Search
Main Menu
 รายละเอียด
การเปิดตลาดสินค้าปิโตรเคมีภายใต้กรอบเจรจา FTAโดยสำนักวิเคราะห์สินค้าอุตสาหกรรม กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พฤศจิกายน 2549

สรุปการเปิดตลาดสินค้าปิโตรเคมี ภายใต้กรอบเจรจา FTA

---------------------------

1.                   ไทย เป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) ในสินค้าปิโตรเคมี โดยเกินดุลการค้าในสินค้าปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลายในปี 2005  มูลค่า 747.3 และ 2,158 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ขาดดุลการค้ากับปิโตรเคมีขั้นกลาง มูลค่า 1,530.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

2.       ตลาดส่งออก/ คู่แข่งขันสำคัญ   

-  ปิโตรเคมีขั้นต้น[1] คือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวันและจีน  โดยมีคู่แข่งขันสำคัญ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้  ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นต้น

-  ปิโตรเคมีขั้นกลาง คือ จีน ฮ่องกง ไต้หวันและอินโดนีเซีย  โดยมีคู่แข่งขันสำคัญ คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้  ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ เป็นต้น

-  ปิโตรเคมีขั้นปลาย คือ ฮ่องกง  จีน  เวียดนาม สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย  โดยมีคู่แข่งขันสำคัญ คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เป็นต้น

 

3.       แหล่งนำเข้าสำคัญ  

-  ปิโตรเคมีขั้นต้น คือ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้

                       -  ปิโตรเคมีขั้นกลาง คือ สิงคโปร์  ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น  มาเลเซีย สหรัฐฯ

-  ปิโตรเคมีขั้นปลาย คือ สิงคโปร์  ญี่ปุ่น มาเลเซีย  อินเดีย  เกาหลีใต้

 

4.       การเปิดตลาดปิโตรเคมีภายใต้กรอบเจรจา FTA

4.1     การเปิดตลาดของไทย 

ไทยพร้อมที่จะเปิดตลาด  โดยลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในสินค้าปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง ส่วนจีน จะลดเป็น 0 % ในปี 2009  สำหรับปิโตรเคมีขั้นปลาย ไทยลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับนิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่ และลดเป็น 0% ในปี 2008 และ 2010 ให้กับออสเตรเลีย ส่วนจีน ลดภาษีเป็น 0% ในปี 2010

                        4.2  การเปิดตลาดของประเทศคู่เจรจา

                                ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้น และขั้นกลาง

ให้ไทย เป็น 0%ทันที (ยกเว้น สไตรีน โมโนบิวทิลอีเทอร์ของเอทิลีน ที่ออสเตรเลีย ลดภาษีให้ไทยเป็น 0% ในปี 2008)  ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 % ในปี 2009 ( ยกเว้น สไตรีน  เอทิลีนไดคลอไรด์  อีเทนไดคอล  อะคริโลไนไทรล์  และเอปซิลอนคาโปเล็คแตม ซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหวของจีน โดยจะลดภาษีเหลือ 0 -5% ในปี 2018)  สำหรับปิโตรเคมีขั้นปลาย นิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ให้ไทยเป็นส่วนใหญ่ ออสเตรเลีย เป็น 0% ทันที่และเป็น 0  ในปี 2008  ส่วนจีน ลดเป็น 0% ในปี 2009 และปี  2010  ส่วนอินเดีย ลดภาษีสินค้าโพลีอะซีทัลและโพลียูริเทน เป็น 0% ในวันที่ 1 กันยายน 2006 ที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่ในรายการลดภาษีส่วนแรก

                               

                                สรุป การเปิดตลาดปิโตรเคมีของไทยจะไม่ส่งผลกระทบให้มีการนำเข้ามากขึ้น เนื่องจากปี 2006 โครงสร้างภาษีของไทยได้ปรับลดภาษี ส่วนใหญ่อยู่ที่ 0% อยู่แล้ว ยกเว้นบางรายการในปิโตรเคมีขั้นกลางและปิโตรเคมีขั้นปลายที่ภาษียังอยู่ที่ 5% รวมทั้งออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไม่ใช่แหล่งนำเข้าหลักของไทย  ส่วนจีน  ไทยจะยืดเวลาการลดภาษีออกไปเป็น 0% ในปี 2009 และ ปี 2010 เพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยมีระยะเวลาในการปรับตัว และขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ลดภาษีให้ไทยเป็น 0% ทันที และในปี 2008 ก็เป็นประโยชน์ทำให้ไทย ส่งออกปิโตรเคมีไปยังคู่ค้าได้มากขึ้น  สำหรับจีน ลดภาษีให้ไทยเป็น 0% ในปี 2009 และ 2010 และยังกำหนดให้สินค้าหลายรายการเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะยังไม่นำมาลดภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังสามารถส่งออกปิโตรเคมีขั้นปลายโดยเฉพาะเม็ดพลาสติกไปยังจีนได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆที่จีน ยังคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ โดยกำหนดให้สินค้าโพลิเอทิลีน เป็นสินค้าอ่อนไหวสูง โดยจะคงภาษีไว้ที่ 10.3 %  จนถึงปี 2018  เนื่องจากจีนยังมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น

