Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

RCEP


 

 

ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

 

ความเป็นมา

อาเซียนได้ตั้งเป้าหมายที่จะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดย  มีการดำเนินงานการรวมกลุ่มเศรษฐกิจใน 2 แนวทางคู่ขนานกัน คือ (1) การรวมกลุ่มภายในอาเซียน ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดในการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 เพื่อให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และ(2) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกโดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ซึ่งปัจจุบันอาเซียนได้จัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้ารวม 5 ฉบับ กับ 6 ประเทศ ได้แก่ (1) อาเซียน-จีน (2) อาเซียน-ญี่ปุ่น (3) อาเซียน-เกาหลี (4) อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และ (5) อาเซียน-อินเดีย รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะทำความตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมระดับการเปิดเสรีมากขึ้นโดยเริ่มจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก หรืออาเซียน+3 และอาเซียน+6 ซึ่ง อาเซียนและประเทศคู่เจรจาได้ร่วมกันจัดทำผลการศึกษาของกรอบ อาเซียน+3 และอาเซียน+6 ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 – 2551

 

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) เป็นการพัฒนามาจากแนวคิด ASEAN+6 ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องของอาเซียนในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นภูมิภาคที่สามารถบูรณาการระบบเศรษฐกิจของตนเข้ากับระบบเศรษฐกิจภายนอกภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาบทบาทของอาเซียนในการเป็นแกนกลางขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นในภูมิภาคไว้ในขณะเดียวกัน ดังนั้น RCEP จึงเป็นการดำเนินงานอันสำคัญของอาเซียนในการบูรณาการเศรษฐกิจเข้ากับภายนอกตามแผน AEC Blueprint

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำได้รับรองเอกสารกรอบอาเซียนสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (ASEAN Framework for Regional Comprehensive Economic Partnership - RCEP) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะจัดทำความตกลงฉบับองค์รวมที่พัฒนาจากความตกลงการค้าเสรีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ASEAN FTA Partners – AFPs) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์  

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 อาเซียนและประเทศ +6 จึงตั้งคณะทำงานด้านเทคนิค 3 ด้าน คือ การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน เพื่อเตรียมแนวจัดทำหลักการทั่วไปสำหรับการเจรจาในแต่ละด้าน (Guiding Principles) เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการเจรจาแต่ละด้าน โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555 รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและประเทศ+6 จึงได้รับรองเอกสารว่าด้วยหลักการทั่วไปและวัตถุประสงค์ของการเจรจา RCEP (Guiding Principles and Objectives for Negotiating the Regional Comprehensive Economic Partnership)

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาได้ออกปฏิญญาร่วมว่าด้วยการประกาศการเริ่มเจรจาความตกลง RCEP (Joint Declaration on the Launch of Negotiations for the Regional Comprehensive Economic Partnership) เพื่อประกาศเริ่มการเจรจา RCEP อย่างเป็นทางการและตั้งเป้าหมายเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 (ซึ่งเป็นปีเดียวกับเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)) โดยประเทศสมาชิก 16 ประเทศเริ่มหารือเพื่อจัดทำแนวทางการเจรจา (Scoping Papers) ของด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน โดยใช้พื้นฐานจาก Guiding Principles ซึ่งจะเป็นการระบุองค์ประกอบและเนื้อหาสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการเจรจาร่วมกันในเบื้องต้น

 

กรอบการเจรจา RCEP ASEAN Framework for Regional Comprehensive Economic Partnership - RCEP)

ความตกลง RCEP จะเป็นความตกลงแบบองค์รวม (Comprehensive Agreement) ที่มีมาตรฐานสูง ประกอบไปด้วยความร่วมมือทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างกับประเทศสมาชิก RCEP โดยจะครอบคลุมทุกมิติในด้านการเข้าถึงตลาด โดยตั้งเป้าที่จะลดภาษีระหว่างกันให้ได้มากที่สุด รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน และจะเปิดกว้างผนวกประเด็นใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ เรื่องนโยบายการแข่งขัน และทรัพย์สินทางปัญญา เข้าไปในความตกลงด้วย

 

กลไกการดำเนินการ

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้เห็นชอบการจัดตั้งคณะเจรจา RCEP หรือ “RCEP Trade Negotiating Committee” (RCEP-TNC) และรับรองแนวทางการดำเนินงาน (TOR ของ TNC) เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจาความตกลงฯ

 

ร่างแผนการดำเนินงาน/การประชุมภายใต้กรอบ RCEP (ปัจจุบัน – ปี 2558)

1. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 2 ณ เมืองบริสเบน ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 23 – 27 กันยายน 2556

2. ประชุม RCEP Summit ณ ประเทศบรูไน รายงานผลความคืบหน้าการเจรจา RCEP ระหว่างวันที่ 9- 10 ตุลาคม 2556

3. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 21 – 25 มกราคม 2557

4. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 4 ณ ประเทศสาธารณรัฐปประชาชนจีน ช่วงเดือนเมษายน 2557

5. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 5 ช่วงเดือนกรกฎาคม 2557

6. ประชุม RCEP Ministerial Meeting ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเมียนมาร์ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2557

7. ประชุม RCEP Summit ณ ประเทศเมียนมาร์ รายงานผลความคืบหน้าการเจรจา RCEP ช่วงเดือนตุลาคม 2557

8. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 6 ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557

9. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 7 ช่วงเดือนมกราคม 2558

10. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 8 ช่วงเดือนเมษายน 2558

11. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 9 ช่วงเดือนมิถุนายน 2558

12. ประชุม RCEP Ministerial Meeting ครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย ช่วงเดือนสิงหาคม 2558

13. ประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 10 ช่วงเดือนกันยายน 2558

14. ประชุม RCEP Summit ณ ประเทศมาเลเซีย เพื่อรายงานผลความคืบหน้าการเจรจา RCEP ช่วงเดือนตุลาคม 2558

 

ความสำคัญของการจัดทำความตกลง RCEP

 

1. หนึ่งในแผนงานการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องภายใต้ AEC Blueprint ของอาเซียนในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นภูมิภาคที่สามารถบูรณาการระบบเศรษฐกิจของตนเข้ากับระบบเศรษฐกิจภายนอกภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาบทบาทของอาเซียนในการเป็นแกนกลางขับเคลื่อน (ASEAN Centrality) การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นในภูมิภาคไว้ โดยประเทศอาเซียนและคู่เจรจามีเป้าหมายที่จะให้การเจรจาความตกลง RCEP เป็นความตกลงยุคใหม่และมีคุณภาพสูงทันสมัยทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ครอบคลุมทุกมิติการค้า และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศผู้เข้าร่วมเข้าไว้ด้วยกันและครอบคลุมประเด็นการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน เช่น การแข่งขัน ทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการรวมตัวทางภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน  

 

2. ผู้นำอาเซียนและคู่เจรจาได้รับรองให้เจรจากรอบ RCEP ผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาได้ออกปฏิญญาร่วมว่าด้วยการประกาศการเริ่มเจรจาความตกลง RCEP (Joint Declaration on the Launch of Negotiations for the Regional Comprehensive Economic Partnership) ในวันที่ 20 พ.ย. 2555 เพื่อเป็นการประกาศเริ่มการเจรจา RCEP และตั้งเป้าหมายเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 โดยได้กำหนดแผนงานการประชุมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2556 – 2558 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสรุปผลให้สำเร็จในปี 2558 โดยในปี 2557 กำหนดการประชุมทั้งในระดับรัฐมนตรี (RCEP Ministerial Meeting), การประชุมหัวหน้าคณะเจรจาการค้า (RCEP – TNC) และการประชุมในระดับคณะทำงาน/คณะทำงานกลุ่มย่อยโดยมีเป้าหมายเบื้องต้นที่จะสรุปรูปแบบการลดภาษีสินค้าให้ได้ภายในกลางปีหน้า

 

3. ตลาดการค้าใหญ่

จากการที่ RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่าง 16 ประเทศ ทำให้การเจรจาจัดทำกรอบ RCEP ครอบคลุมตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,358 ล้านคน หรือคิดเป็น 50% ของประชากรโลก และมี GDP รวมกันถึง 17,100  พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ข้อมูลปี 2555) หรือคิดเป็น 27% ของ GDP โลก หรือ อาจเรียกได้ว่า RCEP เป็น FTA ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลก

 

4. โอกาสทางการค้า (ทั้งการค้าสินค้าและการค้าบริการ) ระหว่างประเทศไทยกับสมาชิก RCEP กรอบ RCEP

- สินค้าที่ไทยอาจได้เปรียบในการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะ ผัก ผลไม้แปรรูป อาหาร เคมีภัณฑ์ พลาสิตก ยาง เป็นต้น

- สินค้านำเข้าของไทยจากประเทศสมาชิก เป็นสินค้าที่เกื้อกูลกัน เพราะเป็นสินค้าวัตถุดิบที่ใช้เพื่อจัดทำสินค้าสำเร็จรูปต่อไปในไทย เช่น เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์เหล็ก เป็นต้น

