Search
Main Menu
 รายละเอียด
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บรรยายพิเศษและเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการภูมิภาค ครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายเกริกไกร  จีระแพทย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

บรรยายพิเศษและเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการภูมิภาค  ครั้งที่ 3 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 เมื่อวันที่  19  มีนาคม  2550       ห้องออคิดบอลรูม 1-2                

        โรงแรมโซฟิเทล  ราชาออคิด  จังหวัดขอนแก่น

-------------------------------------------

ถอดความ โดย  :  กลุ่มงานประสานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี  วันที่  21  มีนาคม 2550

เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ : www.moc.go.th    ใน ข่าวข้อมูลสำคัญ

 

 ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด  ท่านประธานหอการค้าอุตสาหกรรมจังหวัด   ท่านปลัดกระทรวง  ภาคเอกชน  ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน  ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้การต้อนรับที่อบอุ่นและบอกว่าถ้ามีอะไรที่ติดขัดให้เข้าไปพบท่านได้  อาหารไม่อร่อย  ที่พักไม่สะดวกต่าง ๆ นาๆ  ผมคิดว่าท่านคงไม่ต้องทำเช่นนั้น  เพราะคุณภาพของที่นี่ค่อนข้างจะทันสมัย 

 

ผมไม่ได้มาขอนแก่น 2  ปีแล้ว จริง ๆ แล้วดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากที่เคยมาที่นี่บ่อยมาก  ท่านผู้ซึ่งจะเป็นพลังเศรษฐกิจของประเทศชาติทั้งหลาย  ผมอยากจะมีเรื่องที่เรียนกับท่าน 3-4 เรื่องด้วยกัน  เพื่อให้เข้าใจว่าเรามีภารกิจร่วมกันอย่างไรต่อไป  ทำไมเราต้องทำเรื่องนี้  ทำเรื่องนี้เพื่อจะสร้างภาพหรืออย่างไร ผมขอเรียนว่าคงไม่ใช่  ตลอดชีวิตการทำงานของผมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม  ผมมักมีโอกาสจะทำเรื่องเกี่ยวกับทางนี้เสมอ  ก่อนหน้านี้ผมก็ได้พยายามสร้างสมรรถนะของผู้ประกอบการทั่วประเทศอีก  ผมก็ได้ไปเน้นทำก่อนจะมารับหน้าที่นี้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้นเอง  แล้วก็ความมุ่งมั่นในเรื่องก็ไม่เคยจางไป  ผมอยากจะเรียนเหตุผลว่าทำไม  ซึ่งเป็นเหตุผลทางตัวเลขไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง  เพราะว่านโยบายทางการเงินนั้นต้องมาจากตัวเลข มีเหตุมีผล  ประเทศเราเป็นประเทศที่ค้าขาย  ผมเรียกว่าอาจจะโดยไม่ตั้งใจก็ได้ เพราะว่าเรามีอะไรที่มันไม่เหลืออยู่และคนที่ทำให้เราค้าขายมากคือฝรั่ง ท่านก็เอาทรัพยากรธรรมชาติเราไปเยอะมากในอดีต  คนที่ได้รับประโยชน์คือท่านเหล่านี้  ผมไม่ได้บอกว่าเราไม่ได้ประโยชน์ แต่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเราน่าจะได้  แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ตาม  เราได้ประโยชน์แต่ว่าเราน่าจะได้ประโยชน์มากกว่านี้มาก 

 

