Search
Main Menu
 รายละเอียด
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการพัฒนาผู้ประกอบการภูมิภาค ครั้งที่ 2 ภาคกลางและภาคตะวันออก

ถอดความ โดย  :  กลุ่มงานประสานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี  วันที่  12  มีนาคม 2550

เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ : www.moc.go.th   ใน ข้อมูลสำคัญ

 

ท่านปลัดกระทรวง  อธิบดี  เพื่อนข้าราชการ  ผู้ประกอบการและท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา  การเปิดตัวโครงการครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 12  กุมภาพันธ์  ที่เชียงใหม่กับผู้ประกอบการนักธุรกิจในภาคเหนือ 10 กว่าจังหวัด  วันนี้จัดที่กระทรวงพาณิชย์

 

ทำไมเราจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า มาช่วยผู้ค้าขายจริง แล้วก็รู้กันอยู่  นโยบายกระทรวงพาณิชย์ยังเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่  เป็นความรู้สึกของความจำเป็นที่แท้จริงสำหรับประเทศชาติที่จะก้าวต่อไปนั้น  เราจำเป็นที่จะต้องทำเรื่องนี้อย่างมาก  เราทำมาตลอดเพื่อความยุติธรรม แต่ว่ามันเป็นโดยการตอบสนองต่อวิวัฒนาการของโลกมากกว่าที่เป็นการวางแผน เพราะฉะนั้นเป็นไปตามกระแสโลกที่เราเรียกว่าโลกาภิวัฒน์มาระยะหนึ่งเวลา 20-30 ปีในเชิงการค้า  ผมเชื่อว่าถึงเวลาที่เราจำเป็นจะต้องก้าวย่างอย่างมีขั้นมีตอนและมีแผน  เพื่อจะได้ใช้พลังที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดและลดอุปสรรคปัญหาที่มีอยู่ให้น้อยที่สุด  เพราะฉะนั้นถ้าลดอุปสรรคได้เราก็ได้แล้ว แต่ถ้าเรายังสามารถใช้โอกาสได้เองก็จะเป็นหลายเท่าทวีคูณ  เหตุผลหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้  ผมขอพูดสัก 3-4 อย่าง เพื่อฝากเป็นข้อคิดท่านไว้  ไม่ใช่จะเป็นการให้นโยบายแต่จะได้ช่วยกันคิดว่าเราจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ 

 

ประเด็นที่ 1  เราเห็นชัดเจนว่าการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะการนำเข้าหรือส่งออกก็ตามเป็นเครื่องผลักดันเศรษฐกิจมาโดยตลอด  เราพูดเสมอว่าการนำเข้า ส่งออกมันเกิดจาก 100% ของGDP ที่ 175 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ก็ประมาณเกือบ 7 ล้านล้านบาท  ตัวเลขจำนวนนี้ก้าวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา  ผมไม่ได้เอาเรื่องของขิงแก่มาย้อนหลังให้ท่านเห็น แต่ผมคิดว่ามันสายจนขนาดนี้จำเป็นต้องทราบอย่างยิ่ง  เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรามาจากพื้นฐานอะไร  เหมือนกับที่ท่านรู้ว่าชาติไทยมาอย่างไร ถึงจะสามารถหาวิญญาณของคนไทยได้  เมื่อปี 2525 กระทรวงพาณิชย์มีการส่งออก  147,000 ล้านบาท  ปี 2530  ท่านนายกฯ ชาติชายเข้ามาเป็นรัฐบาล  หลังจากมีวิกฤตเรื่องค่าเงินเป็นครั้งสองครั้ง เมื่อปี 2527  การส่งออกได้ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% ใน 5 ปี เมื่อปี 2537 เราฉลองว่าเราได้ 1,000,000 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เกือบ 200%  ปี 2547 เราส่งออกได้เกือบ 5,000,000 ล้านบาท  10 ปีให้หลัง  เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าจาก 147,000 ล้านบาทมาเป็น 5,000,000 ล้านบาท  มันเขย่งก้าวกระโดดอย่างมากมายเหลือเกิน มันเกิดขึ้นได้เพราะนโยบายการลงทุนของเราในอดีตที่ผ่านมาสลับปรับเปลี่ยนกันสถานการณ์ถูกต้อง  นโยบายการผลักดันการส่งออกเราทำได้ดีพอสมควร 

