Search
Main Menu
 รายละเอียด
ตลาดสหภาพยุโรป : ควรเร่งใช้ประโยชน์จากการชดเชยก่อนจัดตั้งอาเซียน-อียู (2)

จากตอนที่แล้ว  ได้กล่าวถึงการดำเนินการของประเทศไทยในการขอเจรจากับอียูเพื่อขอชดเชยความเสียหายที่ผู้ส่งออกไทยได้รับจากการขยายสมาชิกของกลุ่มอียูเพิ่มขึ้นจากเดิม 15 ประเทศเป็น 25 ประเทศ ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปบางรายการของไทยต้องเสียภาษีให้กับประเทศสมาชิกใหม่ของอียูในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งในที่สุดอียูได้เปิดตลาดเป็นการทั่วไปให้แก่สมาชิก WTO ในสินค้าข้าวเปลือก  ข้าวกล้อง  ข้าวหัก  ปลาซาร์ดีน และปลาทูน่า โดยในบางสินค้าได้กันโควตาบางส่วนให้เฉพาะไทย  ซึ่งได้แก่ สินค้าปลาซาร์ดีน  ปลาทูน่า  นอกจากนี้ยังขยายโควตาสินค้าข้าวขาวให้แก่สมาชิกทั่วไป และกันบางส่วนของโควตาที่ขยายให้แก่ไทยด้วย  เป็นผลให้ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังอียูได้เพิ่มขึ้น

          ในตอนนี้ จะกล่าวถึงบทบาทของประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการขยายสมาชิกภาพของอียู

          สหรัฐอเมริกาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบและเจรจาขอชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขยายสมาชิกภาพของอียู ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับการชดเชยเช่นเดียวกับไทย  โดยอียูได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2549 แจ้งให้ทราบถึงผลการชดเชยในสินค้าต่างๆ จำนวน 50 รายการ ซึ่งบางรายการเป็นการชดเชยให้เฉพาะสหรัฐฯ  แต่บางรายการเปิดโควตาให้แก่สมาชิกองค์การการค้าโลก  รวมทั้งไทยได้รับสิทธิประโยชน์เป็นการทั่วไป  ทั้งนี้ ในส่วนของไทยสินค้าที่ไทยน่าจะได้ประโยชน์ เช่น ไก่สด  น้ำตาลทรายดิบ น้ำผลไม้ เป็นต้น

 

          รายการสินค้าที่อียูเปิดโควตาแก่สมาชิก WTO เป็นการทั่วไปที่คาดว่าไทยน่าจะได้รับประโยชน์

 

สินค้า

โควตาที่ได้เพิ่มขึ้น (ตัน)

อัตราภาษีในโควตา(%)

- ไก่ตัดเป็นชิ้น,สด,แช่เย็นหรือแช่แข็ง

- น้ำตาลทรายดิบ

- อาหารปรุงแต่งทำจากธัญพืช

- น้ำผลไม้

- น้ำองุ่น

-อาหารปรุงแต่งอื่นๆ

- อาหารสำหรับสุนัขและแมว

4,070

1,413

191

7,044

29

921

2,058

 

EUR 98/t

33%

20%

 

18%

7%

         

หมายเหตุ  สินค้ารายการนี้ประกอบด้วย HS 9 หลัก จำนวน 11 รายการ โดยมีอัตราภาษีในโควตาต่างกัน

          การชดเชยดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 6 สัปดาห์   หลังจากที่อียูได้ออกประกาศแล้ว คือ ประมาณวันที่ 23 มิถุนายน 2549

          ผู้ส่งอออกไทยควรเร่งใช้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐทุ่มเทขอเจรจาเพื่อหาทางชดเชยความเสียหายจากการรวมกลุ่มของอียู  เพื่อสามารถขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น เพราะสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการชดเชยล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก  ไทยจะได้ใช้สถิติจากการส่งออกล่าสุดเป็นฐานในการประเมินข้อเรียกร้องในการเจรจาเปิดตลาดระหว่างอาเซียน-  อียูต่อไป

          อียูเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทยรองจากอาเซียนและญี่ปุ่นตามลำดับ ในปี 2548 การค้าระหว่างไทยกับอียูมีมูลค่า 1,033,085 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.24 ของมูลค่าการค้ารวมของไทยกับโลก  โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 167,285 ล้านบาท สำหรับในระยะ 5 เดือนแรกของปี 2549 การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 458,457 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้าอียู 78,565 ล้านบาท

-----------------------------

         


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  3614

Return