ในภาคอีสานนี้ในสมัยก่อนต้องบอกว่าเจริญขึ้นมาได้เพราะ 3 อย่างนี้คือ  ข้าว  มัน  ปอ  แต่เดี๋ยวนี้ปอหายไปแล้ว  เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมหนุ่มกว่านี้เยอะ  ผมมาแทรกแซงตลาดปอ  รับจำนำไว้กิโลละประมาณ 7 บาท  หาแหล่งน้ำที่จะมาเพาะปอไม่ได้  คนเอาปอไปขายก็จะเอาฟักยัดไส้ใส่เข้าไปด้วย  ฟักลูกโต ๆ กิโลละไม่กี่บาท แต่ปอมันกิโลกรัมละ 7 บาท เอาหินใส่เข้าไปด้วย  แต่ปอของเราดูแล้วมันไม่เหมือนปอชาวบ้านเค้า  ปอมาจากฟาร์มประเทศอินเดียนี้ดูแล้วมันสวยงามเหมือนกับผมทองของแหม่ม ฝรั่งเหมือนคนที่ไปคลุกฝุ่นมา  แต่มันก็เจริญขึ้นมาได้  แต่ว่าปอก็อาศัยตลาดยุโรป  เราก็ไปทำความตกลงต่าง ๆ นา ๆ  สำหรับมันสำปะหลังก็มีการเปลี่ยนรูปโฉมไป  เดิมเราส่งไปที่ยุโรปได้ปีละ 5 ล้านตัน  เดี๋ยวนี้แค่ 5 แสนตันยังไม่ได้  เพราะฉะนั้นโลกมันเปลี่ยนแต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศของเรา  ท่านคงทราบว่าการส่งออกเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ  130  หมื่นล้านสหรัฐฯ  ถ้าเราเอา 40 คูณก็เยอะหน่อย  ถ้าเอา 35 คูณก็น้อยหน่อย  คนก็บ่นกันว่าทำไมคูณออกมาแล้วน้อยหน่อย  แต่ไม่เป็นไรเราคิดเป็นเงินเหรียญเป็นหลักแล้วกัน  การนำเข้าก็อีก 126 ได้ดุลการค้ารวมแล้วทั้งสองอย่างมันเป็นการผลักดันเศรษฐกิจค่อนข้างมาก  มากกว่า 100 % ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ  นั่นหมายถึงว่ามีความสำคัญอย่างมากที่ผลักดันเศรษฐกิจต่อไป  เราจะดูดายไม่ได้แต่ถ้าจะมองถึงความเจริญก้าวหน้าของสิ่งเหล่านี้มันก็เขย่งก้าวกระโดดมาเร็วตลอด  ถ้ามองมันก็น่าตกใจ  ไม่น่าตกใจน่าดีใจมากกว่าว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรที่ประมาณ 5,000,0000 ล้านบาท  เมื่อถอยหลังไป 10 ปีมันก็แค่ 1,000,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง  เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่า ในช่วง 10 เท่านั้นเอง เราจะไปคิดถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไปก็แล้วแต่มันก็อยู่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ในตัวมันเองก็เพิ่มจาก 50 กว่าประมาณ 57 ถ้าจำไม่ผิดก่อนที่วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาเป็น 130  เพราะฉะนั้นในด้านสหรัฐเองก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว  มันก็เป็นสิ่งที่เราน่าภาคภูมิใจ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร  หลายอย่างโลกมันเปลี่ยนไปการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคนี้  ภาคเอกชนมีความสามารถและก็มีจมูกที่ไว ไวต่อกำไร ไวต่อเงินตราต่างประเทศ  น่าดีใจมากที่เรามีนโยบายที่ค่อนข้างจะผ่อนปรนในเชิงเปิดสินค้า เปิดตลาดและก็ในช่วงที่ผ่านมาเหมือน 10-20 ปีที่ผ่านมา  เราก็มีบทบาทในเวทีการค้าโลกเพิ่มขึ้น 

 