- การค้าบริการที่ไทยมีศักยภาพในการให้บริการ ได้แก่ บริการด้านการธนาคาร (โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน) ก่อสร้าง ท่องเที่ยวด้านโรงแรม และร้านอาหาร และสปา อย่างไรก็ดี ด้านการเงินและก่อสร้าง ไทยมีศักยภาพในบางประเทศ เช่นในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และอินเดีย

 

5. เกิดการสร้างโครงข่ายการผลิต (Production Network) เป็นแรงส่งให้ไทยมีโอกาสปรับโครงสร้างการผลิต ระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ โดยการโอนย้ายการผลิตในอุตสาหกรรมที่ความสามารถในการแข่งขันต่ำและมีแนวโน้มถดถอยโดยไปลงทุนในประเทศอื่น และเพิ่มการผลิตในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพใหม่ๆ โดยการสร้างความแตกต่างในสินค้า เกิดการหาแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาถูกลงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

 

ความคืบหน้าล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2557)

นายสมเกียรติ  ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าภายใต้กรอบ RCEP (RCEP-Trade Negotiating Committee: RCEP-TNC) ครั้งที่ 3 และการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 มกราคม 2557 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้ประเทศสมาชิก RCEPทั้ง 16 ประเทศ (อาเซียน และประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ) ได้ยืนยันและกำหนดแนวทางการเจรจาเพื่อให้กรอบRCEPแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2558 ตามเป้าหมายเดิมที่ได้กำหนดไว้

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุม TNC ได้มีการหารือถึงการขยายการหารือไปยังเรื่องอื่นๆ มากขึ้น พร้อมกับได้เปิดโอกาสให้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค ทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการแข่งขันและกลไกการระงับข้พิพาท ซึ่งผลจากการหารือดังกล่าวส่งผลให้ที่ประชุม TNC มีมติให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นใหม่เพิ่มเติมอีก4 คณะ ได้แก่ คณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิคคณะทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา คณะทำงานด้านนโยบายการแข่งขันและคณะทำงานด้านกลไกการระงับข้อพิพาท เพื่อเริ่มการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกในการประชุม RCEP ครั้งถัดไป

ส่วนคณะทำงานด้านการค้าสินค้าการค้าบริการ และการลงทุนซึ่งเป็นคณะทำงานหลัก 3 คณะทำงานภายใต้กำกับของTNC ได้หารือในประเด็นต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อนโดยคณะทำงานด้านการค้าสินค้านอกจากจะหารือเรื่องแนวทางการเปิดตลาด การลดภาษีโครงสร้างข้อบทการค้าสินค้าและมาตรการที่มิใช่ภาษีแล้วยังกำหนดให้มีการประชุมคณะทำงานกลุ่มย่อยด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และคณะทำงานด้านพิธีการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้าขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบนี้ด้วย 

นอกจากนี้ คณะทำงานด้านสินค้าได้ตกลงที่จะให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและด้านมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มเติมอีกสองกลุ่มในการประชุมครั้งหน้าด้วย

ในส่วนคณะทำงานด้านการค้าบริการได้หารือเรื่องโครงสร้างและองค์ประกอบของข้อบทการค้าบริการสาขาที่ต้องการให้มีการผูกพันเปิดตลาด เป็นต้น ส่วนคณะทำงานด้านการลงทุนได้หารือเรื่องรูปแบบการเปิดตลาดการลงทุนและองค์ประกอบของข้อบทการลงทุน

นอกจากการประชุมหารือภายใต้ RCEP และ ในการประชุมครั้งนี้ มาเลเซียและญี่ปุ่นยังได้ร่วมกันจัดการสัมมนาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและออสเตรเลียได้จัดการสัมมนาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการค้าบริการและการลงทุนคู่ขนานไปกับการประชุมครั้งนี้ด้วย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการเจรจา

การดำเนินการขั้นต่อไป

ประเทศจีนได้รับเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งต่อไปครั้งที่ 4 ณ เมืองหนานหนิงในเดือนเมษายน 2557 ส่วนไทย ได้ประกาศรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม RCEP-TNC ครั้งที่ 7 ซึ่งจะมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2558

-------------------------------------

สำนักอเมริกาและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กุมภาพันธ์ 2557

 


Date Posted: 23/6/2552
Date Modified: 7/2/2557
Number of Views:   73046


Return