Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

ASEAN-China


เขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement)

-ไทย ปี 2560 สินค้า 86.08% ลดภาษีเป็นศูนย์แล้ว

-จีน สินค้าลดภาษีเป็น 0 มากกว่า 90%

-การค้าบริการ ไทยผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 51% โดยต้องดาเนินธุรกิจในลักษณะการร่วมทุน (Joint Venture) ในบางสาขา ได้แก่ บริการฐานข้อมูล (ไม่รวมถึงการให้ผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมสาธารณะ) บริการให้เช่าเรือที่ไม่ได้ชักธงไทยที่ไม่มีผู้ดาเนินการ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน, บริการขนส่งผู้โดยสารทางทะเลระหว่างประเทศ, บริการกู้ซากเรือและทาให้เรือใช้การได้

-ความตกลงการลงทุนครอบคลุมการส่งเสริม การอานวยความสะดวก รวมทั้งการคุ้มครองการลงทุนยังไม่ครอบคลุมการเปิดเสรี

-สมาชิกอาเซียนจะเจรจาบทลงทุนต่อในประเด็นการเปิดเสรี (Liberalization) และการคุ้มครองการลงทุน (Protection) ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ Protocol มีผลใช้บังคับ เว้นแต่สมาชิกจะตกลงร่วมกันไว้ เป็นอย่างอื่น

- ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน (๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ )

- ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน (๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐)

ความเป็นมา

ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่1กรกฎาคม 2548 โดยมีสินค้าผักและผลไม้เป็นสินค้านำร่องที่ไทยกับจีนยกเลิกภาษีนำเข้าแล้วตั้งแต่ปี 2546 และทยอยยกเลิกภาษีของสินค้าที่เหลือซึ่งรวมแล้วกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด มีอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2553 ทั้งนี้ การยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มผักและผลไม้ช่วยให้ไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังไปจีนเพิ่มมากขึ้น จากเดิม137 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2545 เป็น 1,634 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 ขณะที่ไทยนำเข้าผัก/ผลไม้ จำพวก แครอท กะหล่ำปลี แอปเปิ้ล องุ่น จากจีนจาก 36 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2545 เป็น 781ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 ในส่วนสินค้าอื่นๆ ที่ไทยได้ประโยชน์สามารถส่งออกไปจีนเพิ่มมากขึ้น เช่น ยางธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ประมง แผงวงจรไฟฟ้า และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ เป็นต้น ขณะที่จีนส่งส่วนประกอบและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เหล็ก เครื่องประดับเงินมาไทยเพิ่มขึ้น สำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้า ทั้งสองประเทศได้ลดภาษีเป็นศูนย์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งในช่วงเวลาที่เอฟทีเออาเซียน-จีน มีผลใช้บังคับเมื่อ 12 ปีที่แล้วนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์นั่งที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงมากกว่ารถยนต์นั่งไฟฟ้า โดยที่ผ่านมาไทยนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้าจากจีนเพียง 7 คัน มูลค่ารวม 8.7 ล้านบาท

สำหรับสินค้าที่เหลือ ทั้งสองประเทศจะต้องลดภาษีให้เหลือร้อยละ 0 – 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยสินค้าของฝ่ายไทย เช่น แป้งข้าวสาลี น้ำผลไม้ โพลีเอสเตอร์ ยางรถยนต์ รองเท้ากีฬา ของเล่น กระจก ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องรับโทรทัศน์ ไมโครเวฟ แบตเตอรี่ เป็นต้น และสินค้าของฝ่ายจีน เช่น กาแฟ ใบยาสูบ ขนสัตว์ ฝ้าย ยานยนต์ ปลายข้าว แป้งข้าวเจ้า สับปะรดแปรรูป กระดาษ โพลีเอสเตอร์ กระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ และถุงลมนิรภัย เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังคงมีสินค้าบางรายการที่ทั้งไทยและจีนจะยังคงเก็บภาษีสูงต่อไป แต่อัตราจะไม่เกินร้อยละ 50 ครอบคลุมสินค้าของฝ่ายไทย เช่น สินค้าเกษตร 23 รายการ ที่มีโควต้าภาษี (เช่น นม ครีม มันฝรั่ง กระเทียม และไหมดิบ เป็นต้น) ยานยนต์และชิ้นส่วน หินอ่อน และสินค้าของฝ่ายจีน เช่น ข้าวโพด ข้าว พืชน้ำมัน น้ำตาล กระดาษด้ายใยสังเคราะห์ กระดาษแข็ง เป็นต้น