ผมเชื่อว่าขณะนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักองค์การการค้าโลกหรืออาเซียน  GATT , AMCES , GMS หรือบรรดาเหล่านี้ทั้งหลายที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้  ผมว่าเราเข้าใจ  ผมว่าเราทำการบ้านดี  เราก็มีความคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ  เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตข้าวอันดับหนึ่งของโลก  แต่เราเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการส่งออกข้าว 7.5 ล้านตัน  แต่เราเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับ 4 หรือ 6 ของโลก  เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องของน้ำตาลแต่เราเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 หรือ 3 ของโลกอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันขึ้นอยู่กับปริมาณของอ้อยที่เรามี  เราไม่ได้เป็นผู้ส่งออกที่หนึ่งของมันสำปะหลัง  เราไม่ใช่ผู้ผลิตอันดับที่หนึ่งแต่เราเป็นผู้ส่งออกอันดับที่หนึ่งของยางพารา  ยางธรรมชาติซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่มากกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ผมเป็นห่วงเหมือนกัน  เราเป็นผู้ครองตลาดอันดับหนึ่งในหลาย ๆ ตลาดในยุโรป  ในสหรัฐบางสินค้า  เช่น  กุ้ง  สัปปะรดกระป๋อง  ข้าวโพดหวาน  ในรัสเซียข้าวโพดกระป๋องนั้นเราค่อนข้างจะครองตลาดอยู่มาก  เพราะฉะนั้นความสามารถในเชิงพาณิชย์เราค่อนข้างจะมาก แต่มีจำนวนจำกัดในสินค้าที่เกี่ยวพันกับเกษตรเท่านั้น  เราได้ปรับปรุงสมรรถนะในการผลิตเพิ่มขึ้นมากช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา  แต่ผมคิดว่ามันยังไม่พอ

 

 เมื่อปี 2528 เราบอกว่าเราเริ่มเป็นประเทศอุตสาหกรรม  เพราะว่าเราส่งออกอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรเป็นครั้งแรก  เดี๋ยวนี้เกษตรมีเพียง 11% ของการส่งออกเท่านั้น  ตอนที่ผมทำงานในกระทรวงพาณิชย์ใหม่ ๆ เกษตรมีการส่งออกมากกว่า 50%  เพราะฉะนั้นภาพมันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก  เราพอใจไหมกับสิ่งเหล่านี้  ผมคิดว่าเราคงยังพอใจไม่ได้  เนื่องจากปัญหาหลาย ๆ อย่างที่จำเป็นต้องพูดถึง  ประการที่ 1 ก็คือการแข่งขันมากขึ้นแน่นอน  ตอนที่เราขายข้าว มัน ปออยู่นั้น  จีนไม่ได้เป็นผู้ส่งออกมากมาย  เดี๋ยวนี้จีนส่งออกมากกว่าเรา 10 เท่าดึงเงินระหว่างประเทศเข้ามาในประเทศมากกว่าเรา 10 เท่า  มีเงินกองอยู่ในประเทศจีนเป็นเงินสำรองมากกว่าเรา 12 เท่า  เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามีประเทศขึ้นมาใหม่ ๆ อย่างอินเดีย เวียดนาม  ประเทศอาเซียนเพื่อนบ้านเราก็แข่งกับเรา  เราจะทำอย่างไร  ประการที่ 2  คือความสามารถในการแข่งขันเราไม่ได้งอกเงยขึ้นยังอยู่ที่เดิม 31  32  29  31 ในอันดับทั้งหมด 60 ประเทศโดยประมาณ  ขณะนี้เรากำลังถูกแซงโดยจีนและอินเดีย  ถ้าเรามองถึงการแข่งขันในเชิงวิทยาการ ระดับการศึกษาของเราอยู่ที่อันดับ 48 จาก 50 กว่าประเทศน่าเป็นห่วงมาก  ถ้าพูดเรื่องของความเข้าถึงเทคโนโลยีเอาคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ใน 100 คน เรามีแค่ประมาณ 40-50 เครื่องเท่านั้นเอง  แต่ในญี่ปุ่นมีถึงเกือบ 500 เครื่องต่อพันคน  ก็คือ 2 ต่อ 1  ผมคิดว่าเราต้องมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความกังวลและความท้าทาย  แต่บังเอิญเรามีมือถือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรในประเทศ  สิ่งที่เราไม่ควรจะมีเรามี  สิ่งที่เราไม่ควรมีเรากลับมี  คนไทยเอาเครื่องโทรศัพท์ไว้สำหรับพูดเพื่อแชท  แต่ผมคิดว่าวันหนึ่งคงต้องซวนเซแน่ถ้าหากว่าเรายังไม่หยุดใช้  ชาวต่างชาติใช้เอาไว้สงวนเวลาแต่คนไทยใช้เอาไว้ฆ่าเวลา  ผมคิดว่าถ้ายังคงเป็นอย่างนี้ความสามารถในการแข่งขันของเรามันอาจจะไปไม่ถูกทาง  อะไรที่เราไม่ควรเลียนแบบก็ไม่ควรทำ 