 

โลกเปลี่ยนแผนการลงทุนของต่างประเทศเข้ามาในบ้านเรามาก  เพราะค่าของเงินหยวน  เงินวอนของเกาหลีและเงินของไต้หวันแข็งขึ้น  เพราะสหรัฐฯ เบียด เราก็ได้บางส่วนจากสิ่งเหล่านั้น  แต่สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเป็นอดีต เพราะเรากำลังจะเจอปัญหาเดียวกัน  นั่นคือความท้าทายของเรา คือค่าเงินบาทแข็ง  ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี  แล้วในขณะนี้ประเด็นก็คือเราจะทำอย่างไร  สิ่งหนึ่งที่เราเป็นกำลังส่งเสริมอย่างยิ่งสำหรับในอดีตก็คือภาคเอกชนที่เข้มแข็งและสามารถส่งออกได้ ต้องร่วมมือกัน  ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่ามันเกิดขึ้นท่วมกลางคนเข้ามาลงทุน  ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของเรามาตลอด  เราก็อาศัยท่านเหล่านี้เจริญขึ้นประโยชน์จะได้กับเรา 100% นั้นไม่มี ที่สำคัญแต่ว่าเราก็ได้เรียนรู้แต่ถ้าตอนนี้จะมองว่าเราได้ประโยชน์จากท่านเหล่านี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือเปล่า  ทำอย่างไรเราถึงจะเรียนรู้จากท่านเหล่านี้ แล้วสลักออกมาเป็นตัวของเราเอง  เพื่อเป็นผู้ประกอบการอันแท้จริง ไม่ใช่เป็นลูกจ้าง     เราจะเรียนรู้จากเค้าได้อย่างไร ในความเป็นผู้ค้า  ผู้ผลิต  ผู้ประกอบการ  นักลงทุน  เราจะเรียกร้องอย่างไร  ถ้าท่านเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยนั้น  ได้รับเกียรติอย่างสูงมากจากคนไทย  แล้วก็เรียกร้องสิทธิด้วยเสียงที่ดัง  เราจะกระทบนิดกระทบหน่อยไม่ได้เลย เราจะเรียนรู้ได้อย่างไรกับท่านเหล่านี้ อันนี้คือเหตุผลในข้อที่1 

 

ประเด็นที่ 2   ก็คือขณะนี้เราพบความท้าทายอย่างมากเหลือเกินเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นความสามารถในการแข่งขันของเรากู้มาตลอดมากกว่าเสียไป  ขณะนี้จีน  อินเดียก้าวล้ำนำไทยไปแล้ว  พูดถึงเวียดนาม    ผมคิดว่าเวียดนามเป็นสิ่งที่น่ามองแต่ยังไม่ใช่      ในขณะนี้ยังห่างจากเราค่อนข้างมาก  แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ต้องใช้เวลา 20 ปีอย่างเรา  ที่จะก้าวถึงเราเพียง 5 ปีก็สามารถจะ double การส่งออก  เราจะสามารถทำให้เศรษฐกิจ Infra structure ดีขึ้นได้ภายใน 5 ปี  ไม่ใช่ 20 ปีเหมือนก่อนแล้ว  เราจำเป็นต้องระวังอย่างมาก  ความสามารถในการแข่งขัน เราจะรักษาตลาดอย่างไร  คู่ต่อสู้ของเราเป็นตัวโต ทั้งสิ้น อินเดีย จีน  ทั้งที่เป็นตลาดและเป็นคู่ต่อสู้ รัสเซีย บราซิล กลุ่มแอฟริกา 

 

