Search
Main Menu
 รายละเอียด
โอกาสของไทยในตลาดเปรู

เปรูเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี ซึ่งทั้งไทยและเปรูได้กำหนดหัวข้อการเจรจาไว้ 4 หัวข้อ คือ 1. การค้าสินค้า 2. การค้าบริการ 3. การลงทุน และ 4. ความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ซึ่งคาดว่าการเจรจาจะเสร็จสมบูรณ์ในเร็วๆนี้

                ในการเจรจาที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันเรื่องการค้าสินค้าได้เกือบหมดแล้ว โดยมีสินค้าที่จะเปิดตลาดก่อนประมาณ 70% ของสินค้าทั้งหมด จึงได้จัดทำพิธีสาร เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้าเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2548 โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 2549 ซึ่งจะช่วยให้โอกาสที่สินค้าของไทยจะไปตลาดเปรูมีมากขึ้น เนื่องจากเปรูนิยมบริโภคสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคเอเชีย เช่น สินค้าสำเร็จรูปต่างๆ นอกจากจะส่งสินค้าไปเปรูได้แล้ว ไทยยังสามารถใช้เปรูเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าไปประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคละตินอเมริการวมไปถึงทวีปอเมริกา

                สำหรับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและมีการส่งออกไปเปรู คือ สินค้าที่เป็นวัสดุหรือชิ้นส่วนประกอบในการผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เช่น ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ตาข่ายจับปลา รวมถึงส่วนประกอบรถยนต์ นอกจากนี้มีสินค้าสำเร็จรูปและเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งเปรูไม่สามารถผลิตเองได้ หรือผลิตได้แต่คุณภาพไม่ดีพอ เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เป็นต้น

                ทั้งนี้ ในการนำเข้าสินค้า เปรูมีกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าไม่ค่อยเข้มงวดนัก และมีภาษีนำเข้าค่อนข้างต่ำ ไม่ควบคุมปริมาณการนำเข้า แต่มีความล่าช้า ในส่วนของการประเมินภาษี เนื่องจากมีผู้ตรวจสอบ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายศุลกากรและฝ่าย supervisor ที่ถูกแต่งตั้งจากศุลกากร เพื่อตรวจสอบมูลค่าสินค้าในการเก็บภาษีนำเข้า การนำเข้าสินค้า ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตนำเข้า ยกเว้นสินค้าบางรายการ เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ และวัตถุระเบิด โดยสินค้าที่ห้ามนำเข้ามีเพียงไม่กี่รายการเท่านั้น ได้แก่ เสื้อผ้าใช้แล้ว (ยกเว้นสินค้าบริจาค) รถยนต์ใช้แล้วเกิน 5 ปี รถบรรทุกใช้แล้วเกิน 8 ปี ยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว เป็นต้น

                เปรูมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ในอัตราร้อยละ 12 สินค้าบางรายการเก็บภาษีนำเข้าเพียงร้อยละ 4 ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวเรียกเก็บร้อยละ 20

                โอกาสสำหรับสินค้าเกษตรของไทยอาจมีไม่มากนัก เพราะเปรูก็มีผลผลิตทางการเกษตรที่คล้ายคลึงกับของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่ถูกจัดอยู่ในประเภทสินค้าอ่อนไหวของเปรู ได้แก่ ข้าว ไก่ น้ำตาล ซึ่งเปรูได้วางมาตรการปกป้องสินค้าเหล่านี้ไว้ เช่น มาตรฐานสุขอนามัย ระบบ price band เป็นต้น

                ด้านการค้าบริการ เปรูเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ เข้าสู่ตลาดบริการของเปรู เนื่องมาจากนโยบายเศรษฐกิจและแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนทำหนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของภาคการบริการเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐบาลเปรูยังคงดำเนินนโยบายหลักด้านการค้าบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความพยายามขจัดมาตรการที่เข้มงวดต่อหลักการเข้าสู่ตลาด และการประติบัติเยี่ยงคนชาติและสนับสนุนการเปิดตลาดภายใต้องค์การการค้าโลก อย่างไรก็ดี เปรูยังคงสงวนมาตรการและข้อจำกัดต่อการเปิดตลาดในธุรกิจบริการการกระจายเสียง สื่อสาร คมนาคมทางบก การบิน และการขนส่งทางน้ำ รวมทั้งมาตรการเกี่ยวกับการให้บริการโดยบุคลากร

                ในการทำธุรกิจกับเปรูนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องการขนส่ง และภาษา เนื่องจากเปรูใช้ภาษาสเปน อาจทำให้เป็นอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร และเพื่อให้การส่งออกและขยายตลาดสินค้าเป้นไปอย่างราบรื่น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาแนวทางการค้าโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค รสนิยมของผู้บริโภค ข้อมูลทางการตลาดต่างๆ ตลอดทั้งวัฒนธรรม ประเพณี นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาข้อตกลงทางการค้าของเปรูกับกลุ่มประเทศสมาชิกอื่นๆ ในด้านการเปิดการค้าเสรีและข้อจำกัดต่างๆ ด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักถึง


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  5376

Return