Search
Main Menu
 รายละเอียด
การเจรจาขอชดเชยผลกระทบจากการขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป ครั้งที่ 5

สหภาพยุโรปได้มีการขยายสมาชิกภาพเป็นครั้งที่ 5 โดยรวมประเทศจากยุโรปกลางและตะวันออกอีก 10 ประเทศ คือ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก ลัตเวีย เอสโทเนีย ฮังการี ลิธัวเนีย มอลตา โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก และสโลวีเนีย

                โดยในภาพรวมของการขยายสมาชิกภาพครั้งนี้ ประเทศไทย จะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษี (จากการเปลี่ยนแปลงตารางข้อผูกพันของสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกใหม่) เป็นมูลค่าสุทธิ (net gain) ประมาณ 6 ล้ายยูโรต่อปี หากมองในรายสินค้า สรุปได้ว่าสินค้า ที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น รถบรรทุก/ปิกอัพ มอเตอร์ไฟฟ้า และลวด/เคเบิล นำไฟ เป็นต้น ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไป 10 ประเทศสมาชิกใหม่เฉลี่ยปีละ 42.0, 50.3 และ11.4 ล้ายยูโร ตามลำดับ

                อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าบางรายการที่ไทยได้รับผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยในรายการสินค้าที่ไทยได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น คือ ปลากระป๋อง และข้าว มีมูลค่าส่งออกไป 10 ประเทศ สมาชิกใหม่เฉลี่ยปีละ 11.4 และ 10.0 ล้ายยูโร ตามลำดับ

                ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ยื่นขอสงวนสิทธิเจรจาชดเชยผลกระทบดังกล่าวกับสหภาพยุโรปภายใต้มาตรา 24.6 ของแกตต์ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 ที่ผ่านมา และได้มีการเจรจาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2547 และในที่สุดเมื่อเดือนกันยายน 2548 ไทยและสหภาพยุโรปตกลงที่จะให้การชดเชยผลกระทบด้านภาษีกับไทย ดังนี้

                - ปลาแปรรูปอื่นๆ ทำจากทูน่า (พิกัด 160420 70) : สหภาพยุโรปจะเปิดโควตาใหม่ อัตราภาษีภายในโควตาร้อยละ 0 (นอกโควตา ร้อยละ 24) จำนวน 2,558 ตัน และจัดสรรให้ไทย 1,816 ตัน

                - ปลาแปรรูปอื่นๆ ทำจากทูน่า (พิกัด 160420 50) : สหภาพยุโรปจะเปิดโควตาใหม่ อัตราภาษีภายในโควตาร้อยละ 0 (นอกโควตา ร้อยละ 25) จำนวน 2,275 ตัน และจัดสรรให้ไทย 1,410 ตัน

                นอกจากนี้ สหภาพยุโรปตกลงที่จะให้การชดเชยผลกระทบจากการรวมโควตาข้าวของประเทศสมาชิกใหม่เข้ากับโควตาของสหภาพฯ โดยกำหนดจะเพิ่มปริมาณโควตาสำหรับข้าวขาว (พิกัด 100630) ให้ไทยอีก 1,200 ตัน ที่อัตราภาษีภายในโควตาร้อยละ 0

                สำหรับข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อ 2 ฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนความตกลงในรูปของสาส์นแลกเปลี่ยน โดยขณะนี้ ทางสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการดำเนินการภายในเพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย โดยสหภาพยุโรปจะพยายามให้ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2549 หรืออย่างช้าที่สุด ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2549

 

 

 

 

 

 

 

 

การเจรจาชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตรา

ภาษีข้าวของสหภาพยุโรปภายใต้มาตรา 28 ของ แกตต์

                ทางสหภาพยุโรป ได้มีมติให้ปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (CAP Reform)  ซึ่งรวมถึงนโยบายสินค้าข้าวด้วย โดยกำหนดให้ลดราคาแทรกแซงลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้อัตราภาษีข้าวขาวและข้าวกล้องจะลดลงประมาณร้อยละ 55 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 เป็นต้นไป ทำให้ไม่สามารถคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในของสหภาพยุโรปได้

                ด้วยเหตุนี้เอง สหภาพยุโรปจึงขอปรับเปลี่ยนระบบการนำเข้าข้าวใหม่จากระบบ Margin of Preference (MOP) เป็นระบบภาษีอัตราภาษีคงที่ (Fixed Rate) โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 โดยสหภาพยุโรป ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับข้าวกล้อง (พิกัด 100620) ที่ 65 ยูโร/ตัน และข้าวขาว (พิกัด 100630) ที่ 175 ยูโร/ตัน

                ไทยและสหภาพยุโรปได้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการหลายครั้งจนสามารถสรุปผลการเจรจาได้เป็นที่พอใจของ 2 ฝ่าย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมาโดยตกลงกันดังนี้

                ข้าวขาว สหภาพยุโรปจะกำหนดอัตราภาษีที่เรียกเก็บ (applied rate) เป็น 2 อัตราคือ อัตราต่ำที่ 145 ยูโร/ตัน และอัตราสูงที่ 175 ยูโร/ตัน กล่าวคือ จะเริ่มเก็บที่อัตรา 145 ยูโร/ตัน หากปริมาณนำเข้าข้าวขาวของปีการตลาดก่อนหน้า (1 กันยายน 31 สิงหาคม) ต่ำกว่าหรือ เท่ากับ 387,743 ตัน และเรียกเก็บที่อัตรา 175 ยูโร/ตัน หากปริมาณ นำเข้าข้าวขาวของปีการตลาดก่อนหน้าสูงกว่า 387,743 ตัน ทั้งนี้ กำหนดให้มีการพิจารณาการปรับภาษีปีละ 2 ครั้ง และสหภาพยุโรป ตกลงจะเพิ่มโควตารวมสำหรับข้าวขาวอีก 13,500 ตัน ที่อัตราภาษี 0 ด้วย โดยจะจัดสรรโควตาจำนวนนี้ให้ไทยเป็นจำนวน 4,313 ตัน

                ข้าวหัก สหภาพยุโรปตกลงจะกำหนดอัตราภาษีที่เรียกเก็บ (applied rate) ที่ 65 ยูโร/ตัน และจะเพิ่มโควตาข้าวหักจาก 80,000 ตัน เป็น 100,000 ตัน และลดภาษีในโควตาลงจาก 100 ยูโร/ตัน เป็น 45 ยูโร/ตัน (appliedrate -30.77%)

                อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปตกลงที่จะให้ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง สหภาพยุโรปและไทยได้ลงนามในความตกลงดังกล่าวในรูปของสาส์นแลกเปลี่ยน เมื่อ 20 และ 21 ธันวาคม 2548 ตามลำดับ ซึ่งทำให้ความตกลงฯ มีผลสมบูรณ์ และทางสหภาพยุโรปแจ้งว่าจะสามารถออกประกาศให้มีผลบังคับใช้ได้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2549


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  5296

Return