 

---------------------------------



[1] ปิโตรเคมีขั้นต้น : เช่น เอทิลีน  โพรพิลีน  บิวดีนและโทลูอีน

   ปิโตรเคมีขั้นกลาง : เช่น เอทิลีนไดคลอไรด์  ไวนิลคลอไรด์ และสไตรีน

  ปิโตรเคมีขั้นปลาย : เช่น โพลิเอทิลีน  โพลิโพรพิลีน และ โพลีคาร์บอเนต

 

 

การเปิดตลาดสินค้าปิโตรเคมี

ภายใต้ กรอบเจรจาFTA

 

-----------------------------------

               
                 ป?โตรเคมีเป?นอุตสาหกรรมพื้นฐาน (
Basic Industry) ที่มีความสําคัญต?อการพัฒนาอุตสาหกรรมหลายด้าน   เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต?างๆ
อย?างมาก ทั้งเป?นอุตสาหกรรมที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ?ต่างๆ ที่ใช?ในชีวิตประจําวัน และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

              อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยในป?จจุบันได?มีการพัฒนาจนสามารถก?าวเป?นผู?ผลิต

สารเอทิลีนได?มากเป?นอันดับสองในทวีปเอเชีย และสามารถขยายการผลิตได?ครบทุกสาย

โดยแบ่งการผลิตได้ 3 ระดับ คือ

              -  ป?โตรเคมีขั้นต?น (Upstream Petrochemical Product) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 2 กลุ?ม คือ กลุ่มโอเลฟ?นส? (Olefins) และกลุ่มอะโรเมติกส? (Aromatics) โดยใช้วัตถุดิบ (Feedstock) หลัก คือ ก?าซอีเทน (Ethane) ก?าซโพรเพน (Propane) และของเหลวแนฟทา (Naphtha)

              -  ป?โตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate Petrochemical Product) เป?นการนำผลิตภัณฑ?
จากปิโตรเคมีขั้นต?นมาแปรรูปต?อด?วยกระบวนการต?างๆ จนได้ผลผลิต ได้แก่
Styrene Monomer (SM), Vinyl Chloride Monomer (VCM) และ Ethylene Glycol (EG) เป?นต?น

              -  ป?โตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Product) เป?นกระบวนการที่ทําให?เกิดอุตสาหกรรมต?อเนื่อง (Forward Linkages)   ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สําคัญหลายประเภท  เช่น ผลิตภัณฑ?พลาสติก บรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนยานยนต์  ผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู?ในรูปของเหลวหรือเรซิน      แต?ถ้าออกสู?ตลาดจะผ?าน กระบวนการทําให?อยู?ในรูปของแข็งหรือ Compound เพื่อความสะดวกต?อการขนส่งและเก็บรักษา ผลผลิตในขั้นนี้คือ เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ เช่น Polyethylene, Polypropylene เป็นต้น

 

1. ขอบเขตสินค้าป?โตรเคมี  ประกอบด้วย

รายการ

พิกัด

?   ปิโตรเคมีขั้นต้น  (Upstream)

  อะไซคลิกไฮโดรคาร์บอนด์

-   เอทิลีน

-  โพรพิลีน

-  บิวทีน

-  บิวทา

ไซคลิกไฮโดรคาร์บอนด์

- เบนซิน

-  โทลูอีน

-  ออร์โท-ไซลีน

-  เมตา-ไซลีน

-  พารา-ไซลีน

-  ไอโซเมอร์ผสมของไซลีน

 

 

 

2901.21

2901.22

2901.23

290124

 

2902.20

2902.30

2902.41

2902.42

2902.43

2902.44

?  ปิโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate)

- . เอทิลินไดคลอไรด์

- .ไวนิลคลอไรด์ 

-..โพรพิลแอลกอฮอล์

-..นอร์มัล-บิวทิลแอลกอฮอล์

- สไตรีน

-. กรดอะดิพิก เกลือและเอสเทอร์

- มาเลอิกแอนไฮไดรด์

 