การจัดทำเอฟทีเออาเซียน – จีน ทำให้ไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากจีน โดยไทยสามารถส่งสินค้าหลายรายการที่ไทยมีศักยภาพไปจีนได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกของไทย ในปี 2547 ก่อนเอฟทีเอมีผลใช้บังคับ ไทยส่งออกสินค้าไปจีนมูลค่า 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2559 ไทยส่งออกเพิ่มมากขึ้นเป็น 23.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อาทิ เม็ดพลาสติก ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ไม้ แผงวรจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป และข้าว นอกจากนี้ ยังสามารถนำเข้าวัตถุดิบ อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบจำพวกเคมี เหล็ก ผลิตภัณฑ์โลหะ ได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยลดลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศของไทย โดยในปี 2560 (มกราคม – กันยายน) การค้าระหว่างไทย – จีน มีมูลค่า 53.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน 21.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากจีนมูลค่า 32.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2561 ที่กำลังจะมาถึง จีนและอาเซียนรวมทั้งไทย กำลังจะก้าวสู่การลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน อย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มลดภาษีระหว่างกันตั้งแต่ปี 2547 และได้ทยอยลดภาษีลงแล้วกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยจัดกลุ่มการลดภาษีออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

(1) สินค้านำร่อง ได้แก่ ผัก ผลไม้ สินค้าประมง ผลิตภัณฑ์นมและไข่ เป็นต้น ทั้งสองฝ่ายลดภาษีเหลือศูนย์แล้วตั้งแต่ปี 2549 โดยสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 400 และสินค้าประมง ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 290 เป็นต้น

(2) สินค้าปกติ มีจำนวนร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายลดภาษีเหลือศูนย์แล้วตั้งแต่ ปี 2553 โดยสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ เช่น สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 120 ส่วนประกอบเลเซอร์ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 2,000 ของผสมน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 120 ตัวประมวลผลวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่า ร้อยละ 110 และเม็ดพลาสติก ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 45 เป็นต้น

(3) สินค้าอ่อนไหว ซึ่งเป็นสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายต้องการเวลาปรับตัว จึงมีระยะเวลาการลดและยกเลิกภาษีนานกว่าสินค้าปกติ โดยลดอัตราภาษีลงเหลือไม่เกินร้อยละ 20 ในวันที่ 1 มกราคม 2555 และในวันที่ 1 มกราคม 2561 จะต้องลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0-5 ครอบคลุมสินค้าของฝ่ายไทย เช่น แป้งข้าวสาลี น้ำผลไม้ โพลีเอสเตอร์ ยางรถยนต์ รองเท้ากีฬา ของเล่น กระจก ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องรับโทรทัศน์ ไมโครเวฟ แบตเตอรี่ เป็นต้น และสินค้าของฝ่ายจีน เช่น กาแฟ ใบยาสูบ ขนสัตว์ ฝ้าย ปลายข้าว แป้งข้าวเจ้า สับปะรดแปรรูป กระดาษ โพลีเอสเตอร์ กระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ และถุงลมนิรภัย เป็นต้น โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการลดภาษีของจีน เช่น ใบยาสูบ กาแฟ ฝ้าย สับปะรดแปรรูป และโพลีเอสเตอร์ เป็นต้น

