Search
Main Menu
 รายละเอียด
การสัมมนาและบรรยายพิเศษ เรื่อง“แนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้า” โดยนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย

ภาพ/ถอดความ โดย  :  กลุ่มงานประสานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี   วันที่ 18 ธันวาคม 2549

เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ : www.moc.go.th/   ใน  ข่าวข้อมูลสำคัญ

 

สวัสดีผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน เพื่อนข้าราชการที่มาจากหลายแห่ง  ภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเปิดเสรีและการเจรจา   ก่อนอื่นผมขอขอบคุณที่ท่านทั้งหลายได้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้  ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่เพียงแต่ผู้ที่ถูกกระทบเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย    และต้องขอขอบคุณท่านอธิบดีชุติมา  บุณยประภัศร (อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ที่ได้จัดการสัมมนาเรื่องนี้อย่างรวดเร็วเพียง 2 เดือนกับ 5 วัน              หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่และได้ให้นโยบายไป  ท่านก็ทำได้ก็ต้องขอชมเชยในสมรรถนะในการปฏิบัติงาน      แต่สิ่งที่ผมไม่พอใจที่สุดในตำแหน่งรัฐมนตรี คือ การต้องไปพูด การไปพูดนั้นไม่เป็นไร แต่การไปพูดแล้วไม่มีข้อมูลแล้วไม่มีเวลาคิดนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก   เพราะทุกคนคิดว่าการที่รัฐมนตรีมาพูดนั้นต้องเป็นพระเอกจะต้องพูดอะไรที่หวือหวา พูดอะไรแล้วต้องเป็นข่าว ต้องพูดอะไรทำให้คนฟังแล้วสบายใจ นั้นไม่ใช่รัฐมนตรีแล้วคงเป็นผู้วิเศษ ซึ่งตรงนี้ผมไม่ใช่แล้ว

วันนี้เมื่อมาแล้วก็อยากถือโอกาสพูดในหลายประเด็นที่ยังค้างคาใจและเป็นประเด็นที่พูดกันอยู่เสมอ  ก็ต้องขอเรียนว่าพูดกันแบบคนที่ไม่ค่อยแม่นในข้อมูลไม่ค่อยได้รู้ความเป็นมาและไม่รู้วิธีปฏิบัติ ซึ่งมันอันตรายจะทำให้การกำหนดนโยบายและการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปนั้นลำบากยิ่งขึ้น     ผมหวังว่าวันนี้เราจะได้คุยกันทั้งวัน โดยมีรายการแยกกลุ่มก็จะทำให้เราคุยกันอย่างมีสาระมีเป้าหมายที่แน่ชัด    เรียกว่ามีความเป็นกลางและมีสำนึก  ผมแปลจากภาษาอังกฤษเค้าเรียกopportunity แต่ไม่รู้ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร หมายความว่าเราต้องมองเรื่องของการเปิดเสรีและการเจรจาในความเป็นจริงของโลกประการที่หนึ่ง       ประการที่สองคือความเป็นจริงทางธุรกิจ ความเป็นจริงของโลกคืออะไรครับคือ เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เราอยู่กับพลวัตของมัน        ความเปลี่ยนแปลง และต้องเคลื่อนไปกับเค้าอย่างไร  ประการที่สองคือความเป็นจริงทางธุรกิจ  ความเป็นจริงทางธุรกิจอย่างไรผมคงไม่ต้องมาสอนพวกท่านที่เป็นนักธุรกิจทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ คุณพงษ์ศักดิ์  คุณไพบูลย์  ก็ดี   ท่านได้รับผลตอบแทนที่ดีหรือบางทีท่านเจ็บปวดในธุรกิจมาแล้ว และยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้ท่านย่อมยอมรับความจริงในธุรกิจ และที่แน่นอนผมได้เรียนรู้มาจากพวกท่านคือ ธุรกิจต้องมีการแข่งขัน ต้องมีการปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ และจะต้องก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งอยู่ตลอดเวลามิฉะนั้นแล้วก็คงจะไปไม่รอด  วัฎจักรมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจ  แน่นอน  วันนี้คุณไพบูลย์ไม่ส่งกุ้งหรือไม่ส่งกุ้งมากเท่าเดิม แต่ไปทำ finished products อย่างอื่นแล้ว นี่คือการพัฒนา ผมคิดว่าเราเรียนรู้จากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้เยี่ยมมาก แต่บทเรียนแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่าง แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เค้ามีอะไรคล้ายกันอย่างหนึ่งนั่นคือการต่อสู้การปรับตัวและความพยายามที่จะดำรงความเป็นเลิศบนความแตกต่าง เพราะฉะนั้นถ้าเราคุยกันด้วยความเป็นจริง       ดูความเปลี่ยนแปลงของโลก ดูความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ดูหลักการทางธุรกิจ ผมคิดว่าเราก็จะผจญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราด้วยดี   และทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเราคงจะคุยกันในแง่ของผลประโยชน์ของส่วนรวมในระยะยาวและไม่ใช่ระยะสั้น และไม่ใช่แต่เฉพาะสินค้า ไม่ใช่เฉพาะสาขาที่เราเป็นผู้แทน       

