Friday, November 21, 2008  
| | |
 Search
  |  
MainMenu


รายละเอียด
1 ปีกองทุน FTA เงินเหลืออีกตั้ง 94 ล. กค.เตรียมเสนอวิธีจัดงบฯใหม่ เน้นสะดวก ว่องไว

ครบรอบ 1 ปีไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 สำหรับ "กองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า" ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตและผู้ประกอบการในสินค้าเกษตร แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม และบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า ให้สามารถปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนให้สามารถแข่งขันได้

ผลการดำเนินการกองทุนในรอบปีที่ผ่านมาจากข้อมูลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า กองทุนเอฟทีเอได้รับจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 2550-2551 แล้ว 40 ล้านบาท ซึ่งได้อนุมัติให้การช่วยเหลือตามโครงการเผยแพร่ความรู้ ด้านมาตรฐานสินค้าและคุ้มครองผู้บริโภค (สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์) 5 ล้านบาท และโครงการศึกษาเพื่อปรับยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการค้าเสรี อีก 1 ล้านบาท

และในปีงบประมาณ 2552 ได้ งบประมาณอีก 100 ล้านบาท ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติงบฯให้กับโครงการ 7 โครงการสำหรับสินค้าหลายกลุ่ม อาทิ สินค้าปลาน้ำจืด ปลาป่น ส้ม ยา และโคเนื้อ รวมงบประมาณเป็น 40 ล้านบาท ทำให้กองทุนยังเหลืองบประมาณอีก 94 ล้านบาท

กองทุนเอฟทีเอใช้ยากจริงหรือ ?

แม้ว่าจำนวนโครงการขอรับความช่วยเหลือจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ถือว่าเป็นจำนวนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนสินค้าที่ไทยเปิดเขตการค้าเสรี ทั้งในกรอบทวิภาคี เช่น ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น และ กรอบพหุภาคี เช่น อาเซียน และอาเซียนกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การไม่มาขอใช้กองทุน แล้วสินค้าดังกล่าวจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี

แต่ในทางตรงกันข้าม การขอใช้กองทุนน้อยเป็นเพราะผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ได้รับผลกระทบยังขาดประสบการณ์ และไม่สามารถเขียนโครงการขอรับความช่วยเหลือแบบที่เรียกว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนที่ซับซ้อน อาทิ ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือรูปแบบตัวเงิน และต้องเป็นไปเพื่อบรรเทาผลกระทบ จากการเปิดเสรี ไม่ใช่ภาพรวม มีระยะเวลาให้แก้ไขปัญหาให้ได้ภายใน 3 ปี

ทั้งยังมีเกณฑ์การพิจารณาผลกระทบอย่างเข้มงวด อาทิ การนำเข้าสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกันจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการเปิดเสรี หรือมีสัญญาณบ่งชี้ หรือคาดการณ์ได้ว่าสินค้าและบริการที่ผลิตภายในประเทศจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (ประเภทเดียวกับสินค้าที่นำเข้า) มีแนวโน้มลดลง การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องลดลง และมีผลการศึกษาระบุว่าภาคการผลิตสินค้าหรือภาคบริการนั้นๆ ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ทั้งหมดก็เพื่อให้เป็นไปตามระบบที่ต้องขออนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี

ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งมีนายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานโดยตำแหน่งนั้น ต้องปฏิเสธหรือแก้ไขโครงการหลายรอบ และมีโครงการผ่านการอนุมัติมาไม่ถึง 10 โครงการจากที่ ขอความช่วยเหลือมา 21 โครงการ

ก้าวต่อไปของกองทุน

นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า สิ่งแรกต้องเร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงกองทุนก่อน เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีได้มาขอคำแนะนำในการจัดทำโครงการเสนอกองทุนเอฟทีเอปีนี้ เพิ่มขึ้นอีก 4 สินค้า คือ สมุนไพร สิ่งทอ รองเท้า และโคนม แต่จะต้องปรับโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์กองทุน ซึ่งขณะนี้มีแผนการ จัดสัมมนาให้ความรู้กับจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค และต้องเพิ่มวงกว้างมากขึ้น

และ ก้าวต่อไปอีกก้าวที่สำคัญทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติจัดตั้งเป็น กองทุนตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ เพื่อขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับดำเนินงานให้ความช่วยเหลือภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรองรับโครงการที่ขอใช้กองทุนที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้มีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้การของบประมาณกองทุน ที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคประการหนึ่งของการดำเนินการกองทุน เนื่องจากกองทุน เอฟทีเอมีการดำเนินงานไม่เต็มรูปแบบ เป็นลักษณะของการเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติเบิกงบประมาณจากภาครัฐ และ ต้องคืนงบประมาณจากการเหลือใช้ให้กับกระทรวงการคลัง

ขณะเดียวกันคณะกรรมการก็ยังมีบทบาทที่จะต้องกลับไปประเมินโครงการที่ได้รับอนุมัติ และเริ่มดำเนินการไปแล้วอย่างต่ำ 3 เดือน อาทิ โครงการนำร่องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปลาน้ำจืด ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่ปรึกษาร่วมกับกรมประมง ได้คัดเลือกผู้ประกอบการ 40 รายที่มีศักยภาพ มาพัฒนาระบบการเลี้ยง

และโครงการศึกษาเพื่อจัดทำระบบประกันคุณภาพ GMP (Good Manufacturing Practice) โรงงานผลิตปลาป่น เพื่อความปลอดภัยของอาหารสัตว์และเพิ่มขีดความปลอดภัยของอาหารสัตว์ ซึ่งมีบริษัท ควอลิตี้แซทเทิลฟายด์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปิดเสรี โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-เปรู ซึ่งจะทำให้โรงงานผลิตปลาป่นไทยมีคุณภาพ และ ช่วยให้สินค้าไทยมีโอกาสเปิดตลาดใหม่ๆ ได้ จากเดิมที่ถูกกดราคา เพราะจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในประเทศไม่กี่ราย ทั้งนี้ คาดว่าการประเมินรอบต่อไปจะเริ่มในเดือนส.ค.-ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายควรตระหนักว่าผลกระทบจากเอฟทีเอยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาเอฟทีเอ จะไม่ใช่วาระเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ ซึ่งที่ได้รับบทบาทในการดูแลกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ก็ยังไม่มีนโยบายผลักดันการเจรจาเอฟทีเอที่ยังคั่งค้างอยู่หลายฉบับ และยังต้องรอกฎหมายเอฟทีเอ ซึ่งเป็น กฎหมายลูกภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อเป็นแกนหลักในการเดินหน้า

ดังนั้น ในช่วงสุญญากาศของการเดินหน้าเอฟทีเออย่างนี้ รัฐบาลควรหันกลับมาตระหนักถึงผลกระทบจากเอฟทีเอ ที่ลงนามไปแล้วก่อนที่จะสายเกินไป

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 พ.ค. 2551


Written By:  admin
Date Posted:  5/20/2008
Number of Views:  596

Return