ความเป็นมา
เมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกขยายตัวมากขึ้น อาเซียนจึงได้มุ่งกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันจนมีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนขึ้นในปี พ.ศ. 2535 (ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี) ในปีดังกล่าวผู้นำอาเซียนและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ลงนามในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน จึงถือเป็นการประกาศการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
วัตถุประสงค์หลัก
เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของสมาชิกอาเซียน สร้างบรรยากาศในการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้อาเซียนเป็นฐานในการผลิต นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองของอาเซียนด้วย แน่นอนที่สุดว่า อาเซียนที่มีสมาชิก 10 ประเทศ มีประชากรรวมกันประมาณ 580 ล้านคน ย่อมมีขนาดของเศรษฐกิจที่ไม่แพ้ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ดังนั้น การรวมตัวทางเศรษฐกิจจึงสร้างอำนาจต่อรองให้กับอาเซียนเป็นอย่างมาก
เป้าหมาย
สำหรับเป้าหมายของเขตการค้าเสรีอาเซียน มี 2 ประการ คือ การลดภาษีระหว่างสมาชิกให้หมดไป และการยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีระหว่างกันให้หมดไปด้วย
มาตรการด้านภาษี
อาเซียนตกลงที่จะเร่งรัดการลดภาษีใน AFTA ดังนี้
1. ประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศลดภาษีสินค้าในบัญชี Inclusion List (IL) ให้เหลือ 0-5% ภายใน
วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2003 และจะลดให้เป็น 0 % ภายในปี ค.ศ. 2010
2. ประเทศสมาชิกใหม่จะพยายามลดภาษีลงเหลือ 0-5% ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปี 2006 สำหรับเวียดนาม; ปี 2008 สำหรับลาวและพม่า; และปี 2010 สำหรับกัมพูชา 
3. ประเทศสมาชิกจะลดภาษีลงเหลือ 0% ทุกรายการใน IL ภายในปี 2010 สำหรับสมาชิกเดิม และภายในปี 2015 สำหรับสมาชิกใหม่ ทั้งนี้ ตั้งแต่ ม.ค. 2003 กำหนดให้ 60% ของรายการสินค้าทั้งหมดของสมาชิกเดิม 6 ประเทศมีอัตราภาษีเท่ากับ 0%
4. ภายใต้กรอบความตกลงสำหรับการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญ (ลงนามระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547) กำหนดว่าจะเร่งลดภาษีสินค้าใน 9 สาขาหลัก (เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ) ให้เร็วขึ้นจากกรอบ AFTA เดิม 3 ปี กล่าวคือจากปี 2010 เป็น 2007 สำหรับสมาชิกเดิม และจากปี 2015 เป็น 2012 สำหรับสมาชิกใหม่
5. นอกจากสินค้าในบัญชี IL แล้ว ยังมีการกำหนดเวลาการลดภาษีสำหรับบัญชียกเว้นภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List: TEL) บัญชีอ่อนไหว (Sensitive List: SL) และบัญชีอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List: HSL) ซึ่งมีกำหนดเวลาการลดภาษีที่แตกต่างกัน ส่วนบัญชียกเว้นทั่วไป (General Exclusion List: GE) เป็นสินค้าที่แต่ละประเทศไม่สามารถนำมาลดภาษีได้ (ขณะนี้มีเพียงไทยและสิงคโปร์ที่ไม่มี GE)
สำหรับประเทศไทยมีการลดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลง AFTA ดังนี้
ในวันที่ 1 มกราคม 2545 ประเทศไทยนำรายการสินค้าจำนวน 439 รายการมาลดภาษีลงเหลือร้อยละ 5 ส่วนที่เหลืออีก 472 รายการจะลดภาษีร้อยละ 5 ในวันที่ 1 มกราคม 2546
ประเทศไทยจะต้องลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยในวันที่ 1 มกราคม 2546 สินค้าจำนวนร้อยละ 60 ของรายการสินค้าใน IL (Inclusion List) จะต้องลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0
กลไกการลดภาษี
กลไกการลดภาษีที่สำคัญของ AFTA คือระบบ CEPT (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรแก่กันแบบต่างตอบแทน กล่าวคือ การที่จะได้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีของประเทศอื่นสำหรับสินค้าชนิดใด ประเทศสมาชิกนั้นจะต้องประกาศลดภาษีสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันด้วย ทั้งนี้ CEPT ได้กำหนดให้สินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีจะต้องมีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในอาเซียน (ASEAN Local Content) อย่างน้อย 40% และสามารถคำนวณวัตถุดิบในอาเซียนแบบสะสม (Cumulative Rules of Origin) โดยกำหนดอัตราขั้นต่ำของวัตถุดิบเท่ากับ 20%
Consolidated 2010 CEPT Package (Sourcr: http://www.aseansec.org)
Brunei Darussalam
Indonesia
Malaysia
Phillipines
Thailand
Consolidated 2008 CEPT Package
บรูไน
กัมพูชา
อินโดนีเซีย
ลาว
มาเลเซีย
พม่า
ฟิลิปปินส์
สิงคโปร์
ไทย
เวียดนาม