วันนี้เราคุยกันเรื่องของกองทุน  กองทุนปรับตัวอันเนื่องมาจากผลกระทบของการทำข้อตกลงทางการค้าเสรี อย่างมากครับ FTA Fund,  FTA Adjustment  Fund ทำไม  เพราะในช่วงที่ผ่านมามักจะมีข้อกล่าวหาและก็เป็นจริงด้วย  มีข้อกล่าวหามีความเป็นจริง แต่การกล่าวหานั้นที่เป็นจริงนั้นทำให้สิ่งซึ่งน่าจะดีหรือน่าจะได้รับการปรับปรุงให้ดี กลายเป็นสิ่งซึ่งเป็นผู้ร้ายไป  ซึ่งเป็นสิ่งน่าเสียดายถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น  นั่นก็คือเราไม่ได้ดูแลช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทบจากการทำ FTA  ปล่อยให้เค้าผจญกรรม    ปล่อยให้เค้าตายไปซึ่งความจริงไม่ใช่ครับ ผู้ที่ไปเจรจานั้นไม่อยากให้ใครตายเลย    เพราะนั่นไม่ใช่เหรียญกล้าหาญที่มาประดับบนหน้าอกก็ได้  คนที่ไปเจรจานั้นอยากจะได้ชัยชนะอย่างขาวสะอาด    ตั้งแต่น็อกเอ้าท์ยกแรก วินาทีแรก ไม่ต้องไปถึง4 ยก 5 ยก 10  ยก 15ไม่ใช่ครับ แต่ข้อเท็จจริงในชีวิต คือ ไม่มีใครจะสามารถได้ทุกอย่างในเวทีเจรจาได้    เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเราไม่ช่วยเหลือ  ปล่อยให้เค้าตาย ไม่ใช่จะให้การตายเกิดขึ้นมา  แม้กระทั่งบาดเจ็บ  แต่ข้อเท็จจริง คือว่าอาจจะไม่ได้เข้าไปสร้างความตระหนัก สร้างความเข้าใจ และก็ช่วยประคับประครองมากเท่าที่ควร   จะบอกว่าไม่มีคงไม่ได้นะครับ   แต่อาจจะช้าไปนิดหนึ่ง

