Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

RCEP


ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

ความเป็นมา

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP เป็นการพัฒนามาจากแนวคิด ASEAN+3/ ASEAN+6 เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของ AEC Blueprint ที่อาเซียนต้องการรักษาบทบาทในการเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นในภูมิภาค และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ (ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และ นิวซีแลนด์) ได้ออกปฏิญญาร่วมว่าด้วยการประกาศการเริ่มเจรจาจัดทำความตกลง RCEP (Joint Declaration on the Launch of Negotiations for the Regional Comprehensive Economic Partnership) เพื่อประกาศให้มีการเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการในปี 2013 และตั้งเป้าหมายให้เจรจาแล้วเสร็จภายในปี 2558 (2015)

หลักการทั่วไป

ความตกลง RCEP จะเป็นความตกลงแบบองค์รวม (Comprehensive Agreement) ที่มีมาตรฐานสูง ประกอบไปด้วยการเปิดเสรีทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยจะครอบคลุมประเด็นทางการค้าที่กว้างขึ้น และตั้งเป้าหมายที่จะลดภาษีระหว่างกันให้ได้มากที่สุด รวมถึง การลดอุปสรรคทางการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน และจะเปิดกว้างในประเด็นใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ เรื่องนโยบายการแข่งขัน และทรัพย์สินทางปัญญา เข้าไปในความตกลงด้วย

ลำดับความสำคัญของประเทศคู่ค้าของไทยใน RCEP (ปี2557) (หน่วย : มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐ)

เปรียบเทียบข้อมูลเศรษฐกิจของสมาชิกRCEP

ประโยชน์จากความตกลง RCEP

ความตกลง RCEP เป็นการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน 6 ประเทศ รวม 16 ประเทศที่มี GDP รวมกันกว่า 21.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 28 ของโลก มีประชากรกว่า 3.4 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรโลก และมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึง 10.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 29 ของการค้าโลก

ในปี 2557 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP จำนวน 1.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 56 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ขณะเดียวกัน มีมูลค่าการนำเข้าจากประเทศสมาชิก RCEP จำนวน 1.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 58 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย ในด้านการลงทุน มีเงินลงทุนโดยตรงจากประเทศสมาชิก RCEP ทั้ง 15 ประเทศเข้ามาในไทย จำนวน 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การค้าและการลงทุนของไทยกว่าครึ่งต้องพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่ของ RCEP

ไทยจะได้รับประโยชน์จากความตกลง RCEP ในเรื่อง

(1) ตลาดที่ใหญ่ขึ้น RCEP ประกอบด้วยประเทศสมาชิกยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศ ได้แก่ จีนและอินเดีย เพียงแค่ 2 ประเทศนี้ก็มีประชากรรวมกันมากกว่า 2 พันล้านคน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้า บริการ และการลงทุนของไทยมากขึ้น

(2) จะส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการผลิตของภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยสามารถสรรหาแหล่งวัตถุดิบที่มีความหลากหลายทั้งเชิงคุณภาพและราคามากขึ้น จากเดิมที่สรรหาวัตถุดิบเพียง 10 ประเทศในอาเซียน ขยายเป็น 16 ประเทศ ทำให้ไทยเข้าไปอยู่ในเครือข่ายภาคการผลิตและการกระจายสินค้าของภูมิภาค (Production and distribution network) และ

(3) RCEP จะช่วยลดความซ้ำซ้อนเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และประสานกฎระเบียบ/มาตรการทางการค้า ส่งผลให้มีการยอมรับกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐานต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้นทำให้การค้าการลงทุนในภูมิภาครวมถึงไทยมีการขยายตัวขึ้น

กลไกการเจรจา:

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้เห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP หรือ “RCEP Trade Negotiating Committee” (RCEP-TNC) เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจาความตกลงฯ

ต่อมา คณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ได้จัดตั้งคณะทำงานและคณะทำงานย่อยรวมทั้งสิ้น 11 คณะ ประกอบด้วยคณะทำงานด้านต่างๆ 7 คณะ และคณะทำงานย่อยซึ่งอยู่ภายใต้คณะทำงานด้านการค้าสินค้า 4 คณะ ได้แก่

(1) คณะทำงานด้านการค้าสินค้า

(2) คณะทำงานด้านการค้าบริการ

(3) คณะทำงานด้านการลงทุน

(4) คณะทำงานด้านการแข่งขัน

(5) คณะทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา

(6) คณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

(7) คณะทำงานด้านกฎหมาย

(8) คณะทำงานย่อยด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า

(9) คณะทำงานย่อยด้านพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า

(10) คณะทำงานย่อยด้านมาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และ

(11) คณะทำงานย่อยด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

สถานะล่าสุด

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าคณะเจรจา RCEP ของไทยเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญในการประชุม RCEP ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 23 – 28 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองไฮเดอราบัต สาธารณรัฐอินเดีย ว่า “การเจรจาการค้าสินค้าในการประชุมรอบนี้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยประเทศสมาชิกได้มีการยื่นปรับปรุงข้อเสนอการเปิดตลาดรอบที่ 2 แล้ว ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ของหลายประเทศยังไม่สนองตามเป้าหมายสำหรับการยื่นเปิดตลาดรอบที่ 2 ที่อาเซียนที่ต้องการให้มีสัดส่วนสินค้าที่จะยกเลิกอัตราศุลกากรในที่สุดที่ร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด อาเซียนจึงพยายามผลักดันให้มีการยื่นข้อเสนอเปิดตลาดรอบที่ 3 ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 92 ควบคู่ไปกับการหารือรูปแบบการเปิดตลาด (Modality)

ทั้งนี้ หลายประเทศยังมีข้อกังวลว่าการยื่นข้อเสนอ เพิ่มเติมอาจก่อให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบในการเจรจา โดยเฉพาะประเทศที่ยื่นข้อเสนอต่ำจะได้เปรียบประเทศที่ยื่นข้อเสนอสูงกว่า ดังนั้น ในส่วนของไทยจำเป็นต้องมีรายการสินค้าข้อเสนอเพื่อเตรียมไว้ยื่นต่อประเทศคู่เจรจา และประเด็นที่ต้องเตรียมไว้เจรจาต่อรองเป็นรายประเทศในการเจรจาทวิภาคีเพื่อรักษาความสมดุลและขจัดการเสียเปรียบในการเจรจารอบอื่นๆ โดยหลังการประชุมครั้งนี้ กรมฯ จะหารือกับภาคเอกชนในแต่ละกลุ่มสินค้าอย่างเข้มข้นและลงลึกประเด็นที่ได้เปรียบเสียเปรียบ เพื่อจัดเตรียมท่าทีและรายการสินค้า เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อรองกับประเทศคู่เจรจาต่อไป

ในส่วนการค้าบริการ ประเทศสมาชิกมีการยื่นข้อเสนอปรับปรุงการเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติมแล้ว 2 รอบ โดยในการประชุมรอบนี้ ประเทศสมาชิกได้มีการหารือถึงแนวทางการเปิดตลาดที่ใหม่และเปิดกว้างในรูปแบบข้อสงวน (Negative List Approach) ทั้งนี้ เห็นว่าการจัดทำความผูกพันในลักษณะนี้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของภาคการค้าบริการ เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจบันเทิงและดิจิทัลคอนเทนท์ ธุรกิจการจัดงาน ธุรกิจโลจิสติกส์ การบิน และการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้นนอกจากนี้ การเปิดตลาดการค้าบริการจะเป็นกลไกช่วยผลักดันให้ภาคเอกชนของไทยเร่งพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านการเจรจาต้องเจรจาอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของการเขียนข้อสงวนอย่างรัดกุมสอดคล้องกับกฎหมายของไทยในทุกประเด็น

นอกจากเรื่องการเปิดตลาด RCEP ยังเป็นความตกลงที่ครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวกับกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ทางการค้าในด้านต่างๆ ทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้างในระดับที่ไทยยังไม่เคยมีในความตกลง FTAs ฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมา เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ถึงแม้ว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุน ในแง่ความโปร่งใสและความเป็นธรรมทางการค้า แต่อาจมีผลกระทบต่อกฎระเบียบของไทยในบางเรื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง ทั้งจากภาคประชาสังคมและภาคเอกชน กรมเจรจาการค้าระหวางประเทศจะจัดประชุมรายงานความคืบหน้าการเจรจารอบนี้ในเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ “ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการหารือถึงเป้าหมายการเจรจาภายในปีนี้ เพื่อรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรี RCEP ครั้งที่ 5 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายน 2560 โดยจะมีการประชุม RCEP-TNC ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 23 – 28 ตุลาคม 2560 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ก่อนที่จะต้องรายงานผลการเจรจาต่อผู้นำในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้”

 


Date Posted: 23/6/2552
Date Modified: 2/8/2560
Number of Views:   92262


Return