ประเด็นที่ 3 ผู้ประกอบการเอง  ระบบของเราเองเป็นอย่างไร  ผมคิดว่าในขณะนี้เราพบกับปัญหาที่ค่อนข้างจะสำคัญอย่างมากในสังคม  การเมืองและเศรษฐกิจ  ทางการเมืองเอง เรากำลังวิ่งระหว่าง 2 ขั้ว  ขั้วที่ 1 คือ หลังจากที่ไม่มีเสถียรภาพเองก็มีเสถียรภาพทางการเมืองคือ สามารถที่จะใช้กลไกต่าง ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับตนได้ อย่างที่เห็นที่เป็นปัญหาไม่ต้องไปพูดถึงมัน แต่มันเป็นบทเรียนที่เราจะต้องไปในอนาคต  จากที่ไม่มีเสรีภาพในการเมืองมันเป็นเสรีภาพที่ค่อนข้างมากเหลือเกินแล้วก็ล่มสลายได้ เพราะอะไร  เพราะยังหาจิตวิญญาณของตัวเองไม่เห็น ไม่รู้ว่าการเมืองต้องการอะไร  ประชาชนยังไม่รู้ว่าที่แท้จริงแล้วคำว่าการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมันควรจะอยู่ในส่วนผสมที่พอเหมาะพอควรอย่างไร  รากหญ้านี้ไม่สามารถที่จะตัดสินชอบคนไทยคนหนึ่ง  เพราะสิ่งที่โปรยลงไปในรากหญ้ามันเป็นปุ๋ย แต่เป็นปุ๋ยที่มีสารเคมีที่ใช้ไม่ได้นาน มันก็จะทำให้ดินเสีย แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่ท้าทาย และเป็นสิ่งที่ผมยังอยากจะมีส่วนเข้าไปช่วยดู มันต้องใจแข็ง สังคมเราจะทำอย่างไรระหว่างวัฒนธรรมของการเป็นฝรั่งมากมายเหลือเกิน  เราหาสังคมเราเจอไหม  ในทางเศรษฐกิจเราจะทำอย่างไร  เราจะเสรีหรือไม่เสรี เราต้องตอบให้ได้  เพราะเรารู้ว่าเราไม่อยากได้อะไรสักอย่างหนึ่งตรงนี้มันคงไม่ได้  เพราะฉะนั้นทิศทางที่เราควรจะมีก็คือความพอดี  เราไม่ต้องมาหลอกกันเองว่าเราเข้าใจหรือไม่เข้าใจพอเพียง เหมาะสมและทันสมัยไม่ต้องบอกใคร และถามว่าพอเพียง เหมาะสมและทันสมัย ไม่ต้องบอกใครแต่ในการเมือง ฝรั่งก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจ  ฝรั่งก็แกล้งโง่ เราอย่าไปโง่ตาม จริง แล้วฝรั่งไม่ได้ฉลาดเหมือนเราเสมอไป ที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักลงทุนคิดอย่างไร  ผู้ประกอบการคิดว่าเราจำเป็นต้องมีความรู้อย่างยิ่ง มันไม่ใช่ถนนหนทาง ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ มันเป็นเรื่องทั้งความรู้ ทั้งองค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวกับการค้า เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง Financing เรื่องของการเสี่ยง การกระจายความเสี่ยง เรื่องของการทำเครื่องมือทางการเงินที่จะไม่ทำให้กระทบต่อการเงินมากนัก  ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ไม่ใช่ทำง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เกิดใหม่ นั้นต้องดิ้นรนอย่างมากถึงจะอยู่รอดได้ มีคนอยากรวยเยอะ  มีคนเอามือเข้ามาซุกในหีบ  มีคนเอามือเข้ามาซุกในเตาเยอะ หลายคนเจ็บกลับไป  เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รู้ว่า เราจำเป็นที่จะต้องสร้างผู้ประกอบการขึ้นมา แต่ผู้ประกอบการจะต้องช่วยตัวเองด้วย บางอย่างช่วยท่านไม่ได้เลย ภาษาผมช่วยท่านไม่ได้เหมือนกับการเดิน ท่านต้องเดินเองไม่มีใครแบกท่านเดินได้  เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราสามารถที่จะสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการและสังคม  แต่บางเรื่องเราจำเป็นจะต้องอาศัยภาษา ความเชื่อมั่น ความกล้าหาญที่จะออกไปสู้กับโลก  นั่นคือเหตุผลที่เราจะทำเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายมีอีกหลายเรื่องเหลือเกินทั้งกฎเกณฑ์  ท่านเข้าใจหรือไม่ 

 