2903.15

2903.21

2905.12

2905.13

2902.50

2917.12

2917.14

- . บิวทานอลอื่น ๆ

- . ออกทิลแอลกอฮอล์

-.. เอทิลีนไกลคอล

- . โพรพิลีนไกลคอล

-. ไดออกทิลออร์โทฟทาเลต

- . ฟทาลิกแอนไฮไดรด์

-  ไดเมทิลเทเรฟทาเลต

2905.14

2905.16

2905.31

2905.32

2917.32

2917.35

2917.37

- - ฟีนอล

- - อะไซคลิกอีเทอร์ อื่น ๆ

- -ออกซิไดเอทานอล

- - ไดเมทิลเทเรฟทาเลต

- --เฮกเซนแล็กแทม

2907.11

2909.19

2909.41

2917.37

2933.71

- - โมโนบิวทิลอีเทอร์ของเอทิลีนไกล

- - โมโนแอลคิลอีเทอร์ของเอทิลีนไกลคอล

- - อื่น ๆ

2909.43

2909.44

2909.49

-  เอทิลีนออกไซด์

-  โพรพิลีนออกไซด์

- - เมทิลเอทิลคีโทน

2910.10

2910.20

2914.12

- - 4-เมทิลเพนแทน-2-โอน

- - กรดอะซีติก

- - เอทิลอะซีเทต

2914.13

2915.21

2915.31

- - ไวนิลอะซีเทต

- - นอร์มัล-บิวทิลอะซีเทต

- - กรดอะคริลิก และเกลือของกรดอะคริลิก

2915.32

2915.33

2916.11

- - เอสเทอร์ของกรดอะคริลิก

- อะคริโลไนไทรล์

 

2916.12

2926.10

?  ปิโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream)

- โพลิเอทิลีน

- โพลิเอทิลีนมีความถ่วงจำเพาะ 0.94 ขึ้นไป

- เอทิลีน-ไวนิลอะซีเทตโคโพลิเมอร์

- - โพลีสไตรีนชนิดเอกซแพนซิเบิล

- - โพลีสไตรีน อื่น ๆ

 

3901.10

3901.20 

3901.30

3903.11

3903.19

- โพลีเมอร์ของเอทิลีน อื่น ๆ

- โพลิโพรพิลีน

- โพลิไอโซบิวทิลีน

- สไตรีน-อะคริโลไนไทรล์

- อะคริโลไนไทรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน โคโพลีเมอร์

- อื่น ๆ

3901.90

3902.10

3902.20

3903.20

3903.30

3903.90

- โพรพิลีนโคโพลิเมอร์

-  อื่นๆ
- โพลิ(ไวนิลคลอไรด์)ที่ไม่ได้ผสมกับสารอื่นใด

- โพลิอะซีทัล

- อีพอกไซด์เรซิน

- โพลิคาร์บอเนต

3902.30

3902.90

3904.10

3907.10

3907.30

3907.40

- - ไวนิลคลอไรด์ชนิดน็อนพลาสติไซด์

- - ไวนิลคลอไรด์ชนิดพลาสติไซด์

- ไวนิลคลอไรด์-ไวนิลอะซีเทตโคโพลิเมอร์

- โพลีอะซีทัลแอลคิดเรซิน

- เอทิลีนเทเรฟทาเลต

- - โพลีเอสเทอร์ชนิดไม่อิ่มตัว

3904.21

3904.22

3904.30

3907.50

3907.60

3907.91

- ไวนิลคลอไรด์โคโพลิเมอร์อื่น ๆ

- ไวนิลิดีนคลอไรด์โพลิเมอร์

- อื่น ๆ

- - อื่น ๆ

- ยูเรียเรซิน และไทโอยูเรียเรซิน

- เมลามีนเรซิน

3904.40

3904.50

3904.90

3907.99

3909.10

3909.20

 

- - อื่น ๆ

- โพลิ(เมทิลเมทาคริเลต)

3905.11

3905.19

3906.10

- โพลิอะไมด์-6  โพลิอะไมด์-11 

3908.10

- ฟีโนลิกซิน

- โพลิยูรีเทน

 

3909.40

3909.50

 

2.  การผลิต 

         วัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ประกอบด้วย  อีเทนและโพรเพน  ซึ่งได้จากโรงงานแยกก๊าซและนาฟต้า ได้จากการกลั่นน้ำมัน 

          การผลิตปิโตรเคมี  คือ การนำน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ  มาผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีหน่วยการผลิตที่สำคัญ คือ

                2.1  ปิโตรเคมีขั้นต้น  เป็นการนำน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติมาผ่านกระบวนการกลั่น  แยก หรือทำให้แตกตัว  จะได้  หน่วยโอเลฟินส์ (Olefins Cracker) และหน่วยอะโรเมติกส์ (Aromatics)  เป็นปิโตรเคมีขั้นต้นที่ผลิตสารอีเทนและโพรเพนที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ  ผลผลิตที่ได้จำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศทั้งหมด 