4) สินค้าอ่อนไหวสูง มีจำนวนรายการสินค้าไม่เกินร้อยละ 40 หรือ 100 รายการของสินค้าอ่อนไหวทั้งหมด (พิกัดศุลกากร 6 หลัก) แล้วแต่ว่าเงื่อนไขใดส่งผลให้มีรายการสินค้าอ่อนไหวสูงน้อยกว่า โดยสามารถคงอัตราภาษีไว้ได้จนถึง 1 มกราคม 2558 หลังจากนั้น ต้องลดภาษีมาอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 50 โดยครอบคลุมสินค้าของฝ่ายไทย เช่น สินค้าเกษตร 23 รายการที่มีโควตาภาษี (อาทิ นม ครีม มันฝรั่ง กระเทียม ไหมดิบ) หินอ่อน เป็นต้น และสินค้าของฝ่ายจีน เช่น ข้าวโพด ข้าว พืชน้ำมัน น้ำตาล กระดาษ ด้ายใยสังเคราะห์ กระดาษแข็ง เป็นต้น

Link ที่เกี่ยวข้อง

-ASEAN-China Business Portal

เขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement)

- ลงนาม 29 พ.ย. 47

- เริ่มลดภาษี Early Harvest (พิกัด 01-08) 1 ม.ค. 47

ผักผลไม้ (พิกัด 07-08) 1 ต.ค. 46

สินค้าทั่วไป 20 ก.ค. 48

- ลดภาษีเป็น 0

จีน

Early Harvest

1 ม.ค. 49 = 0%

ผักผลไม้

1 ต.ค. 46 = 0%

สินค้าทั่วไป

1 ม.ค. 52 >60%

1 ม.ค. 53 >90%

ไทย

Early Harvest

1 ม.ค. 49 = 0%

ผักผลไม้

1 ต.ค. 46 = 0%

สินค้าทั่วไป

1 ม.ค. 52 = 33.3%

1 ม.ค. 53 >90%

- ปัจจุบันภาษีเป็น 0

ทั้งไทยและจีนลดภาษีเป็น 0 มากกว่า 90%

พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีนฉบับที่ 2

SECOND PROTOCOL TO AMEND THE AGREEMENT ON TRADE IN GOODS OF THE FRAMEWORK AGREEMENT ON COMPREHENSIVE ECONOMIC CO-OPERATION BETWEEN THE ASSOCIATION OF SOUTHEAST ASIAN NATIONS AND THE PEOPE’S REPUBLIC OF CHINA

Appendix 1: REVISED OPERATION CERTIFICATION PROCEDURES (OCP) FOR THE RULES OF ORIGIN OF THE ASEAN-CHINA FREE TRADE AREA

Appendix 2: Original (Duplicate/Triplicate)

Appendix 2a: OVERLEAF NOTES

อาเซียนกับจีน ได้ลงนามกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน (Framework Agreement on ASEAN -China Comprehensive Economic Cooperation) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ (รายละเอียดกรอบความตกลงฯภาษาอังกฤษ// ภาษาไทย) และต่อมา ทั้งสองฝ่ายได้สามารถสรุปการเจรจาและลงนามในความตกลงด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน (Agreement on Trade in Goods of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Co-operation between the ASEAN and China) ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การเปิดเสรีการค้าสินค้า
การเปิดเสรีการค้าสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Program) และการลดภาษีสินค้าทั่วไป
- การลดภาษีสินค้า Early Harvest Program จะครอบคลุมสินค้าเกษตรภายใต้พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-08 (สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ไข่สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ต้นไม้ พืชผักที่บริโภคได้ และผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้) รวมทั้งสินค้าเฉพาะ (Specific products) ที่มีผลเฉพาะกับประเทศที่ตกลงกันสองฝ่ายเท่านั้น เช่น ไทยกับจีนได้ตกลงที่จะเร่งลดภาษีระหว่างกันอีก 2 รายการ คือ ถ่านหินแอนทราไซด์และถ่านหินโค้ก/เซมิโค้ก โดยให้จีนและอาเซียนเดิม 6 ประเทศ เริ่มต้นการลดภาษีในวันที่ 1 มกราคม 2547 และลดภาษีลงเป็น 0% ภายในในวันที่ 1 มกราคม 2549 และให้ความยืดหยุ่นกับอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ในอัตราและระยะเลาเริ่มลดภาษีแต่ต้องลดภาษีเป็น 0% ภายในปี 2553 (แนวทางและระยะเวลาการลดภาษีสินค้า Early Harvest Program) ทั้งนี้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรการโควตาภาษี เช่น หอม และกระเทียม จะลดเฉพาะอัตราภาษีในโควตาเท่านั้น