 

ผมพูดถึงเรื่องความท้าทาย สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ท่านควรตระหนักถึงเป็นอย่างยิ่งว่าเราควรจะทำอย่างไรดีในเรื่องค่าของเงิน  เราบอกว่าค่าของเงินแข็งขึ้นเรื่อย ๆ  ถามว่าค่าของเงินแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ดีหรือเปล่า  ดีในทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ไม่มีอะไรดีหมด เสียหมด  ตอนที่ค่าของเงินเรา 25 บาทไปเป็น 40-45 กว่าบาท  เราก็วุ่นวายใจกันมากว่าประเทศจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของ ไปใช้หนี้ต่าง ๆ  แต่พอเงินค่าแข็งขึ้นเราก็ไม่เอาอีก  เพราะเวลาคูณกลับมาเป็นเงินไทยมันน้อยลง  อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำใจละเป็นการหลอกตัวเองทั้งสิ้นที่จริงแล้วมันอยู่ที่ความมีเสถียรภาพ  ถ้าเงินแข็งขึ้นมันก็ทำให้กำลังซื้อเรามากขึ้น แล้วหมายถึงการนำเข้าเราสูงขึ้นหรือไม่  นำเข้าอะไร  แต่ถ้าเป็นเกษตรกรอาจจะคูณเป็นเงินน้อยลง  เพราะเขาไม่ได้นำเงินนี้ไปใช้ในต่างประเทศเลยก็ไม่มีผลในเชิงของความแข็ง  ฉะนั้นความแข็งจึงเป็นโทษกับท่านเหล่านี้  แต่ถ้าค่าเงินเราแข็งฝ่ายเดียวคนอื่นเค้าไม่แข็งด้วย  เราก็แข่งกับเขาไม่ได้  เพราะเราไม่ควรจะแข่งบนพื้นฐานของความอ่อนของเงินตรา  อัตราแลกเปลี่ยนเราไม่ควรแข่งในเรื่องของค่าแรงที่ถูก เพราะมันไม่ถูกตลอดไป  สิ่งที่เราควรจะสนใจอย่างมากก็คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมาก ความรู้สึกในเรื่องของสุขภาพอนามัย  เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้า  แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้อะไรที่มาจาก สินค้าทุกขั้นตอนเค้าจะสอดส่องเข้าดูแลเอ็กซเรย์อะไรที่เป็นพิษเป็นภัยก็จะไม่รับ  เพื่อความระมัดระวังในเรื่องของคุณภาพ  เรื่องของความแตกต่างอย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นมันมีสิ่งที่เราเรียกว่าความท้าทายมากเหลือเกินแต่สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดคือความอ่อนแอของระบบเราเอง  เกษตรกรของเรามีความสามารถเพิ่มขึ้นหรือไม่ในช่วงที่ผ่านมา  เราพยายามทำหลาย ๆ อย่าง  แต่ว่าหลาย ๆ อย่างที่เราทำนั้นไปทำความอ่อนแอเพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร  ในสิ่งที่เราทำแล้วเข้มแข็งขึ้นมา  บางทีเราไม่ทำมันก็ไปเพิ่มความเจ็บปวด มันไม่ได้ออกผลระยะสั้น  ง่าย ๆ ก็คือให้ไปเสียก็เหมือนกับลูกขอมากนัก รำคาญก็ให้ไปเสีย  แต่นั่นก็เป็นการทำลายลูก  ความอ่อนแอในระบบที่เจ้าหน้าที่  ความอ่อนแอของระบบการบริหารและก็ความรอบรู้ในเรื่องระหว่างประเทศ  เพราะฉะนั้นมันจะมีจุดอ่อนมากมายเหลือเกินที่เราคงจะเข้าไปดูแล  ความเข้าใจในกฎเกณฑ์การค้าขาย  ถ้าผมมามองเศรษฐกิจทางภาคอีสานแล้วหลายอย่างที่ผมเห็นด้วยกับท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดภาคอีสานนั้นขึ้นอยู่กับเกษตรกรรม 20%  แต่ระดับชาตินั้นขึ้นอยู่กับเกษตรกรรมเพียง 11-13% เท่านั้น  ใน 20% นี้ก็เป็นข้าวประมาณ 10 ล้านตัน  ตรงนี้ก็ประมาณ 50% ของการผลิตข้าวทั้งหมดของประเทศโดยประมาณ มากนะครับ  มันสำปะหลังของในภูมิภาคนี้ 12 ล้านตัน  60% ของผลผลิตในประเทศทั้งหมด  ข้าวโพดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันในภูมิภาคนี้  ยางก็คงไม่มากเท่าไหร่เป็นหมื่นหรืออาจจะเป็นแสนตันเท่านั้น  น้ำตาลในภาคอีสานนี้ปลูกอ้อยได้ประมาณ 42% ของการผลิตอ้อยทั้งหมดของประเทศ  เพราะฉะนั้นเชิงของการขาย  เกษตรกรรมก็คงจะมีไม่มาก แต่ก็น่าดีใจ  ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นมีราคาเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นข้าว  ข้าวเหนียว  ข้าวหอมมะลิราคาสูงขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา  โดยเฉพาะข้าวโพดที่ราคาสูงขึ้น 4-5%  ด้วยกันต่อกิโลกรัม  ยางนี้ไม่ต้องพูดถึง ชาวอีสานอาจจะบอกว่าปลูกยางน้อยไปหน่อยตอนนี้ 70 กว่าบาท  น้ำตาลราคาอ้อยเบื้องต้น 800 บาท สูงกว่าปีที่แล้ว 100 บาท  ทุกคนก็มีความสุขผมหวังว่าตรงนี้จะไม่ทำให้เราลืมว่าเราควรจะทำอย่างไรให้มันเพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร  นอกเกษตรกรรม 80% นั้นเป็นการค้าปลีกและส่ง 22% ก็เหลือ 58%  อื่น ๆ  เป็นการท่องเที่ยว  การบริการขนส่ง  จิปาถะ  ประชากรภาคอีสาน 1 ใน 3 ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าล้านคน  ระบบเครือข่ายการคมนาคมดีที่สุดในประเทศไปทุกแห่งในอีสานได้โดยรถยนต์ สะดวกมาก ถนนดี  ระบบอ่างเก็บน้ำดีขึ้นมากมาย มีความเขียว  แต่ค่าโลจิสติกส์สูง ค่าขนส่ง  เมื่อวานนี้ผมพบเกษตรกรขายมัน 1 กิโลกรัม มาจำนำกับทางราชการลดเปอร์เซ็นต์แป้งที่มันไม่ถึงแล้วเหลือในขณะนี้ประมาณ 1.39 บาท ต้องเสียค่าขนส่งถึง 14 สตางค์ต่อ 1 กิโลกรัม  ผมคิดว่าตรงนี้มันเข้าไปในเนื้อของเกษตรกรค่อนข้างมาก 

