Search
Main Menu
 รายละเอียด
โอกาสขยายการค้า การเปิดตลาดการค้าบริการ และโทรคมนาคมของไทย

“EFTA” หวังเปิดตลาดการเงิน

                จากการที่ไทยและสมาคมเขตการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศคือ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเทนสไตน์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ได้ตกลงให้มีการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ซึ่งครอบคลุมเรื่องการค้าภาคบริการด้วยนั้น ในการเจรจารอบแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดภูเก็ต ฝ่าย EFTA ได้มีท่าทีสนใจที่จะผลักดันให้ไทยเปิดตลาดในสาขาการเงิน ประกันภัย และโทรคมนาคม รวมทั้งต้องการให้ไทยปรับปรุงด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 สาขาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ประเทศผู้เรียกร้องหลักคือสวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ขณะที่อีก 2 ประเทศที่เหลือยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนนัก นอกจากนี้ ฝ่าย EFTA ยังได้เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดในอีกหลายสาขากิจกรรมอาทิเช่น การค้าส่ง/ค้าปลีก บริการนำเที่ยว ซ่อมบำรุงเครื่องบิน การขนส่งทางทะเล บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง บริการด้าน R&D และที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเช่นกฎหมาย สถาปัตยกรรม วิศวกรรม เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ ไทยจะได้มีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

                ขณะเดียวกันกับที่ไทยได้เตรียมที่จะยื่นข้อเรียกร้องต่อฝ่าย EFTA โดยเน้นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ หรือมีความสนใจได้แก่ การเคลื่อนย้ายบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น พ่อครัว/แม่ครัว ผู้ดูแลเด็กและคนสูงอายุ ช่างซ่อมรถ และผู้ให้บริการสปา เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยังจะได้เรียกร้องในสาขากิจกรรมต่างๆ อีกเช่น บริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาล สปา การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การจัดจำหน่าย ก่อสร้าง บริการด้านวิศวกรรม การออกแบบ และการซ่อมอุปกรณ์ด้านการขนส่งทางบก เป็นต้น

                ความเป็นมาของการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-EFTA สืบเนื่องมาจากประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์รัฐสวิสเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางกร ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2547 ที่ผ่านมาและได้เสนอให้มีการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ในระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ

                โดยคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้มีมติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547 เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-EFTA โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายเกริกไกร จีระแพทย์) เป็นหัวหน้าคณะเจรจา พร้อมทั้งมีมติให้ทำการศึกษาผลดีและผลเสียของการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-EFTA ก่อนที่จะมีการดำเนินการเจรจา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 6 เดือน ดังนั้น จึงกำหนดให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปในภาพรวมว่าเขตการค้าเสรีไทย-EFTA จะได้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง

                สำหรับการเจรจาครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในเดือนมกราคม 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น ประเด็นหลักในการเจรจาระหว่างกันคือ การเปิดตลาดในสาขากิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาขาการเงิน ประกันภัย และโทรคมนาคม ซึ่งในการนี้ ไทยจะได้ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมท่าทีที่เหมาะสมต่อไป

 

ไทย-เปรู ความร่วมมือด้านการค้าบริการ

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ หัวหน้าคณะเจรจาประเทศเปรู กล่าวว่า แม้ว่าไทยกับเปรูได้ลงนามใน early harvest ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญระหว่างสองประเทศไปแล้วในช่วงระหว่างการประชุม APEC เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2548 ที่เกาหลี

แต่การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการยังไม่เสร็จสิ้นซึ่งจะต้องมีการเจรจากันต่อไป นอกเหนือจากการเปิดตลาดบริการแล้ว  การจัดทำความตกลงด้านความร่วมมือสาขาบริการ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาและเกือบจะบรรลุผลการเจรจาในไม่ช้า

                การจัดทำความร่วมมือด้านบริการจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการค้าบริการของทั้งสองให้เพิ่มมากขึ้น  สาขาต่างๆ ที่คาดว่าจะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ได้แก่  ความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการฝึกอบรม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการศึกษาและคุณสมบัติด้านวิชาชีพ คือ  การสนับสนุนการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และเยาวชนระหว่างกัน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษา การทำอาหาร การถนอมอาหาร การรักษาแผนโบราณ

                ความร่วมมือด้านการขนส่ง  ส่งเสริมให้เกิดพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการขนส่ง อำนวยความสะดวกในการนำสินค้าเข้าประเทศที่ท่าเรือและสนามบิน และการเข้าประเทศของลูกเรือ รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านบริการการขนส่งหลายรูปแบบ

                ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว   จัดนิทรรศการเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านวัฒนธรรม รวมทั้งการทำอาหาร ประวัติศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของทั้งสองประเทศ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   การอำนวยความสะดวกในการจัดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม หาแนวทางจัดทำความตกลงด้านการท่องเที่ยวและบริโภคศาสตร์ระหว่างสถาบันของทั้งสองประเทศ

                ความร่วมมือด้านสุขภาพ  ส่งเสริมให้เกิดโครงการความร่วมมือ เช่น โดรงการยาสำหรับนักเดินทางและการสาธารณสุขระหว่างประเทศ การค้นคว้าวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสุขภาพและอาหารบำรุงร่างกาย การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการรักษาแผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก และการให้ความสำคัญกับประชากรที่อยู่ห่างไกลความเจริญ

                ความร่วมมือด้านการก่อสร้าง การเคหะ และสุขอนามัย  แลกเปลี่ยนข้อมูลการวางแผนด้านการเคหะ การพัฒนาเมือง กระบวนการก่อสร้าง สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้ต้นทุนการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ แลกเปลี่ยนบุคลากรวิชาชีพและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จัดให้มีกิจกรรม เช่น หลักสูตร การประชุมสัมมนาด้านการก่อสร้าง การเคหะ และสุขอนามัย

                ทั้งนี้ 2 ฝ่าย เห็นว่าความตกลงด้านความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นหนทางหนึ่งในการนำไปสู่การขยายการค้า รวมทั้งการเปิดตลาดการค้าบริการอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

                สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการเจรจาด้านบริการ สามารถติดต่อได้ที่สำนักเจรจาการค้าบริการ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ 02-507-7470

 

/////////////////////////////////////////////////////////////

 


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  6941

Return