มีคนบอกผมว่าประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่สู้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยไม่ได้ ถามว่าเพราะอะไร  ท่านคิดว่าประเทศไทยน่าอยู่ไหม  คนไทยใจดี คนไทยให้เกียรติฝรั่ง ใครมาก็ติดใจ แต่ถามว่าจะมาลงทุนไหม คงไม่มีหรอก มาเลเซียยังดีกว่าประเทศเรา มีความสะดวกสบายเรื่องอาหารการกินได้ 24 ชั่วโมง คนก็เยอะกว่า ตลาดก็ใหญ่กว่า แต่ที่เค้าไม่มาเพราะว่าภาษาของเราไม่ดี พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พูดไม่รู้เรื่องเค้าก็อยากจะอยู่ เพราะอาการพูดไม่รู้เรื่องบางทีมันน่ารักดี แต่ถ้าเราอยากพูดรู้เรื่อง เราจำเป็นต้องรู้ภาษาอย่างมาก สิงค์โปร์ไม่ได้มีอะไรที่วิเศษกว่าเราเลยในเรื่องของส่วนผสมทางเศรษฐกิจ แต่เค้ามีนโยบาย เชื่อว่าเค้ากล้า คนมีความสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโลก  เพราฉะนั้นถ้าเราอยากเป็นส่วนหนึ่ง เราจำเป็นอย่างมากต้องรู้สิ่งเหล่านี้ รวมทั้งภาษาด้วย 

 

ผมไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ประกอบการบอกผมว่าทำไมท่านไม่มาสอนภาษาอังกฤษพวกเรา  ผมถามว่าทำไมท่านต้องรอให้ผมไปสอนด้วย ใน Shopping Center ก็มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ เข้าไปใน Internet ก็ได้ แต่อย่างว่ากระทรวงพาณิชย์เองก็มีส่วนที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ Website ภาษาอังกฤษ

บ้านเรามีจุดอ่อนอย่างมากคือภาษากับการที่เป็นสากล  คนที่แต่งตัวเหมือนฝรั่ง นุ่งผ้าซิ่นท่านก็นุ่งไม่ได้แล้ว ผมสงสาร คุณหญิงไขศรีที่สุดเลย เป็นงานที่ทำยากมาก วัฒนธรรมไทยคืออะไร นุ่งผ้าซิ่นท่านนุ่งไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่นุ่งด้วย  เราเป็นฝรั่งทุกอย่างแนวความคิด วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ แต่อย่างเดียวที่เราไม่เป็นคือสมอง วิธีการคิด วิธีการเปิดกว้าง การรับรู้ การต่อสู้ การรักษาสิทธิของตัวเอง การที่จะเรียนรู้ของเราช้ามาก เพราะฉะนั้นผมหวังว่าสิ่งที่เราพยายามจะทำนั้นเป็นจุดการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและเป็นภาระรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์เองที่อยากจะเห็นคนค้าขายเยอะ เกิดผู้ประกอบการมาก ๆ  ตั้งแต่ระดับส่วนกลาง ส่วนกลางผมไม่เป็นห่วงเลย ในกรุงเทพฯ เป็นที่มาของ GDP ตั้ง 40% ครึ่งหนึ่งของประเทศรวมทั้งปริมณฑลด้วย พอกระจายออกไปมันก็เยอะมาก เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงก็คือทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่ห่างไกลออกไป แต่บางทีเราก็ไม่อาจทิ้งตรงนี้ได้  ผมหวังว่าท่านจะเรียนรู้จากสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำมารวบรวมให้ท่านเห็น ให้ท่านทราบ แล้วก็เป็นจุดเริ่มไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่เป็นเพียงจุดเริ่มเท่านั้น  เรื่องของการค้ายังกว้างใหญ่ไพศาลมากนัก โอกาสมีมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น JTEPA หรือ FTA  ไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งเรามองให้เป็นสิ่งจำเป็นแล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ มีมากมายเหลือเกิน ผมไม่อยากให้คนปิดหูปิดตาเพียงเพราะว่าอันนี้มันไม่ดี เพราะเราไม่ชอบมันจุดใดจุดหนึ่งมันคงไม่ใช่ ตัวเลขมันพิสูจน์ตัวมันเองว่าในอนาคตจะพิสูจน์ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ท่านได้มีส่วนในการใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด ก็ขอให้ท่านช่วยคิดต่อ ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นถูกหมด ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์หมด ปัญหาทั้งนั้น พยายามจะแก้มันอย่างไร เพื่อให้บรรลุต่อไป ผู้ประกอบการอยู่ดีขึ้นแล้วเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่านทั้งหลาย พัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจให้ดี เพราะจะต้องอาศัยการส่งออกแน่นอน 

 

 ------------------


Written By:  admin
Date Posted:  12/6/2550
Number of Views:  4653

Return