 

ภาคอีสานเป็นภาคที่ผลักดันเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างมาก  ในช่วงที่ผ่านมาแรงงานเกือบทั้งหมดในอุตสาหกรรมในต่างจังหวัด  ในประเทศ  ในกรุงเทพฯ ในภาคใต้มาจากอีสานทั้งสิ้น  แต่ภาคอีสานนั้นมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรต่ำสุดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 30,000 เศษ ๆ GDP ของภาคอีสานนั้นเพียง 10%  ของ GDP ทั้งประเทศ 1 ใน 3 ของประเทศ  แต่เป็นเพียง 10% ของผลผลิตในประเทศ  การส่งออกของประเทศอยู่ที่ประมาณ 65% ที่ผมบอกของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ  แต่ในอีสานนั้นการส่งออกเพียง 3% ของผลผลิตประชาชาติเท่านั้น ท่านเห็นไหมว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  พื้นที่ค่อนข้างเยอะมาก  มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในเชิงภูมิศาสตร์เยอะ  แต่ว่ามีเรื่องของการส่งออกเพียง 3% เท่านั้นของ GDP รายได้ก็น้อย  เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้  ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าผมเริ่มต้นจากว่ามันดีขึ้น  แต่ประเด็นคือยังไม่ดีพอ  แต่จะทำอย่างไรถึงจะทำให้มันดีขึ้นไปได้  ผมมองอนาคตอีสานแล้ว  ผมคิดว่ามันจะมีสิ่งที่เป็นศักยภาพหลายอย่างด้วยกัน ถ้าเราจะจับมันทัน  ประการที่ 1  ท่านรองผู้ว่าได้พูดไว้ การเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้  ไม่ใช่เพียงแต่ภาคอีสานเท่านั้น  แต่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย ตอนนี้เราคงต้องมองออกไปกว้าง ๆ  ผมอยากจะให้ทุกท่านมีแผนที่โลก แผนที่ภูมิภาคเอเชียเอาไว้บ้าง ถ้าท่านประกอบธุรกิจ  เมื่อมองภาพแล้ว  ท่านจะเห็นภาพว่าเราอยู่ตรงไหน  เส้นทางที่มันจะพาดผ่าน เส้นเชื่อมโยงทิศตะวันออก  ทิศตะวันตกนั้น มันก็จะไปออกสู่พม่า  บังคลาเทศ  อินเดีย  และมีเส้นไฮเวย์ที่เกิดมา 30-40 ปีที่แล้วว่าจะไปถึงไหนต่อไหน  แต่ที่ออกไปทางด้านทิศตะวันออกของเรานั้นก็คือทางเวียดนาม  และก็ไปยังจีนตอนใต้  อย่าไปลืมตรงนั้นนะ  เพราะจีนตอนใต้มันยากมากมายมหาศาล  สะพานเชื่อมแม่น้ำโขงแห่งที่ 2  เปิดแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว  แห่งที่ 4  เราตกลงกันแล้วว่าจะออกเงินกับจีนคนละครึ่ง ช่วยลาวจากเชียงของข้ามไปห้วยทรายและเข้าไปทางท่าจีน  ไปเปิดตลาดที่นั่นอีกเป็นจำนวนมาก  และสะพานแห่งที่ 3 อยู่ที่นครพนมก็ได้เริ่มเปิดไปแล้ว  คิดว่าปี 2011  น่าจะมีสะพานเกิดขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งสะพาน  แผนงานลุ่มแม่น้ำอิระวดี  เจ้าพระยา  แม่โขงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะดึงประเทศพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชากับไทยเข้าด้วยกัน  สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับภาคอีสานทั้งสิ้น 

 