ถ้าเรามองประวัติของการเจรจาของเราตั้งแต่ปี 2520  เป็นต้นมา จนกระทั่งการเจรจารอบอุรุกวัย ปี 2529          จำนวนมากหลายท่านเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดเลยด้วยซ้ำไป    ท่านเกิดมาท่านก็เจอแล้วรอบอุรุกวัย องค์การค้าโลก   หมายถึงว่าเกิดในชีวิติการทำงานด้วย  และก่อนหน้านั้นตั้งเยอะมันมาได้ว่าอย่างไร เราไม่ทราบเลยนะครับ   เพราะฉะนั้นประโยชน์ของขิงแก่คือยังมีหน่วยความจำของอดีตที่จะบอกว่าทำไมมาเป็นปัจจุบันและท่านจะทำอะไรในอนาคตอยู่     อันที่ 2 ก็คือเรื่องของการทำไมไม่มีส่วนร่วม  การไม่มีส่วนร่วมนั้นผมคิดว่ามันพูดกันค่อนข้างลำบาก คือเป็นทั้งความถูกและความผิดเหมือน ๆ กัน  การไม่มีส่วนร่วมที่พูดไว้เนี่ยมันมีนัยทางการเมือง  และมีนัยทางการปฏิบัติ ทางบริหารอยู่มากมาย เริ่มต้นที่ทางบริหารก่อน  ในสายหลายส่วนของส่วนราชการไทยเองไม่คิดว่าการเจรจาเป็นเรื่องของตัวเองด้วยซ้ำไป  ที่เริ่มต้นตอนที่เราเริ่มต้นการเจรจา ปี 2529  รอบอุรุกวัย  ก่อนหน้านั้นอีก 2-3 ปี ผมถามกระทรวงเกษตรฯ  ท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องของท่าน  รองอธิบดีพินิจฯ   นั่งอยู่ตรงนี้  ทำงานกับผมที่อยู่เจนีวา  ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ทำเรื่องนี้เลย  ท่านอยู่ที่ไหนผมก็ไม่ทราบท่านอาจอยู่ที่โรมไปประชุม FAO ดูเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่กระทรวงเกษตรผมไปเรียนว่าท่านจะต้องดูเรื่องนี้ให้ผมแล้วนะ  ท่านบอกไม่ใช่เรื่องของท่าน   กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าไม่ใช่เรื่องของท่าน  กระทรวงอุตสาหกรรมบอกไม่เกี่ยว ครับ ตอนนั้นความเข้าใจเป็นเช่นนั้น  ท่านไม่ได้ผิดนะครับ    ท่านไม่ได้ผิดเลยแต่ข้อเท็จจริงในชีวิตของโลกในต่อมาก็คือว่าทุก ๆ ส่วนไม่มีใครเกี่ยวพัน  หนีพ้นจากการเจรจาและการเปิดเสรี  และบัดนี้ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมในแง่นี้ดีขึ้นมากในภาคเอกชนเองในปี 2529 ผมบอกว่า Uruguay  Round เขาบอกว่าอะไรมันคืออะไรผมไม่เข้าใจ ไม่มีใครสนใจครับ   เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเรา 

แต่บัดนี้ 20 กว่าปีให้หลังคนตระหนักดีขึ้นเราได้ทำมากขึ้น เวปไซต์มี เอกสารมี โฆษณาอยู่ในหนังสือพิมพ์  เดี๋ยวนี้ราชการเป็นสปอนต์เซอร์หนังสือพิมพ์ซะเยอะ  อย่างน้อยที่สุดกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ต้องมี 2-3 คอลัมน์  ในหลายฉบับ    เวปไซต์มี เอกสารมีมากมายเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะบอกว่าไม่มีการสร้างความตระหนัก  ไม่มีการสร้างความมีส่วนร่วมก็คงจะใช่ แต่ถามว่าอะไรคือการมีส่วนร่วม เข้ามานั่งเจรจาด้วย เข้ามาให้ข้อมูล เข้ามาบอกว่าไม่เอาแล้ว ต้องไม่เอาหรืออย่างไร ถึงเรียกว่าการมีส่วนร่วม   เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราคงจะต้องกำหนดคำจำกัดความของการมีส่วนร่วม   แต่ถ้าการมีส่วนร่วมหมายถึงการที่เราจะเปิด Public  hearing การวิจารณ์สาธารณะ  การที่ให้ทางนิติบัญญัติมามีส่วนร่วมผมจะทำ  ผมจะทำเพื่อที่จะปิดช่องโหว่ของการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างน้อยนิดมากขึ้น  แต่เราต้องยอมรับกติกากันนะครับอย่างน้อยเราจะต้องวางบนพื้นฐาน 2 อย่าง  ที่ผมบอกก็คือ ความเป็นจริงของโลก  และหลักการดำเนินธุรกิจ  เราจะบอกว่าเราจะไม่เดินไปตามโลก  เราจะปกป้องอย่างเดียวคงจะลำบาก  ภายใต้หลักการเช่นนั้น  แล้วเราจะปรับโครงสร้างการสร้างความเข้าใจ การสร้างองค์ความรู้ การที่จะมีการสร้างสมรรถนะ  capacity  building นั้นคือสิ่งที่เราคุยได้จะเป็นกรอบการปฏิบัติของประเทศ  

