุน

มิถุนายน 2550


Written By:  admin
Date Posted:  6/7/2550
Number of Views:  27138

Return