                -  การผลิตอะโรเมติกส์  ใช้ในประเทศอย่างเพียงพอและมีเหลือส่งออก 

2.2 ปิโตรเคมีขั้นกลาง  (Intermediates)  เป็นการนำผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นมาผ่านกระบวนการทางเคมีผลิตเป็นสารโมโนเมอร์  เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ขั้นปลายต่อไป

                -  สารโมโนเมอร์ที่ผลิตได้ มี  2 ชนิด คือ ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกประเภท PVC และ สไตรีนโมโนเมอร์  เป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกประเภท PS


                2.3  ปิโตรเคมีขั้นปลาย  (
Downstream)  เป็นการนำสารโมโนเมอร์ที่ได้จากปิโตรเคมี
ขั้นกลางมาผลิตเป็นสารโพลิเมอร์หรือเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป  และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

 ปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง  เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ให้สามารถผลิตสินค้าที่ต้นทุนต่ำที่สุด  ในปัจจุบันโรงงานมีการใช้กำลังผลิตอย่างเต็มที่

 

3.  ภาพรวมการค้าปิโตรเคมี

                       ประเทศไทยเป็น Net Exporter หรือเกินดุลการค้าในสินค้าปิโตรเคมี จากปี
2546 -2548  เป็นการเกินดุลการค้าในสินค้าปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลาย โดยในปี 2548 เกินดุล มูลค่า 747.3 และ 2,158.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ แต่ขาดดุลการค้ากับปิโตรเคมีขั้นกลางมูลค่า 1,530.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.1  การส่งออก 

                        ในระยะ 3 ปี ที่ผ่านมา (2546-2548)  การส่งออกปิโตรเคมี มีแนวโน้มขยายตัวมาโดยตลอด จากมูลค่า  2,629.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 4,910.4  ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548  ส่วนใหญ่เป็นการส่งออก ปิโตรเคมีขั้นปลายมากที่สุด  มูลค่า 3,776.3  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 76.9 ของมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีทั้งสิ้น รองลงมา คือ ปิโตรเคมีขั้นต้น มูลค่า 996.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 20.3    ปิโตรเคมีขั้นกลางส่งออกเพียงมูลค่า 137.6  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 2.8 

?  ปิโตรเคมีขั้นต้น  การส่งออกไม่มากนัก โดยในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2546-2548) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 527.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 996.5 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 30.5  โดยส่งออกในปี 2548 ดังนี้

                - เบนซิน ( HS. 290220)  มูลค่า 346.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ   34.7 ของมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้นทั้งสิ้น 

                -  พาราไซลีน ( HS. 290243)  มูลค่า 236.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ  23.7

                -   เอททิลีน  ( HS. 290121)  มูลค่า  177.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ร้อยละ  17.8

                -  โพพิลีน ( HS. 390122)  มูลค่า 71.8  ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 7.2

                -  ไอโซเมอร์ผสมของไซลีน  ( HS. 290244)  มูลค่า 62.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 6.3 เป็นต้น

 

            ?  ปิโตรเคมีขั้นกลาง  การส่งออกในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2546-2548) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 60.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 137.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 10.8  โดยส่งออกในปี 2548  ดังนี้ 

                -  เฮกเซนแล็กแทม ( HS. 293371)  ส่งออกมูลค่า 106.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 85.5 ของมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีขั้นกลางทั้งสิ้น 

                -  ฟทาลิกแอนไฮไดรด์ ( HS. 291735)  มูลค่า 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  

                               

                ?  ปิโตรเคมีขั้นปลาย  การส่งออกในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2546-2548) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 2,041.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 3,776.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 30.7  ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเม็ดพลาสติก  โดยส่งออกในปี 2548 ดังนี้

                - โพลิคาร์บอเนต ( HS. 390704) ส่งออกมูลค่า 882.2  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 23.4 ของมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีขั้นปลายทั้งสิ้น 

                -  โพลิเอทิลีน  ( HS. 390120)  มูลค่า 591.3  ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 15.6

                -  โพลีโพรพิลีน ( HS. 390210)  มูลค่า 441.6ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 11.7

                -   โพลิเอทิลีน   ( HS. 390760)  มูลค่า  406.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ร้อยละ 10.8

                -  โพลิเอทิลีน  ( HS. 390110)  มูลค่า 262.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ  6.9  เป็นต้น

 

                ? ตลาดส่งออก/ ประเทศคู่แข่งปิโตรเคมีที่สำคัญ  ได้แก่

 

ตลาด

ประเทศคู่แข่งในปี 2548

 

ปิโตรเคมีขั้นต้น

1. อินโดนีเซีย 34.7 %

 