การเชื่อมโยงภาคใต้ของจีนเรียกว่าความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง  สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้เป็นยุทธศาสตร์ข้าว  ผมเรียนว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการแทรกแซงการรับจำนำ  เพิ่งสัมมนาเรื่องข้าวเสร็จกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงรายละเอียด  และผมเชื่อว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรบางอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้  ขอประทานโทษด้วยตอนนี้ไม่อาจจะบอกได้  เพราะว่าผมไม่ได้มาจากรัฐบาลที่มาขายภาพ  เพราะอะไรที่ไม่แน่ใจไม่พูด ต้องขออภัยเพราะทำประชาสัมพันธ์ไม่เป็น  แต่ความจริงใจนั้น 100%  โครงการข้าวอินทรีย์ที่เราพิสูจน์แล้วมันจะได้เงินมากขึ้นแล้วก็จะมีคนต้องการมากขึ้น  เพราะว่ากำลังกระจายแนวคิดนี้อยู่ร่วมมือกับต่างประเทศเสร็จแล้ว  ฉะนั้นคณะกรรมการแห่งชาติก็ทำ ผมก็มีส่วนร่วมมือทำเรื่องนี้ด้วยในฐานอื่นไม่ได้อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพาณิชย์ก็ได้รับเรื่องต่อไป  มันสำปะหลังโครงการนำร่องที่เราทำอยู่  ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  เราได้เงินมาแล้ว งบประมาณจากคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เราพยายามทำให้ดูว่าจังหวัด 5 จังหวัดที่มันมีอยู่เกือบ 70-80%  ของ 8 ล้านตัน  จะทำอย่างไรจึงจะทำให้เขาเข้มแข็งได้  เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในภาคอีสานนี้ก็มีสิ่งที่เป็นศักยภาพมากมายเหลือเกิน  รวมทั้งเรื่องของพลังงานทดแทน เอทานอล ก็ใช้ทั้งอ้อย  มันสำปะหลัง  สิ่งเหล่านี้มันจะเห็นในสมัยท่านพลเอกเปรม  มันจะโชติช่วงชัชวาล ไม่ทราบว่าพวกเราลืมเรื่องนี้หรือยัง  ผมก็ยังมองเห็นว่ามันยังมีศักยภาพอยู่เพียงแต่ว่าเราจะทำ 3-4 ปัจจัยนี้ได้อย่างไร  คนมีความรู้ เครื่องมือและก็ระบบการเมืองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ  เราจำเป็นต้องมีระบบที่นิ่งและมีคุณธรรม  เราจึงจะไปได้  เพราะว่าปัญหาที่เกิดในอดีตที่ผ่านมามันอยู่ที่คุณธรรม มันไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ มันอยู่ที่คุณภาพของการเมือง  เรื่องเศรษฐกิจผมคิดว่าสำคัญมาก  นั้นคือเหตุผลที่เราทำวาระชาติการค้า  ชาติค้าขาย  ชาติที่ค้าธรรมทางบริการ  ชาติที่ไปลงทุนในต่างประเทศ  ชาติที่สามารถแข่งได้ตรงนี้  ไม่ใช่พยายามบอกว่ามันเป็นภาพพจน์ เป็นการขายเชิงโฆษณา  แต่ผมคิดว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างมากและจุดที่เราทำอยู่ทุกวันนี้คือจุดหนึ่งที่เรามุ่งไปสู่จุดนั้น  เพราะฉะนั้นเราทำพวกนี้มาในอดีตแต่ว่าในคราวนี้ ในปีนี้ท่านจะไม่เห็นว่าเรานำกระทรวงพาณิชย์มาสู่ต่างจังหวัดพร้อมเพรียงกันเช่นนี้เลย  ทุกกรมมีนิทรรศการหมด  สามารถตอบคำถามท่านได้หมด  ผมว่าตรงนี้มันไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง เพื่อนที่มาจากกระทรวงอุตสาหกรรมนี้จะรู้ จะต้องทราบว่าท่านเป็นหลักอย่างมากเลยที่พัฒนา SMEs ขึ้นมามีความหลากหลายในคุณภาพสินค้า  มีความแปลกใหม่ในสินค้า  มีต้นทุนที่ลดลงมา แต่ระหว่างการผลิตกับการตลาดนั้นมันจะต้องผสมผสานกันไปจึงจะสามารถทำได้อย่างที่ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดว่าทำเป็นขายไม่เป็น   ผมว่ามันต้องทำเป็นขายเก่ง ตอบเก่งมันจึงจะอยู่รอดได้   เพราะฉะนั้นผมหวังว่าสิ่งที่เราพยายามจะทำนั้นจะเป็นการวางพื้นฐานให้ก้าวต่อไปมันไม่จบวันนี้  มันจะต้องเกิดขึ้นเช่นนี้ชั่วนาตาปี  เพราะเราอยู่ในโลกของการแข่งขันก็ขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายมาร่วม  ความพยายามของเราครั้งนี้ ผมหวังว่าสิ่งที่พยายามทำนั้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของอีสานให้ดียิ่งขึ้น และใช้ศักยภาพมากยิ่งขึ้น มันจะไม่ใช่มัน สิ่งทอ ยาง น้ำตาล  มันจะนำไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่มีมากมายเหลือเกิน  หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้ประโยชน์จากการบรรยายครั้งนี้  คงจะได้ร่วมมือร่วมใจกันต่อไป  ทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างน้อยก็ทางเศรษฐกิจ

 

----------------------------------------


Written By:  admin
Date Posted:  12/6/2550
Number of Views:  5563

Return