Search
Main Menu
 รายละเอียด
การแข่งขันของสินค้าไทยภายหลัง FTA ญี่ปุ่น-มาเลเซีย บรรลุผล

การจัดทำความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างญี่ปุ่น-มาเลเซีย ได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549    โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าที่มีการค้าระหว่างกัน ร้อยละ 97    และญี่ปุ่นจะลดภาษีให้กับสินค้าจากมาเลเซียในหลายรูปแบบ   มีทั้งลดภาษีทันที  ค่อยๆ ทยอยลดภาษี  ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ  เช่น  อัตราการลด  ระยะเวลาการลด  ประเภทสินค้า  แต่มีสินค้าบางรายการที่ญี่ปุ่นไม่นำมาลดภาษีให้กับมาเลเซีย เช่น มันสำปะหลัง (เอสเตอริไฟด์สตาร์ช)  เป็นต้น

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ได้มีการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันในตลาดญี่ปุ่นของไทยเปรียบเทียบกับมาเลเซียซึ่งบรรลุข้อตกลง FTA ไปแล้ว ปรากฏว่า  สินค้าส่วนใหญ่ของไทยในตลาดญี่ปุ่นยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก  เช่น  เครื่องจักร  เครื่องใช้ไฟฟ้า  ยางแผ่นรมควัน  น้ำตาลจากอ้อย  อาหารสุนัขและแมว  เป็นต้น  เนื่องจากเป็นสินค้าที่ญี่ปุ่นมีอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0 อยู่แล้ว  ยกเว้นสินค้าในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 12.8  

จากการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ Porter Model สำหรับสินค้ากลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม   โดยเลือกตัวอย่างสินค้าในกลุ่มนี้ที่ญี่ปุ่นมีมูลค่าการนำเข้าสูงจากไทย  ขณะเดียวกัน ก็มีการนำเข้าจากมาเลเซียด้วย คือ กางเกงผู้หญิงหรือเด็กหญิงทำด้วยฝ้าย  ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้าสินค้านี้จากไทยเป็นอันดับที่ 10   และนำเข้าจากมาเลเซียเป็นอันดับที่ 31  จากการวิเคราะห์  พบว่า :

- ไทยจัดอยู่ในตำแหน่ง Dog  ซึ่งหมายความว่า ส่วนแบ่งตลาดน้อยและอัตรา

การเติบโตลดลง ในขณะที่มาเลเซียจัดอยู่ในตำแหน่ง Cash Cow คือ ส่วนแบ่งตลาดน้อยแต่ตลาดมีการเติบโตสูง  

-   มาเลเซียมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าไทยเนื่องจาก ไทยมีอัตราการ

เปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาดลดลงร้อยละ 4.4   ขณะที่มาเลเซียมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5  

จึงแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า  สินค้าในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนี้ของ

ไทยกำลังชะลอลง ในขณะที่มาเลเซียแม้จะยังมีมูลค่านำเข้าในญี่ปุ่นไม่มาก แต่มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราสูง   ดังนั้น หากญี่ปุ่นลดภาษีนำเข้าสินค้านี้ให้กับมาเลเซียเป็น 0  ตามข้อตกลง FTA แต่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 12.8 จากไทย จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสียเปรียบของไทยต่อมาเลเซียมากขึ้น  

ผู้ประกอบการไทยจึงควรตระหนักว่า  ในอนาคตหากไทยยังไม่ได้ข้อยุติ         จากการทำ FTA กับญี่ปุ่นแล้ว ไทยจะต้องทำการบ้านหนักขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการที่มาเลเซียจะเร่งพัฒนาศักยภาพสินค้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งความได้เปรียบจากภาษีนำเข้าเป็น 0  ดังนั้น โอกาสของไทยที่จะขยายตลาดสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในญี่ปุ่นก็มีเพียงเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตทั้งทางด้านคุณภาพ  การออกแบบและราคา  และให้ความสำคัญกับกลไกที่จะช่วยสนับสนุน/ขยายการส่งออกอย่างจริงจัง   อย่างไรก็ตาม สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอยังเชื่อว่า  อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยังมีโอกาสพัฒนาและขยายตลาดได้อีกมาก  เพราะญี่ปุ่นมีความเชื่อถือในฝีมือและคุณภาพการผลิตของไทย 

-------------------------------------


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  6602

Return