Search
Main Menu
 รายละเอียด
++ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในอินเดีย

++ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรง ส่งผลให้การค้าไร้พรมแดนมากขึ้น นานาประเทศรวมทั้งไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมโยงการค้าสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลก

++กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานดูแลด้านการค้าได้จัดตั้งคณะทำงานดูแลภารกิจด้านต่างประเทศ (Regional Hub) เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกและเชิงรับในการขยายการค้าสู่ตลาดคู่ค้า ทั้งตลาดหลักเดิมและตลาดใหม่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน อาเซียน และอินเดีย

++อินเดีย เป็นหนึ่งในตลาดใหม่ที่ไทยให้ความสำคัญ ที่จะสร้างโอกาสการขยายการค้าและการลงทุนสู่ตลาดอินเดีย เนื่องจากมีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงถึง 300 ล้านคน และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง มีสินค้าหลายรายการที่ไทยมีศักยภาพขยายการส่งออกไปอินเดีย เช่น เครื่อง ใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกล เป็นต้น

++โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ไทยมีศักยภาพทั้งการผลิตและส่งออก แต่อินเดียยังนำเข้าจากแหล่งอื่น จึงควรหาแนวทางกระตุ้นให้ชาวอินเดียหันมาสนใจนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทยมากขึ้น

++ด้วยเหตุนี้ สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเป้าหมายที่จะขยายการค้าในตลาดอินเดีย และช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ฝ่ายไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าร่วมงาน India International Jewellery Show 2006 ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และได้ร่วมหารือกับอินเดียถึงความร่วมมือด้านการค้าและการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่เกื้อหนุนกัน ซึ่งอินเดียชำนาญด้านการตัดและเจียระไนเพชร ส่วนไทยชำนาญด้านการเจียระไนพลอย นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอให้อินเดียตั้งศูนย์กลางกระจายสินค้าเพชรในไทย เพื่อสร้างความร่วมมือด้านอัญมณีและเครื่องประดับต่อไป

++แม้ว่าลู่ทางการค้ากับอินเดียยังมีอีกมาก แต่ปัญหาที่พบในการค้าขายกับอินเดียคือ การหาตัวแทนจำหน่ายในการกระจายสินค้า เนื่องจากอินเดียยังไม่เปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนค้าปลีก และการขาดความตระหนัก (awareness) ของข้อมูลตลาดอินเดีย และศักยภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ตลอดจนความเชื่อใจและทัศนคติต่อคนอินเดีย ซึ่งจุดนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำเข้าและส่งออก ในการทำให้การค้าขยายตัว สุดท้ายคือ อัตราภาษีของอินเดียที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่เชื่อว่าการจัดทำ FTA ในอนาคตจะทำให้อัตราภาษีลดลง และช่วยให้เปิดตลาดได้มากขึ้น

++นอกจากสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ หลายรายการที่เป็นสินค้าเป้าหมายขยายการค้าไปอินเดีย ได้แก่ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป

++ทั้งนี้ ภาคเอกชนจะเป็นกำลังสำคัญที่ต้องเดินหน้าบุกตลาดขยายการค้ากับอินเดีย และมีภาครัฐเป็นกำลังสนับสนุน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้สดใส หากสามารถเข้าไปช่วงชิงตลาดได้ก่อนคู่แข่งยักษ์ใหญ่ที่สำคัญอย่างจีน ซึ่งมีความได้เปรียบในด้านราคาสินค้ามากกว่าประเทศอื่นๆ

++นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภายหลังไทยและอินเดียเริ่มลดภาษีสินค้าระหว่างกันภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 พบว่า มูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวเพิ่มขึ้นมาตลอด

++โดยในปี 2547 สำหรับสินค้าเร่งลดภาษีเบื้องต้น (Early Harvest Scheme : EHS) จำนวน 82 รายการ  มีมูลค่าการค้า 216.7 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยไทยส่งออก 147.4 ล้านเหรียญสหรัฐ  และนำเข้า 69.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  ไทยได้ดุลการค้าอินเดีย 78.1 ล้านเหรียญสหรัฐ  และในปี 2548 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 430.0 ล้านเหรียญสหรัฐ  ไทยส่งออก 341.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  นำเข้า 88.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  ไทยได้ดุลการค้า 252.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

++สำหรับมูลค่าการค้ารวมในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้(มกราคม-เม.ย.) อยู่ที่ 912.8 ล้านเหรียญสหรัฐ  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันองปี 2548 ที่มีมูลค่าการค้ารวม 977.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  ลดลงร้อยละ 6.6  โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปอินเดียมูลค่า 470.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 504.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  ลดลงร้อยละ 6.8  การนำเข้าจากอินเดียมาไทยมูลค่า 442.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 472.7 ล้านเหรียญสหรัฐ  ลดลงร้อยละ 6.4  จากมูลค่าการค้าทั้งหมดไทยได้เปรียบดุลการค้ากับอินเดียอยู่ที่ 27.8 ล้านเหรียญสหรัฐ  ลดลงร้อยละ 13.0  ในขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนไทยได้เปรียบดุลการค้า 31.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

++มูลค่าการค้าภายใต้สินค้า 82 รายการระหว่างไทยกับอินเดีย  มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เป็นผลมาจากการทำ FTA  ระหว่างไทยกับอินเดีย  ได้ขจัดอุปสรรคปัญหาในด้านของการทำการค้าได้มากขึ้น  ทำให้สินค้าของไทยและอินเดียสามารถที่จะเปิดตลาดระหว่างกันได้มากขึ้น  ซึ่งในอนาคตคาดว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 1 กันยายน 2549 สินค้าเร่งลดภาษี 82 รายการ จะมีอัตราภาษีเป็น 0 จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการจะใช้ประโยชน์ในความได้เปรียบประเทศคู่แข่งจากอัตราภาษีภายใต้ FTA ได้อย่างเต็มที่  นางอภิรดีกล่าว

            ++แม้ว่าการค้ากับแต่ละประเทศจะมีอุปสรรค แต่ถ้าหากชิงจังหวะความได้เปรียบในการขยายการค้า การลงทุน ไทยก็จะไม่เสียเปรียบการค้าต่อคู่ค้าและคู่แข่ง


Written By:  admin
Date Posted:  18/10/2549
Number of Views:  9180

Return