Search
Main Menu
 รายละเอียด
หนทางจากการจัดทำเขตการค้าเสรีก้าวไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ประเทศสมาชิกอาเซียนใดประเทศหนึ่งไม่สามารถดึงดูดการลงทุนด้วยตนเองได้  จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มเศรษฐกิจเป็นตัวดึงดูด ในการนี้หากอาเซียนมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าจนถึงขั้นเป็นตลาดเดียว (Single Market) จะช่วยเพิ่มโอกาสของอาเซียนในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศผู้นำอาเซียนจึงมีนโยบายให้        การสนับสนุนการดำเนินการการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ                   อาเซียน(ASEAN Economic Community : AEC) ภายในปี 2020 (พ.ศ. 2563)  เพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ  การลงทุน  เงินทุน  และแรงงานมีฝีมือระหว่างกันอย่างเสรีโดยไม่มีปัญหาด้านกฎแหล่งกำเนิดสินค้ามาเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายสินค้า   และ ผลของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจจะทำให้อาเซียนมีการค้าระหว่างกัน   มากขึ้น  มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงจากการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี แล เศรษฐกิจของภูมิภาคจะขยายตัวมากขึ้น

 เนื่องจากอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวไทยมากที่สุด   ดังนั้น การมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจะเป็น  การสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและจะทำให้การเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ โดยการจัดทำ FTA ของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น   เป็นที่น่าสังเกตว่าคู่เจรจา FTA ของไทยส่วนใหญ่ก็ทราบความสำคัญของ  การรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนดังกล่าวด้วยเช่นกัน  ขณะนี้ จึง มีหลายประเทศที่เรียกร้องขอเจรจาทำ FTA กับอาเซียน อาทิ  ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้ และเร็วๆนี้   EU ได้ทาบทามขอเจรจาเพื่อจัดทำ FTA กับกลุ่มอาเซียนด้วยเช่นกัน    จึงขอลำดับเหตุการณ์ของการดำเนินการเพื่อนำไปสู่ AEC   พอสังเขป

·   ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 9 เมื่อปลายปี  2546     เกาะบาหลี  ประเทศ   อินโดนีเซีย ผู้นำอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ที่เรียกว่า Bali Concord II เห็นชอบเป้าหมายสุดท้ายของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนมุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  โดยอาเซียนจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน

·   ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 เมื่อปลายปี 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบให้มีการเร่งรัดการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขา (Priority Sector) ภายในปี 2010 (พ.ศ. 2553)   คือ    สินค้าเกษตร    ประมง   ยานยนต์   ผลิตภัณฑ์ไม้  ผลิตภัณฑ์ยาง  สิ่งทอ   อิเล็กทรอนิกส์  เทคโนโลยีสารสนเทศ   การท่องเที่ยว  การบิน  และบริการสาขาสุขภาพ  เพื่อนำร่องการดำเนินงานไปสู่ AEC โดยได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียน ซึ่งมีแผนงาน (Roadmap)  พร้อมกรอบระยะเวลาและหน่วยงานที่รับผิดชอบ  กรอบความตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่  31  สิงหาคม  2548   

                สำหรับการเปิดเสรีสินค้าที่เป็น priority sectors (เกษตร/ ประมง/ ไม้/ ยาง/ สิ่งทอ/ ยานยนต์/ อิเล็กทรอนิกส์/ เทคโนโลยีสารสนเทศ/ สาขาสุขภาพ) จะใช้มาตรการต่างๆเป็นกลไก เช่น การเร่งลดภาษีให้เร็วกว่าในกรอบอาฟต้า 3 ปี คือ ต้องขจัดภาษีภายในปี 2007 (พ.ศ. 2550)   ส่วนการเปิดตลาดบริการที่เป็น priority sectors (ท่องเที่ยว การบิน เทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ) อนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติของประเทศสมาชิก        อาเซียนหนึ่งเข้ามาตั้งกิจการในอีกประเทศหนึ่งโดยถือหุ้นข้างมากได้ คือ ในสัดส่วนร้อยละ 51 ในปี 2008       (พ.ศ. 2551) และร้อยละ 70 ในปี 2010 (พ.ศ. 2553)  ทั้งนี้ สำหรับสาขาบริการอื่นๆที่เหลือทั้งหมด ให้เปิดเสรีภายในปี 2015 (พ.ศ. 2558 )

                นอกจากการลดภาษีแล้ว อาเซียนยังได้ดำเนินการยกเลิกมาตรการและอุปสรรคกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) เร่งปรับประสานมาตรฐานสินค้าและจัดทำความตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า โดยอาเซียนได้เริ่มดำเนินการปรับประสานมาตรฐานสินค้า 20 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น 

                สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไปนั้น นอกจากการดำเนินการตามแผนงาน Roadmaps การรวมกลุ่ม 11 priority sectors อาเซียนตกลงที่จะเพิ่มสาขา Logistics เป็น priority sector อีกสาขาหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่า อาเซียนจำเป็นต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการดำเนินงานในส่วนต่างๆ ทั้งระบบคลังสินค้า ระบบการผลิต ระบบการบรรจุภัณฑ์ ระบบการกระจายสินค้า รวมถึงการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ   ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดส่งสินค้าและบริการไปถึงมือลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

 ------------------------------------


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  4935

Return