1. สิงคโปร์ 30.7 % 2. ไทย 20.9 % 3. อินเดีย 17.6 % 4. มาเลเซีย 10.7% 5. ญี่ปุ่น 4.1 %

2. สิงคโปร์ 18.0 %

 

1. ไทย 33.4 % 2. มาเลเซีย 30.2 %  3. อินเดีย 13.1 % 4. ญี่ปุ่น 11.7% 5. เกาหลีใต้ 7.0 %

3. มาเลเซีย 14.9 %

 

1. สิงคโปร์ 35.0 % 2. ไทย 21.9 % 3. อินเดีย 15.1 % 4. สหรัฐฯ 8.1% 5. ญี่ปุ่น 5.6 %

4. ไต้หวัน  14.3 % 

 

1. เกาหลีใต้ 33.2%2. ญี่ปุ่น 32.2% 3. สหรัฐฯ  15.1%  4. ไทย 5.8% 5. สิงคโปร์  3.3% 

5. จีน  6.9%

1.  เกาหลีใต้ 48.1 % 2. ญี่ปุ่น 29.8%  3. ไต้หวัน 7.1% 4. สหรัฐฯ 2.8 % 5. ไทย 2.3 %

ปิโตรเคมีขั้นกลาง

1. จีน  44.1 %

 

 

1. ญี่ปุ่น 19.1%  2. เกาหลีใต้ 17.9%  3. ซาอุดิอาระเบีย 12.2%
4. ไต้หวัน 10.7% 22.ไทย 0.4 % 

2. มาเลเซีย 17.5%      
   

1.  สิงคโปร์ 35.0 % 2. อินโดนีเซีย18.6%  3. ญี่ปุ่น 14.5%
4. ไต้หวัน 9.0
% 19.  ไทย 0.1 %

3. ฮ่องกง 12.3%

 

1.ซาอุฯ 28.34% 2. สิงคโปร์ 13.7%  3.ญี่ปุ่น 12.7% 4. เกาหลีใต้ 9.8 % 10. ไทย 2.6%

4. ไต้หวัน  9.8%

 

1. สหรัฐฯ  26.7% 2. ญี่ปุ่น 16.3%  3. ซาอุฯ  10.6%  4. สิงคโปร์ 8.6 % 17. ไทย 0.6%

5. อินโดนีเซีย 7.7%

1. สิงคโปร์ 18.6 % 2. ซาอุฯ 14.2 %  3.ญี่ปุ่น 12.9 % 4. มาเลเซีย 10.8% 13. ไทย 1.4 %

ปิโตรเคมีขั้นปลาย

1. ฮ่องกง 21.3 %

 

1. ไต้หวัน 26.1%  2. เกาหลีใต้ 15.0%   3. ญี่ปุ่น 11.4% 4. ไทย   11.0% 5. จีน 7.3%

2. จีน  16.7 %

 

1. ไต้หวัน 21.3%  2. เกาหลีใต้ 20.1%   3. ญี่ปุ่น 11.2%
4. สหรัฐฯ 7.1%  6. ไทย 5.7 %

3.  เวียดนาม 6.4%

ไม่มีข้อมูล

4. สหรัฐฯ  6.1%    

1. แคนาดา 53.5% 2. เม็กซิโก 9.0% 3. เยอรมนี 5.3%  4. ญี่ปุ่น 5.0% 7.ไทย 2.6%

5.  ญี่ปุ่น 5.6%

 

1. สหรัฐฯ 17.6% 2. เกาหลีใต้ 16.2% 3. ไต้หวัน 14.9% 4. ไทย 10.4% 5. สิงคโปร์ 6.7%

6. อินเดีย  5.1  %

 

1.เกาหลีใต้ 13.5% 2. ไต้หวัน  12.2% 3. สหรัฐฯ 9.0% 4. ซาอุฯ 8.7%  6. ไทย 6.5%

 

            3.2  การนำเข้า

         ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2546-2548) การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากมูลค่า 2,147.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546  เพิ่มเป็นมูลค่า 3,534.5  ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 และเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 18.2  โดยในปี 2548 นำเข้าปิโตรเคมีขั้นกลางมากที่สุด มูลค่า 1,667.7  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 47.2  ของมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีทั้งสิ้น  รองลงมาคือ ปิโตรเคมีขั้นปลายมูลค่า 1,617.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 45.8 และปิโตรเคมีขั้นต้น มูลค่า 249.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 7.1

?   ปิโตรเคมีขั้นต้น  นำเข้า พาราไซลีน (HS 290243) โดยในปี 2548 นำเข้ามูลค่า 142.5  หรือร้อยละ 57.2 ของมูลค่านำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้นทั้งสิ้น  รองลงมาคือ เอทิลีน (HS 290121) โทอูลีน (HS 290230) และ โพรพิลีน (HS 290122) มีมูลค่า 38.9, 22.3  และ 18.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