ความจริงผมตั้งใจจะพูดอีกอย่างหนึ่ง แต่พอขึ้นมาบนนี้ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง แต่มันน่าจะเป็นธรรมชาติมากกว่า    ผมอยากจะให้ท่านลองดูกว้าง ๆ ไกล ๆ ลองดูไปถึงออสเตรเลีย               ดูประเทศเล็ก ๆ อย่างโรมาเนีย  ดูบัลแกเรีย   ดูชิลี  ประเทศชิลีอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมากที่สุดเดินทางกว่า 40 ชั่วโมง ถึงจะถึง  ออสเตรเลียตกโลกเลยครับ โรมาเนีย บัลแกเรียประชากรน้อยมาก มี GDP น้อยกว่าประเทศไทย 1 ใน 4 ทำไมเค้าถึงอยากเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป  ทำไมเค้ากล้าที่จะลดอุปสรรคต่าง ๆ นานา  แน่นอนเค้ามีสิ่งที่เค้าอยากจะได้รับความช่วยเหลือ การพัฒนา แต่สิ่งหนึ่ง คือเค้าจะต้องพร้อมที่จะแข่งขันกับประเทศที่ใหญ่กว่าอย่างประเทศอังกฤษ อย่างเยอรมัน ที่มี GDP มากกว่าไทย 10 เท่าคือประมาณ 2,000 billion US$, 2,600 2,900 สำหรับเยอรมัน ทำไมออสเตรเลียมีประชากรในสมัยที่เขาเริ่มเปิดเสรี.. ปี 1970 กว่า 1980 แค่ประมาณ 15 16 ล้านคน กำลังคนน้อยมาก ค่าแรงสูง ทำไมเค้าจึงกล้าที่จะเปิดเสรีกล้าเจรจา และ 20ปีให้หลังเค้าก็ประสบความสำเร็จถ้าคุณมองผู้นำจอห์น ฮาเวิร์ด    ผมเรียนกล่าวถึงท่านด้วยความเคารพท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นผู้นำที่จะขึ้นมาเป็น charismatic  leader คือผู้นำที่มีความสง่างามแบบคลินตันแบบเคนเนดี้ คือเค้าเรียกว่าเป็นคนที่มาจากชนบท ........ เชย เหมือนคุณลุง แต่เค้าสามารถทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นมาได้ เค้าอยู่ในตำแหน่งมากกว่า 8 ปี เพราะว่ามีคนคิดว่าเค้าอยู่ได้แค่ 8 เดือน เพราะว่านโยบายเศรษฐกิจถูกต้อง มีนโยบายการแข่งขันถูกต้อง การที่เค้าเปิดสิ่งที่เค้าอ่อนแอ เช่น สิ่งทอ แต่ก็ยังปกป้องอยู่นะครับ  รองเท้า รถยนต์ น้ำตาล วิธีการบริหารสินค้าเกษตร เช่น wool สมัยผมเรียนหนังสืออยู่นั้นมี Wool Port มี Sugar Board มี Wheat  Board รัฐบาลเข้าไปทำหมด แล้วมันก็ไม่เจริญเติบโต แต่เค้าต้องแข่งเพราะอะไรครับ เพระประชาคมยุโรปกลายเป็น สหภาพยุโรป (European  Union - EU) ได้ปกป้องภายใน และเค้าจำเป็นต้องออกไป และนั้นก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเค้าโดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำแล้วมันจะดี  เค้ามีโครงสร้างที่น่าสนใจมาก ที่เรียกว่า Productivity Commission จริง ๆ แล้วทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศน่าจะนำเอาการทำงานของ Productivity  Commision มาให้ชาวโลกในประเทศไทย ได้ดูกัน

เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันจำเป็นเรื่องของการเปิดเสรี รัฐบาลถือนโยบายการเปิดเสรีว่า เราเปิดเสรีอย่างเป็นธรรม มีขั้นตอน และมีการคุ้มภัย หัวใจมันอยู่ตรงไหนครับ รัฐบาลต่างๆ เข้ามาพยายามจะมีนโยบายที่ salable ขายได้นะครับ ทำแล้วคนทำนี่คือสมัยใหม่ แต่มันก็มีกรอบของการจำกัดอยู่ เราจะบอกว่าเราจะมีการเปิดการค้าที่ไม่เสรีมันเป็นไปไม่ได้แต่ key word ของรัฐบาลปัจจุบัน คือ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีการคุ้มภัย ใหม่ไหมครับ ไม่ใหม่ เราพูดถึงกันในเรื่องของ Multilateral  หรือว่า พหุภาคีในองค์การการค้าโลกว่าเป็น progressive  liberlization stages  เป็นขั้นเป็นตอน  นี่คือสิ่งที่เราทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนค่อยๆ ทำ และมีการคุ้มภัย คุ้มภัยอย่างไรครับมากมาย   คือ 1 ซื้อเวลาให้ยาวออกไป การเจรจารอบอุรุกวัย เราซื้อเวลายาว  ถ้าคุณพงษ์ศักดิ์  ที่นั่งอยู่ตรงนี้คงจะจำได้  สิ่งทอเนี่ยผมถามท่านว่า ปี 1989  ที่โรงแรมอิมพีเรียล   แต่ท่านอยู่กับผมท่านเกือบจะไปซานฟรานซิสโก  แล้วถ้าท่านไปวันนั้นท่านก็เจอ earthquake พอดี  คุณพงษ์ศักดิ์ ก็อาจจะกลายเป็นเส้นด้ายไปแล้วตอนนั้น  แต่ท่านอยู่กับผมเจรจา Negotiator  ของ Textile  Negotiator ของ ASEAN เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาเซียน   ผมถามอาเซียน ไม่เพียงแต่คุณพงษ์ศักดิ์ว่า  ผมจะเปิดเจรจาเปิดเสรีสิ่งทอนั้นท่านพร้อมที่จะแข่งขันในกี่ปี  ไม่ได้พูดถึง FTA Fund  ไม่ได้พูดถึง Adjustment  Fund เลย ถามว่าเพียว ๆ   เอกชนทำของท่านเองเนี่ยกี่ปีถึงจะสามารถเอาไปแข่งขันได้  ผมจะได้เอาไปเจรจา  ตรงนี้แปลว่าอะไรครับ  แปลว่า ผมไม่ได้คิดของผมขึ้นมาเอง  ผมถามภาคเอกชน เอกชนอาเซียน และผมถามท่านว่าต้องปรับตัวกี่ปีแสดงว่าผมกำลังเป็นห่วงความอยู่รอดของท่าน  และเวลาที่ท่านให้ผมนั้นจะเป็นสิ่งที่ผมจะเอาไปเจรจาอาเซียน  บอกผมว่า 5 ปี ผมเชื่อไหมครับผมไม่เชื่อท่าน ผมไม่มีประสบการณ์ในการค้า ธุรกิจ มีประสบการน้อยมากในการเจรจา  แต่ผมไม่เชื่อว่าท่านจะทำได้ในเวลา 5 ปี  ผมก็ไปเจรจาขอ 15 ปี ผมให้ไปอีก 3 เท่า ของความปลอดภัย  ถ้าเป็นdealing  ก็เป็น safety cut  3 เท่า แต่ผมไม่ได้หรอก 15 ปี ได้มาแค่ 10 ปี  ทีนี้ท่านต้องจำไว้ตอนที่ผมถามท่านในปี 1989   Uruguay  Round ไม่ได้จบในปี 1990  ไปจบในปี 1993  4 ปี แล้ว  ไปเริ่มองค์การค้าโลกในปี 1995  6 ปีไปแล้ว    ผมขอไปอีก 10 ปี เป็น 16 ปี แต่ถ้าท่าน 5 ปี ท่านก็ไปจบลงอย่างเร็วที่สุด คือ ปี 2000  แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ตอนที่ท่านพูดท่านเข้าใจว่าการเจรจารอบอุรุกวัยเพิ่งจะจบในปี 1990   5 ปี คือในปี 1995 10 ปีให้หลัง  1995 ถึง 2004  ผมยังได้ยินหลายคนในภาคสิ่งทอเสื้อผ้า บอกว่าแข่งไม่ได้ยังไม่พร้อม  ทำไมครับ ประเด็นก็คือ  มันไม่ใช่ทำง่ายในการปรับตัว ไม่ใช่ทำง่าย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแข่งขันได้  แต่อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นตัวอย่างสำหรับอุตสาหกรรมอื่นในการปรับตัว  บทบาทของภาคเอกชน  บทบาทของมูลนิธิซึ่งผมมีโอกาสได้เป็นรองประธานด้วย  มูลนิธิพัฒนาเครื่องนุ่งห่มไทย  ซึ่งมีการทำ capacity  building  เป็นการเทรนทำให้อุตสาหกรรมนี้แข่งขันได้ดีขึ้น  มี pro training programme  มีการร่วมมือกับภาคการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยเข้าไปเทรนให้เกิด capacity  building ขึ้น

