Search
Main Menu
 รายละเอียด
การเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม คณะกรรมการเจรจาเขตการค้าเสรี (Trade Negotiating Committee: TNC) ไทย-อินเดีย   เมื่อวันที่ 9-13 มกราคม 2549  ณ จังหวัดเชียงใหม่  ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการจัดทำตัวบทการค้าสินค้า  กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า  การค้าบริการ  การลงทุน และการจัดทำกลไกระงับข้อพิพาททางการค้า  ซึ่งการเจรจาในเรื่องต่างๆ ค่อนข้างมีความคืบหน้า โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องตัวบทการค้าสินค้า และคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปในเรื่องต่างๆ ได้โดยเร็วต่อไป

                ไทยและอินเดีย มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่จะสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อินเดีย โดยเร็ว โดยในส่วนของการลดภาษีสินค้าส่วนที่เหลือจำนวนกว่า 5,000 รายการ ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือสินค้าปกติ และสินค้าอ่อนไหว ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาให้ยกเลิกภาษีต่างๆ สินค้าระหว่างกันให้มากที่สุด โดยไทยผลักดันให้ยกเลิกภาษีสินค้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของพิกัดศุลกากร เนื่องด้วยต่างก็มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดสินค้าที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม อินเดียกังวลว่าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เพราะไม่สามารถลดภาษีสินค้าอ่อนไหวสูงได้ ในกลุ่มเกษตร ยานยนต์และชินส่วนยานยนต์ และเมล็ดพลาสติก

                ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ถอนรายการสินค้าอ่อนไหวมาลดภาษีระหว่างกัน ในเบื้องต้น อาทิ สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ ผ้าทอ ด้ายใยยาวสังเคราะห์ สิ่งปรุงแต่งเสริมความงาม เสื้อผ้า เตาอบ ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง หม้อไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า เครื่องบันทึกเทปแม่เหล็ก เป็นต้น และตั้งเป้าลดจำนวนสินค้าอ่อนไหวให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันการเปิดเสรีการค้าสินค้าให้มากที่สุด

ทั้งนี้ คาดว่า FTA ไทย อินเดีย จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจของไทยสนใจค้าขาย และลงทุนในตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น ซึ่งอินเดียเน้นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคตามเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับอินเดียกำลังปรับตัวรองรับการค้า และการลงทุนที่เสรีมากขึ้นด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค และรับการลงทุนต่างชาติอย่างมากในสาขาเหล่านี้ อนึ่ง FTA ไทย อินเดีย จะช่วยสร้างสมดุลการค้าของไทยกับอินเดีย เนื่องจากอินเดียจะปรับลดภาษีศุลกากร ซึ่งจะเพิ่มดุลการค้าให้กับไทยอีกทางหนึ่งในช่วงเดือน ม.ค. พ.ย. 48 การค้าไทย อินเดีย มีมูลค่า 2,518.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.9 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 1,350.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 1,167.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมมือกันในด้านมาตรการสุขอนามัย เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยไทยขอให้กระทรวงเกษตรอินเดียศึกษาความเป็นไปได้ในการนําเข้าสินค้ามะขามจากไทย จากเดิมที่อินเดียอนุญาตให้นําเข้าสินค้าเพียง 4 รายการ คือ ลําไย เงาะ ทุเรียน และมังคุด ส่วนอินเดียขอให้สํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกอช.) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยให้ข้อมูลเรื่องมาตรการการนําเข้าเนื้อวัว และกระบือจากอินเดีย เพื่อลดปัญหาการลักลอบนําเข้าอย่างผิดกฎหมายด้วย ส่วนกรณีปัญหาถิ่นกําเนิดสินค้า

ทั้งสองฝ่ายได้ยอมรับร่วมกันให้หลักการว่า จะใช้หลักการถิ่นกําเนิดสินค้าแบบเปลี่ยนพิกัด 4 หลัก และสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (local content) ระหว่างร้อยละ 30 - 40 ในเบื้องต้นไทยไม่เห็นด้วยเนื่องจากในความตกลงเอฟทีเออาเซียน-อินเดียกําหนดสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศไว้เพียงร้อยละ 35 เท่านั้น ฝ่ายไทยเห็นว่าอินเดียควรลดสัดส่วนวัตถุดิบลงให้ต่ำกว่าร้อยละ 35 ในฐานะที่ไทย-อินเดียเป็นคู่เจรจาทวิภาคี ซึ่งทางอินเดียได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้ว ทั้งนี้ฝ่ายไทยให้ความสําคัญกับการเจรจากําหนดกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้ามาก

ทั้งนี้ในการประชุมครั้งที่ 11  อินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2549    

 

 


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  9797

Return