            ?   ปิโตรเคมีขั้นกลาง  นำเข้า  เอททิลีนไกลคอล (HS.290531)  มูลค่า 415.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 24.9 ของมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นกลางทั้งสิ้น รองลงมาคือ  ฟีนอล (HS.290711) มูลค่า 163.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  ร้อยละ 9.8  เอทิลีนไดคลอไรด์ (HS.290315)มูลค่า 130.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  ร้อยละ 7.8  ไดเอทิลอีเทอร์อื่น ๆ (HS.290919)   ร้อยละ  7.1  และ สไตรีน (HS.290250)  ร้อยละ 5.6  เป็นต้น

            ?   ปิโตรเคมีขั้นปลาย   นำเข้าเม็ดพลาสติกเกรดวิศวกรรมที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์  เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์  อิเล็กทรอนิก  เม็ดพลาสติกที่นำเข้า  ได้แก่

                -  โพลิเอทิลีน  (HS.390110)  มูลค่า 150.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 9.2

                -  อะคริโลไนไทรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน   (HS.390330)  นำเข้ามูลค่า 142.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 8.7 ของมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นปลายทั้งสิ้น 

                -  โพลิโพรพิลีน (HS.390210)  มูลค่า 116.4  ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 7.1  เป็นต้น

                -  โพลิเอทิลีน (HS.390120)  มูลค่า 100.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 6.2

                -  โพรพิลีนโคโพลิเมอร์ (HS.390230)  มูลค่า 68.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 4.1

              

 

                แหล่งนำเข้าปิโตรเคมีที่สำคัญของไทย ในปี 2548

สินค้า

แหล่งนำเข้า

ปิโตรเคมีขั้นต้น

1. สิงคโปร์ 48.6 % 2.ญี่ปุ่น 14.7%  3. มาเลเซีย 7.6% 4. อินเดีย 6.6%
5. เกาหลีใต้ 5.4
%

ปิโตรเคมีขั้นกลาง

1. สิงคโปร์ 17.4 % 2.ซาอุดิอาระเบีย 16.2%  3. ญี่ปุ่น 15.4%
 4. มาเลเซีย 13.5% 5. สหรัฐฯ 9.1%

ปิโตรเคมีขั้นปลาย

 

 

1. สิงคโปร์. 48.6 % 2.ญี่ปุ่น  14.7% 3. มาเลเซีย 7.6% 4. อินเดีย 6.6% 5. เกาหลีใต้ 5.4%

 

            ?  การค้าปิโตรเคมีของไทยในระยะ 8 เดือนแรกปี 2549 (มค-สค.)

                  ประเทศไทยเป็น Net Exporter   ในสินค้าปิโตรเคมี  โดยเกินดุลการค้า 822.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2548 ร้อยละ 2.8

                การส่งออก  ในปี 2549 (มค.-สค.)  มีมูลค่า 3,391.9  ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2548  ร้อยละ 6.0 โดยส่งออกปิโตรเคมีขั้นปลายมากที่สุด มูลค่า 2,710.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 79.9 ของมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีทั้งสิ้น  รองลงมาคือ ปิโตรเคมีขั้นต้น มูลค่า 566.7 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือร้อยละ 16.7 และปิโตรเคมีขั้นกลาง มูลค่า 114.4  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 3.4 เท่านั้น

                ตลาดส่งออก

                -  ปิโตรเคมีขั้นต้น คือ 1. อินโดนีเซีย (34.9%) 2. สิงคโปร์ (23.9%) 3.มาเลเซีย (14.3%) 4.ไต้หวัน  (9.0%) 5. จีน (7.9%)

                -  ปิโตรเคมีขั้นกลาง คือ 1. จีน (45.4%) 2.มาเลเซีย (18.5%) 3. ไต้หวัน  (10.7%) 4. สิงคโปร์ (9.2%) 5. อินโดนีเซีย (5.8%)           
                -  ปิโตรเคมีขั้นปลาย  คือ
1.ฮ่องกง (21.6%)  2.จีน (17.3%)  3. สหรัฐอเมริกา (7.0%)  4.เวียดนาม (6.9%)  5. ญี่ปุ่น (5.0%)

           
            การนำเข้า
ในปี 2549
(มค.-สค.)  มีมูลค่า 2,569.3  ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2548  ร้อยละ 7.1  โดยนำเข้า ปิโตรเคมีขั้นปลายมากที่สุด มูลค่า  1,155.0  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 45.0  ของมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีทั้งสิ้น รองลงมาคือ ปิโตรเคมี
ขั้นกลาง มูลค่า 1,053.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 41.0   และปิโตรเคมีขั้นต้น มูลค่า 360.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 14.0