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในการเข้าไปเจรจาในการเปิดเสรีนั้นต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ค่อนข้างมาก  ตรงนี้มีคนถามว่าแล้วเราจะทำได้กว้างขวางขนาดไหน   ผมว่านั่นคือปัญหาครับ   ดังนั้นจุดประสงค์ของวันนี้คือกำลังจะบอกว่าถ้ามันมีจุดอ่อนตรงไหน  เราจะพยายามไม่ให้เกิดจุดอ่อนตรงนั้นเกิดขึ้น เราค่อย ๆ ก้าวมา ประเทศไทยจาก ความรู้ ความชำนาญ ค่อย ๆ สร้างขึ้นมา ปี 1970 1980 1990 จนบัดนี้ ผมเชื่อ 30 ปี 40 ปีให้หลัง  เราน่าจะมีองค์ความรู้ในจุดแข็งจุดอ่อนของเราได้ดีขึ้น   และวันนี้ถ้าผมมีคนมาประมาณ 700 คน  ผมเชื่อว่าจะเป็นวิธีการที่จะกระจายความรู้ได้อย่างหนึ่ง   การได้ participation  จาก private  sector อีกอย่างหนึ่ง  แล้วก็การมาช่วยกันคิดว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป   มีคนถามว่าแล้วที่เจรจามาท่านได้อะไร   ท่านทำความเสียหายกับประเทศชาติหรือเปล่า  ผมเรียนเพียงสั้น ๆ นะครับ  ว่าถ้าผมทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติตั้งแต่การเจรจารอบอุรุกวัยในปี 1986 ถึง ปี1993  และเจรจาเรื่อง AFTA  ผมไม่มีหน้ามายืนตรงนี้หรอกในวันนี้     ประเด็นที่ 1 ถ้าคนมองย้อนหลังถึงการส่งออกของประเทศไทย  ตอนที่Uruguay  Round  จบลง คือ 42 หรือ 48 billion  เดี๋ยวนี้มัน 110     billion AFTA สมัยเริ่มใหม่ ๆ เขาบอกว่าเราสู้ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ AFTA เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเรา 28%  แล้วเราก็ไปดูซิว่าที่เราค้าขายกับอาเซียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนบอกว่าไทยออสเตรเลีย  ผมไม่ได้เจรจานะครับแต่ผมมองด้วยความรู้สึกดีใจ คนเจรจาทำให้เราได้ประโยชน์ขึ้นมาไปดูตัวเลขการส่งออกได้เราได้ดุลการค้าออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ก็เหมือนกัน  มีคนบอกไปเจรจากับจีนคุณเจ้ง  ก็ต้องขออ้างTDRI ท่านวิศาล  นั่งอยู่ที่นี้ด้วย  ผักผลไม้ผมคิดว่าเราได้เปรียบแต่เราเสียเปรียบดุลการค้าในเชิงรวม  ประเด็นมันเกิดจาก FTA หรือเปล่า และถ้าเกิดมัน so  what จะมีหรือไม่มี FTA ก็ตามแต่เราต้องนำเข้าจากจีน แล้วมันเกิดขาดดุลการค้ามามากอยู่แล้ว   ญี่ปุ่น คนกำลังกลัวว่า JTEPA ที่ยังไม่ได้เซ็นต์จะทำให้เกิดผลกระทบ แต่ผมเชื่อว่าภาคเอกชนที่นั่งอยู่ที่นี่และไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่สนับสนุนเรื่องนี้อย่าให้ผมบอกว่าทำไม   วันนี้อีกไม่กี่วันไม่กี่สัปดาห์ก็จะชี้แจงในสภาว่ามันคืออะไร   แต่ผมขอถามตรง ๆ ว่าเราขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมากี่ 10 ปีแล้ว  ประชาธิปไตยไทยเมื่อปี 2516  เกิดขึ้นมาจากการขาดดุลการค้าญี่ปุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย  เพราะมีคนไปชูป้ายหน้าไดมารู  แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแล้ว  คุณธีรยุทธ บุญมี นี่ไปชูป้ายหน้าไดมารูว่าขาดดุลการค้าญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข  แล้วมันก็เป็นเรื่องของการเมืองจนกระทั่งเป็นเรื่อง 14 ตุลาคม 2516        เราขาดดุลการค้าพวกนี้มานานแต่การทำสิ่งเหล่านี้จะทำให้การขาดดุลการค้าลดลง  เราพยายามทำให้มันดีขึ้นไม่ทำให้มันเลวลง   เพราะฉะนั้นที่พูดมาทั้งหมดเพื่อไม่เสียเวลาท่านจะพูดว่าการเจรจาเป็นความจำเป็น  การเปิดเสรีเป็นความจำเป็น  ถ้าเราอาศัยการส่งออกถึง 65%  ของ GDP  เราเป็นผู้ส่งออกระดับหนึ่ง ข้าว  มันสำปะหลัง ยางพารา  อันดับ 2 น้ำตาล  อันดับ 3 กุ้ง  และอีกหลาย ๆ อย่าง   เราจะไม่เจรจาได้อย่างไร   อันที่ 2  โลกเค้าเจรจาหมด  โลกนี้มี FTA  ตอนนี้ที่ทั้งwork และไม่work ที่กำลังเจรจาอยู่ถึง 1,000 ฉบับ  ประเทศมาเลยเซียที่ว่าเค้าปกป้องเค้าเจรจาอยู่ 18 ฉบับ  ประเทศไทยเท่าไหร่ตกลงไปได้หยิบมือเดียว  จริง ๆ ที่สมบูรณ์ คือ ไทย-ออสเตรเลีย  ไทย-นิวซีแลนด์ กับจีนเพิ่งกำลังจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ภายใต้อาเซียน   อินเดียเพียงแต่ early  harvest นิดเดียวเท่านั้นเอง    เรายังอยู่อีกไกลนะครับ    ไม่เจรจาได้ไหม ก็ได้  แต่จะเสียเปรียบคนเค้าเจรจา  แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ใช่ทำเพราะคนอื่นเค้าทำแต่เราน่าจะคิดว่าเราอยากจะทำเพราะว่ามันดีกับเราเองหรือเปล่า  หวังว่าท่านวิศาลคงจะช่วยสรุปประเด็นเหล่านี้ได้  อย่าไปเชื่อผมหมดนะครับ  แต่ผมรับผิดชอบในส่วนที่ผมพูดทุกคำ ทุกประโยค ทุกตอน  เพราะผมพูดจากความเชื่อในจิตใจของผมเอง 

เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเจรจา  การเจรจาการเปิดเสรีน่าจะดีกับเรา  และที่ผ่านมานั้นเราไม่รู้ว่าเราถูก แต่ได้พิสูจน์แล้วว่าเราทำถูก  มันมีจุดบกพร่องอยู่เราต้องแก้ไข    การมีส่วนร่วม  การรับรู้  การสร้างสมรรถนะในอนาคตไม่ใช่เพียงแต่ในภาคเอกชน ในกรุงเทพฯ เท่านั้นแต่ ในต่างจังหวัด ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในภาครากแก้ว  รากหญ้า  ทั้งหลาย   แล้วก็การมีส่วนร่วมของภาคใหญ่ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น   สำหรับเรื่องผลกระทบขอทิ้งท้ายตรงนี้  และไม่ใช่สิ่งที่ผมจะมาบอกว่าท่านต้องทำอะไรเป็นสิ่งที่ที่ประชุมนี้ต้องบอกกลับมาบอกแล้วว่า  ท่านอยากจะให้ทำอะไร    กระทรวงเกษตรฯ มีกองทุนสงเคราะห์ปรับโครงสร้าง  ประเทศชาติ  มีกองทุน subject  adjustenent อยู่ แม้จะเล็กน้อย แม้จะยังไม่ functional เท่าไรนัก  แต่ผมก็อยากจะให้ทำต่อไป 

