§ ต่อมา ในการประชุมผู้นำอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ณ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนฯ ที่ประชุมได้พิจารณาจัดตั้งกลุ่มศึกษาเอเชียตะวันออก (East Asia Study Group: EASG) ขึ้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโสภาครัฐเท่านั้น เพื่อประเมินนัยสำคัญของข้อเสนอแนะต่างๆ ของ EAVG
§ EASG ได้พิจารณาข้อเสนอแนะต่างๆ ของ EAVG และได้คัดเลือกมาตรการที่เห็นว่า เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้ (Implementable concrete measures) โดยจัดกลุ่มเป็นมาตรการระยะสั้น 17 มาตรการ และมาตรการระยะปานกลางถึงระยะยาว 9 มาตรการ
§ ในการประชุม ASEAN+3 Summit เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทร์ ผู้นำอาเซียน+3 ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area) และเห็นชอบตามมติของที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน+3 (AEM+3) ให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert group) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 มาตรการระยะปานกลางถึงระยะยาว ที่เป็นข้อเสนอแนะของกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก East Asia Vision Group (EAVG) ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3
§ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการจากสถาบันหรือมหาวิทยาลัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเอเชียศึกษา จาก 13 ประเทศสมาชิก (ผู้เชี่ยวชาญของไทย ได้แก่ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวพูลศรี คุลีเมฆิน นักวิชาการพาณิชย์ 9 ชช. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ซึ่งได้มีการประชุมกันทั้งหมด 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน 2548 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน 2548 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2549 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
§ ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้สรุปผลการศึกษา “Towards an East Asia FTA: Modality and Roadmap” (Final report of EAFTA: Phase I) โดยผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าการจัดทำ EAFTA นั้น จะทำให้ GDP ของประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2% และสวัสดิการทางเศรษฐกิจ (Economic Welfare) เพิ่มขึ้น 104.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในส่วนของอาเซียนนั้น จะได้รับประโยชน์มากกว่าโดย GDP ของอาเซียน เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่จีน เกาหลี ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.9 ในส่วนของไทย GDP จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.5% และ Economic Welfare เพิ่มขึ้น 8,798 ล้านเหรียญสหรัฐ