                แหล่งนำเข้า

                -  ปิโตรเคมีขั้นต้น คือ  1.สิงคโปร์ (44.1%)  2. มาเลเซีย (15.8%) 3. อินโดนีเซีย (9.9%)  4. เกาหลีใต้ (8.4%)  5. เกาหลีเหนือ (5.6%)

                -  ปิโตรเคมีขั้นกลาง คือ  1. สิงคโปร์  (20.5%) 2.ญี่ปุ่น (17.8%) 3. ซาอุดิอาระเบีย (14.1%)  4. มาเลเซีย (11.7%)   5. เกาหลีใต้ (10.4%)               

                -  ปิโตรเคมีขั้นปลาย  คือ  1.ญี่ปุ่น (26.3%)  2. สิงคโปร์ (15.3%)  3. เกาหลีใต้ (10.6%)  4. สหรัฐฯ (9.0%) 5. มาเลเซีย (7.5%)

 

4.  การเปิดตลาดปิโตรเคมี ภายใต้กรอบเจรจา FTA  มีดังนี้  

             

                       4.1   ปิโตรเคมีขั้นต้น  (พิกัด 290121-290124, 290220, 290230 , 290241 290242, 290243, 290244) 

-  ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา  ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับ

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนจีน ลดภาษีเป็น 0% ในปี  2009

                                  - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ลดอัตราภาษีนำเข้า เป็น 0 %ทันที ส่วนจีน เป็น 0% ในปี 2009 (ภาษีปิโตรเคมีขั้นต้นของจีนมีภาษีอยู่ที่ 2%)


                       4.2   ปิโตรเคมีขั้นกลาง  (พิกัด 290250 290315 290321 290512 290513 290514  290516  290531  290532  290711  290919  290941  290943  290944  290949  291010  291020  291412  291413  291521  291531  291532  291533 291611  291612  291712  291714  291732  291735  291737  292610  293371   ภาษีไทยมีอัตรา 0%,1%, 5% และประเทศคู่เจรจาคือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์มีอัตราภาษี เป็น  0%,1%, 5% ส่วนจีน บางรายการเป็นสินค้าอ่อนไหวของจีน ซึ่งมีอัตราภาษี 5%,6.5%,

-  ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับออสเตรเลีย

(ยกเว้น ไวนิลคลอไรด์ ลดเป็น 0% ในปี 2007  ไดเอทิลีนไกลคอล ลดเป็น 0% ในปี 2008
เป็นต้น)  และลดภาษีเป็น 0
% ทันทีให้กับนิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่  (ยกเว้น ไวนิลคลอไรด์ และ
ไดออกทิลออร์โทฟทาเลต ลดเป็น 0
% ในปี 2009)  ส่วน จีน ลดเป็น 0% ในปี 2009

                                -  ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าให้ไทย เป็น 0% ทันที (ยกเว้น สไตรีน โมโนบิวทิลอีเทอร์ของเอทิลีน ที่ออสเตรเลีย ลดภาษีให้ไทยเป็น 0% ในปี 2008)  ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 % ในปี 2009  ยกเว้น สไตรีน  เอทิลีนไดคลอไรด์  อีเทนไดคอล  อะคริโลไนไทรล์  และเอปซิลอนคาโปเล็คแตม ซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหวของจีน โดยจะลดภาษีเหลือ 0 -5% ในปี 2018 

 

                        4.3   ปิโตรเคมีขั้นปลาย  (พิกัด  390110  390120  390130  390190  390210  390220  390230  390290  390311  390319  390320  390330  390390  390410  390421  390422  390430  390440  390450  390490  390511  390519  390610  390710  390730  390740  390750  390760  390791  390799  390810  390910  390920  390940  390950 391710)

 

-  ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา  ลดภาษีเหลือ 0% ให้กับออสเตรเลีย

ในปี 2008 (ในสินค้าไวนิลคลอไรด์- ไวนิลอะซีเทตโคโพลิเมอร์ และโพลิไวนิลคลอไรด์) และ ปี 2010 และลดภาษีให้นิวซีแลนด์ เหลือ  0% ทันที และ ในปี 2010 (ในสินค้าโพลิไวนิลคลอไรด์ทั้งชนิดพลาสติไซด์และชนิดน็อนพลาสติไซด์ โพลีอะไมด์ )  ส่วน จีน ไทยจะลดเหลือ 0% ในปี  2009 และปี 2010   อินเดีย   ลดภาษีเหลือ 0%   ในวันที่ 1  กันยายน 2006 นี้ เนื่องจากสินค้าโพลีอะซีทัลและโพลียูริเทน อยู่ในรายการ ลดภาษีส่วนแรก

