Search
Main Menu
 รายละเอียด
“การค้าไทยในเอเชียใต้ : ตลาดที่ถูกมองข้าม”

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการในรูปแบบการเสวนาเรื่อง การค้าไทยในเอเชียใต้: ตลาดที่ถูกมองข้ามขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี(นายวิจิตร วิชัยสาร)  เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา  ในการจัดสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในตลาดเอเชียใต้  ให้แก่ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ เกษตรกร เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และประชาชนทั่วไปในภูมิภาคให้รับทราบโอกาสในการขยายการค้า การลงทุน โดยเฉพาะสินค้าสำคัญของภาคใต้ที่มีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ สินค้าผลไม้ (เงาะ มังคุด) และสินค้า OTOP เช่น ผ้าไหมพุมเรียง ไข่เค็มไชยา อาหารทะเลแปรรูป เป็นต้น 

ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการตื่นตัวและหันมาสนใจตลาดเอเชียใต้มากขึ้น  ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การค้าของไทยในตลาดเอเชียใต้  ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ (นายธวัชชัย โสภาเสถียรพงศ์) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานด้านภารกิจต่างประเทศที่รับผิดชอบตลาดอินเดียมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดเอเชียใต้ว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สามารถรองรับสินค้าไทยและกระจายไปยังภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านมีมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับแนวนโยบายในการเจาะตลาดเอเชียใต้ 

นอกจากนี้การสัมมนายังประกอบไปด้วยประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ทั้งขั้นตอนการส่งออก การนำเข้า รวมถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ และการประชาสัมพันธ์ให้หันมาใช้ท่าเรือระนองซึ่งตัดตรงไปยังทะเลอันดามัน  โดยมีสาระสำคัญดังนี้

กรมส่งเสริมการส่งออก: ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสและศักยภาพของสินค้าที่สามารถขยายการส่งออกสู่ตลาดเอเชียใต้โดยเฉพาะสินค้าในจังหวัดภาคใต้  รวมทั้งประชาสัมพันธ์โครงการสนับสนุนการจัดคู่ทางธุรกิจ  และกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กรมส่งเสริมการส่งออกจะจัดขึ้นในตลาดดังกล่าว 

กรมการค้าต่างประเทศ: ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการทางการค้า  ปัญหาอุปสรรคของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาตระหนักและเตรียมความพร้อมต่อไปกรมทรัพย์สินทางปัญญา: ให้ความรู้ความเข้าใจในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในเชิงธุรกิจ  และการให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่ กรมศุลกากร: ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการพิธีการศุลกากรในการส่งออกและนำเข้า  รวมทั้งกฏแหล่งกำเนิดสินค้า

การท่าเรือแห่งประเทศไทย: จะประชาสัมพันธ์ให้รู้จักท่าเรือน้ำลึกจังหวัดระนอง การสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 100 คน โดยเฉพาะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการในภูมิภาค รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เช่น สำนักงานพาณิชย์ในภูมิภาค หอการค้าจังหวัดต่างๆ เกษตรกรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มสหกรณ์ต่างๆ  และจากการประเมินผลสัมมนาจากผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 100 คน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการสัมมนา

โดยเฉพาะในส่วนของความรู้ความเข้าใจที่มีมากขึ้นภายหลังจากการสัมมนา โดยหลายคนให้ความสนใจตลาดเอเชียใต้ เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายใหม่ที่จะขยายการส่งออกสินค้า นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรและผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการให้กรมฯ ดำเนินการจัดสัมมนาในรูปแบบนี้อีก โดยเฉพาะตามจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งนี้ กรมฯ มีแผนที่จะจัดสัมมนาครั้งต่อไปในจังหวัดอุดรธานี และพิษณุโลก ตามลำดับ

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการค้า และการลงทุน กับประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก (จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น) ตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ ดังจะเห็นได้ว่า ในกลุ่มเอเชียใต้ ไม่มีประเทศใดเลยที่ติดอันดับหนึ่งในสิบของตลาดส่งออกไทยในหลายสิบปีมานี้  ความเชื่องช้าในการพัฒนาการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศในเอเชียใต้ มีสาเหตุมาจากปัญหาภายในของแต่ละประเทศเหล่านี้เป็นหลัก  

ศรีลังกามีการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมานานตลอด จนมีแบบแผนใกล้เคียงกับประเทศไทย คือเริ่มจากการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก ตั้งกำแพงภาษีสูงเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ นอกจากนี้ ศรีลังกายังมีจุดเด่นที่ดำเนินนโยบาย "สังคมนิยม" แบบศรีลังกาที่ให้สวัสดิการสุขภาพ และการศึกษาอย่างทั่วถึง

ขณะที่พม่า มีศักยภาพซึ่งจะพัฒนาเศรษฐกิจการค้าอย่างมาก แต่ประสบอุปสรรคทางการเมือง ที่ผู้ปกครองยังมีปัญหา สงครามกับชนกลุ่มน้อย และปัญหายาเสพยติด ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการค้าการลงทุน กับประเทศนอกกลุ่มอาเซียนได้เท่าที่ควร

สำหรับบังกลาเทศนั้น  ปัจจุบันมีการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับหนึ่ง ที่ใช้แรงงานมาก และเทคโนโลยีต่ำ แต่เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน ชนชั้นกลางมีจำนวนน้อยและไม่มีกำลังซื้อ ทำให้บังกลาเทศมีศักยภาพไม่สูงนักในการเป็นตลาดรองรับสินค้าจากตลาดโลก ในขณะที่ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ก็เป็นตลาดการลงทุนที่ดีกว่า

อินเดีย มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับศรีลังกา จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ "สังคมนิยม" ที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงควบคุมเศรษฐกิจอย่างเหนียวแน่น ส่งเสริมคุ้มครองรัฐวิสาหกิจ กีดกันการค้าต่างประเทศ กระทั่งเมื่ออินเดียประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2534 จึงได้ผ่อนคลายนโยบายดังกล่าวลงบ้าง โดยเลิกการควบคุมราคาและการผลิต ลดอัตราภาษีศุลกากร เปิดประตูรับสินค้าเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศ

--------------------------------------------


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  8240

Return