แต่ตรง FTA Fund  นั้นมีลักษณะจำเพาะ  มีุดประสงค์จำเพาะ  อะไรที่ไม่ตกอยู่ในเหตุผลสองอย่างนั้น  เราคิดว่าเราน่าจะลองทำดู  แต่หลักคิดก็จะต้องมองว่าใครเป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือ  ได้รับความช่วยเหลือในรูปใด   ได้รับความช่วยเหลือนานเท่าไหร่  มีวิธีการพิสูจน์ความเสียหายอย่างไร  เราจะให้ในรูปแบบใดบ้าง  นี่เป็นเรื่องถามง่าย ๆ แต่ออกมาหาคำตอบมานั้นคำตอบไม่ใช่ง่าย    เพราะฉะนั้นผมจะฝากพวกท่านไว้ช่วยคิด   และขอเรียนว่าจุดประสงค์คงไม่ใช่จะช่วยเหลือตลอดไป  เมื่อถึงจุดหนึ่งความเป็นจริงของธุรกิจบอกว่ามันไม่รอดก็ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น  หลังจากที่พยายามแล้ว  มิฉะนั้นแล้วนั่นไม่ใช่ธุรกิจแน่นอน    ก็บ่นหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามโน๊ตที่ผมเขียนมา  แต่อยากให้อธิบดีนำโน๊ตที่ผมเขียนมาวันนี้ไปทำเป็นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อไปวางไว้ในสภาเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น  ว่า เราเจรจาเพราะอะไร  เราคิดอย่างไร  เราทำอย่างไร  โน๊ตของผมละเอียดกว่าที่ผมพูดมาเยอะ  แต่เมื่อพูดมาจากความรู้สึกที่แท้จริงผมคิดว่ามันจะเป็นธรรมชาติมากว่า  

ผมขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่มาในวันนี้  ผมอยากจะให้ท่านได้มองทุกอย่างจากความเป็นจริงในโลกนี้  คนที่บ่นว่า เนื้อแข่งไม่ได้  นมผง นมสดแข่งไม่ได้   ผมขอเรียนว่าเราได้ให้กลไกในความคุ้มครองอย่างน้อย 20 ปี  ท่านไม่เดือดร้อนแน่  ท่านนำเข้าแค่ประมาณปีละ 1,000 กว่าตัน  จากความต้องการในประเทศเป็นหมื่น ๆ ตัน   ภาษี 20%   แม้กระทั่งกระเทียมก็ตามไม่ได้ให้อะไรข้างบ้านเค้าเลยเนื้อ นม เราให้ในส่วนที่เราจะต้องให้เค้าอยู่แล้ว เอามาส่วนที่จะให้มาใช้ประโยชน์  เรากำลังซื้อตั๋ว 1 ใบดูหนังหลายรอบ   หรือไม่ใช่ คุณพินิจอาจจะไม่ทำกับผม  กระทรวงเกษตรบอกว่าการไปเจรจาสินค้าเกษตรนั้นนะทำความผิดพลาดบางคนนะ ไม่ใช่ท่านบอก ผมนั่งกับท่าน           นั่นแหล่ะ  นายท่านนั่นแหล่ะ ผมไปทุกรายการ 23 รายการที่เราเคยปิดประเทศ  เราเปิด เราให้เท่าไหร่  ภาษีเท่าไหร่  ไม่มีใครส่งเข้ามาได้ถ้าเราไม่ต้องการ   ข้าวเราให้ 3% ตามกติกาของความต้องการใช้ในประเทศ คือ 2   แสนกว่าตัน  ข้อเท็จจริงเรานำเข้าแค่ประมาณ 7 พันตัน ข้าวญี่ปุ่นทั้งนั้น    อย่างอื่นเช่นน้ำตาล  เราเปิด เราจำเป็นต้องเปิดถ้าไม่เปิดจะให้คนอื่นเค้าเปิดได้อย่างไร   เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำนั้นมีการคุ้มครองเยอะแต่เราจำเป็นต้องพัฒนา  เพื่อให้เจอวันนั้นให้ได้  ไม่ใช่เหมือนกับปี 1989 ของ textile และบัดนี้บอกว่าบางรายแข่งไม่ได้  วันนี้เรา เราบอกเนื้อออสเตรเลีย 20 ปี   ปี 2563  หรือ 2568  เราจะมีภาษี 0% โควตาหมดไป 20 ปีถามว่า 20 ปีนานไหม ตรงนี้ถามแน่ แต่คิดย้อนไป 20 ปีที่แล้ว คนไม่มีบอกผมขิงแก่เลย    ขิงแก่  ผมเป็นรองอธิบดีที่หนุ่มที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่งในเวลานั้น บัดนี้ ทันทีทันใดหายแล้ว 20 กว่าปี  เวลาไม่คอยใครนะครับ  เพราะฉะนั้นการปรับตัวต้องเริ่มวันนี้  ขอบคุณครับ                              

----------------------------------------


Written By:  admin
Date Posted:  9/1/2550
Number of Views:  5431

Return