                                -  ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย    ออสเตรเลีย ลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ทันที(ในสินค้าไส้เทียม) และเหลือ 0% ในปี 2008  ส่วน นิวซีแลนด์ ลดภาษีเหลือ 0% ทันที  จีน ลดเหลือ 0% ในปี 2009 และปี 2010  ยกเว้น  สินค้าโพลิเอทิลีน   เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของจีน ซึ่งจะคงภาษีอยู่ที่ 10.3%  อินเดีย  ลดภาษีเหลือ 0% ในวันที่ 1 กันยายน 2006 นี้ เนื่องจากสินค้าโพลีอะซีทัลและโพลียูริเทน อยู่ในรายการ ลดภาษีส่วนแรก

 

                        5.  ข้อวิเคราะห์

                              5.1  การเปิดตลาดปิโตรเคมีของไทย

                                                -  ปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง ไทยลดภาษีเหลือ 0% ทันที ให้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แล้วเป็นส่วนใหญ่  และลดให้จีน เหลือ 0% ในปี 2009  ซึ่งไม่น่ามีผลกระทบต่อไทยเนื่องจากปี 2006 โครงสร้างภาษีปิโตรเคมีของไทยอยู่ที่ร้อยละ 0 , 1 และ 5 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 0% อยู่แล้ว เมื่อลดภาษีลง ก็ไม่ทำให้ไทยนำเข้าปิโตรเคมีจากตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดทั้ง 2 ประเทศไม่ใช่แหล่งนำเข้าหลักของไทย แต่จีน ไทยจะลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2009 เพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยได้มีระยะเวลาในการปรับตัว

                                                -  ปิโตรเคมีขั้นปลาย ไทยลดภาษีเหลือ 0% ให้กับออสเตรเลียในปี 2008 และ 2010 และลดภาษีให้นิวซีแลนด์ เหลือ 0% ทันที เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เสียประโยชน์มากนัก เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างภาษีปิโตรเคมีของไทยในปี 2006 อยู่ที่ร้อยละ 8.75  และจะปรับลดภาษีลงเหลือ 5% ในปี 2007  ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว  เมื่อลดภาษีลง ก็ไม่ทำให้ไทยนำเข้าปิโตรเคมีจากตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้น  เพราะไทยนำเข้าจากทั้ง 2 ประเทศมีมูลค่าไม่มากนัก  สำหรับจีน ไทยลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2010 ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการของไทยมีระยะเวลาในการปรับตัว

 

                                        5.2  การเปิดตลาดของประเทศคู่เจรจา           

                                        - ปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง  ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ มีภาษี เป็น 0% อยู่แล้ว จึงไม่มีผลต่อการเปิดตลาด  ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2009  และจีนยังได้กำหนดให้สินค้าบางรายการเป็นสินค้าอ่อนไหว เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศจีน ซึ่งการลดภาษีจะมีระยะเวลาที่นานออกไปทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น 

                                                -  ปิโตรเคมีขั้นปลาย  นิวซีแลนด์ ลดภาษีเหลือ 0% ทันที ออสเตรเลียลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2008 น่าจะเป็นผลดีกับไทย เนื่องจากภาษีของทั้ง 2 ประเทศลดลงจาก 0 -5% มาอยู่ที่ 0% ไทยน่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น  ส่วนจีน ลดภาษี เหลือ 0% ในปี 2009 และ 2010 และยังกำหนดให้สินค้าหลายรายการเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะยังไม่นำมาลดภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังสามารถส่งออกปิโตรเคมีขั้นปลายโดยเฉพาะเม็ดพลาสติกไปยังจีนได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆที่จีน ยังคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ โดยกำหนดให้สินค้าโพลิเอทิลีน เป็นสินค้าอ่อนไหวสูง โดยจะคงภาษีไว้ที่ 10.3 %  จนถึงปี 2018  เนื่องจากจีนยังมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น

 

                                อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยเปิดตลาดสินค้ากลุ่มปิโตรเคมีทั้งหมดแล้ว  จะทำให้มีสินค้าจากคู่เจรจาเข้ามาตีตลาดสินค้าในไทยมากขึ้น  ดังนั้น  ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน  ต้องพยายามหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน และให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามที่ตลาดต้องการ

 

 - ตารางลดภาษี ปิโตรเคมีที่ไทยลดภาษีให้คู่เจรจา

ตารางลดภาษี ปิโตรเคมีที่คู่เจรจาลดภาษีให้ไทย

--------------------------------

 

 

กลุ่มงานวิเคราะห์สินค้าอุตสาหกรรม 1

สำนักวิเคราะห์สินค้าอุตสาหกรรม

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ตุลาคม 2549


Written By:  admin
Date Posted:  23/11/2549
Number of Views:  11123

Return