ในการนี้ เนื่องจากไทยและจีนเห็นศักยภาพด้านการค้าระหว่างกันในสินค้าเกษตรพิกัดศุลกากร 07-08 (ผัก และผลไม้) ทั้งสองฝ่ายจึงได้เห็นชอบและร่วมลงนามในความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน (Agreement between the Government of the People's Republic of China and the Government of the Kingdom of Thailand on Accelerated Tariff Elimination under the Early Harvest Programme of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โดยให้นำสินค้าในสองหมวดนี้มาเร่งลดภาษีระหว่างกันก่อนประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยให้ลดอัตราภาษีให้เหลือ 0% ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 (รายละเอียดความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้) ซึ่งต่อมาสิงคโปร์ได้เข้าร่วมลงนามในความตกลงฯ นี้ด้วย
- การลดภาษีสินค้าทั่วไป (รายละเอียดความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-จีน ภาษาไทย//ภาษาอังกฤษ)ได้แบ่งรายการสินค้าออกเป็น 2 รายการ ได้แก่ รายการสินค้าปกติ (Normal Track) ซึ่งมีอัตราภาษีสุดท้าย คือ 0% และ รายการสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการความคุ้มครอง และจะมีระยะเวลาการลด/เลิกภาษีมากกว่าสินค้าปกติ ดังนี้

o สินค้าปกติ (Normal Track): กำหนดให้ลดอัตราภาษีที่สูงกว่า 20% ให้เหลือ 20% ในวันที่ 1 มกราคม 2548 ส่วนภาษีที่มีอัตราต่ำกว่า 20% ให้ลดอัตราภาษีลงตามลำดับ และอัตราภาษีของสินค้าทั้งหมดจะต้องลดลงเหลือ 0% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 (5 ปี) พร้อมกับให้สินค้าจำนวน 150 รายการได้รับความยืดหยุ่นให้ลดภาษีเหลือ 0% ได้ถึงปี 2555 (7 ปี) (รายการสินค้าที่ได้รับความยืดหยุ่น)รวมทั้งให้เพิ่มสินค้าที่จะมีอัตราภาษีอยู่ที่ 0-5% จากจำนวน 40% ในปี 2548 เป็น 60% ในปี 2550

o สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track): จะมีได้ไม่เกิน 400 รายการและไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้า โดยกำหนดให้ลดอัตราภาษีเหลือ 20% ในปี 2555 และมีอัตราภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 0-5% ในปี 2561 ส่วนสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive Track) ได้ตกลงในเบื้องต้นที่จะกำหนดไม่ให้เกิน 40% หรือ 100 รายการของสินค้าอ่อนไหวทั้งหมด โดยต้องเลือกหลักเกณฑ์ที่มีจำนวนรายการน้อยกว่า และลดอัตราภาษีเหลือ 50% ในปี 2558 (ตารางการลดภาษีสินค้าอ่อนไหวของไทย)

ทั้งนี้ สินค้าที่จะได้รับสิทธิการลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน จะต้องได้แหล่งกำเนิดของสินค้าตามกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกัน คือ สินค้าบางประเภทต้องใช้วัตถุดิบภายในทั้งหมด (Wholly Obtained) ส่วนสินค้าอื่นๆ ต้องมีมูลค่าของวัตถุดิบที่ใช้ภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 40% โดยสามารถนำมูลค่าของวัตถุดิบจากทุกประเทศสมาชิกมารวมกันได้ (รายละเอียดกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดของสินค้าอาเซียน-จีน)

นอกจากนี้ อาเซียนและจีนได้จัดทำกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะ (Product Specific Rules: PSR) (รายการสินค้าที่มีPSR )

พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้สามารถใช้มาตรการปกป้องเพื่อเป็นการปกป้อง อุตสาหกรรมภายในของแต่ละประเทศจากผลของการเปิดเสรีการค้าอาเซียน-จีน อาทิ การ ทะลักของสินค้านำเข้าที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสินค้า/อุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยให้ ขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสินค้าที่ได้รับผลกระทบให้เท่ากับอัตราภาษีทั่วไปที่เก็บจากประเทศ สมาชิก WTO ในช่วงเวลาเดียวกัน และสามารถใช้มาตรการนี้ได้ตั้งแต่วันที่ความตกลงการค้า สินค้ามีผลบังคับใช้จนถึง 5 ปี หลังจากวันสิ้นสุดของการยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรของสินค้า นั้นๆ นอกจากนี้ อาเซียนและจีนได้จัดทำความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท เพื่อ เป็นข้อผูกพันในการดำเนินการ เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการเปิดเสรีอาเซียน - จีน ด้วย (รายละเอียดความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทภาษาอังกฤษ//ภาษาไทย)

การเปิดเสรีด้านการค้าบริการ

อาเซียนและจีนได้ลงนามความตกลงด้านการค้าบริการ (ภาษาอังกฤษ//ภาษาไทย)พร้อมข้อผูกพันการเปิดตลาดกลุ่มที่ 1 ได้แล้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยความตกลงฯ ครอบคลุมธุรกิจบริการภาคเอกชนทุกสาขา โดยไม่ครอบคลุมการให้บริการและการจัดซื้อจัดจ้างบริการโดยรัฐ สำหรับระดับการเปิดตลาดของแต่ละประเทศ จะระบุอยู่ในตารางข้อผูกพันของแต่ละประเทศ และปรากฎอยู่ในส่วนแนบท้ายความตกลงฯ ทั้งนี้ ไทยเสนอผูกพันเปิดตลาดภายใต้กรอบที่กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้ คือ ให้ประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจได้โดยถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 และมีเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายเฉพาะสาขา เช่น ในสาขาวิชาชีพต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด

ข้อผูกพันสาขาการเปิดตลาดกลุ่มแรก

- ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้งไทยเสนอผูกพันเปิดตลาดในระดับสูงกว่าที่เปิดตลาดภายใต้ WTO แต่ต่ำกว่าที่เปิดตลาดให้กันเองในอาเซียน โดยกิจกรรมที่ไทยเสนอเปิดตลาดเพิ่มขึ้นจากข้อผูกพันภายใต้ WTO ครอบคลุมกิจกรรมบริการบางประเภทในสาขาวิชาชีพ การศึกษา บริการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าทางเรือ (รายละเอียดตารางข้อผูกพันของไทย)
- สำหรับจีนเสนอเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อผูกพันภายใต้ WTO โดยครอบคลุมกิจกรรมในสาขาบริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการขนส่งสินค้าทางถนน และบริการธุรกิจอื่นๆ (รายละเอียดตารางข้อผูกพันของจีน)

ความตกลงด้านการลงทุน อาเซียน-จีน (ASEAN-China Investment Agreement)

การเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน-จีน ได้เสร็จสิ้นลง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2551

ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน-จีน จะมีพันธกรณีหลักที่สำคัญคล้ายคลึงกับพันธกรณีต่างๆ ที่มีอยู่ในความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนที่ไทยจัดทำกับต่างประเทศรวมถึงจีน

ความตกลงฯ ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552

- สรุปสาระความตกลง

- AGREEMENT ON INVESTMENT OF THE FRAMEWORK AGREEMENT ON COMPREHENSIVE ECONOMIC CO-OPERATION BETWEEN THE ASSOCIATION OF SOUTHEAST ASIAN NATIONS AND THE PEOPLE’S REPUBLIC OF CHINA

- ความตกลงว่าด้วยการลงทุนภายใต้กรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจซึ่งครอบคลุมด้านต่างๆระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

อาเซียนและจีน รวมทั้งไทย มีกำหนดจะร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตรกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน และการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง และความร่วมมือด้านต่างๆ อาทิ ศุลกากร การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดตั้งศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาความตกลงให้มีการยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements: MRA) การดำเนินการตามแผนงานในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคแม่น้ำโขง และการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน

ข้อมูลจีน

- ตารางการลดภาษีของจีน (Updated March 2010)

- รายการสินค้าอ่อนไหว // อ่อนไหวสูงองจีน

ข้อมูลอาเซียน

ตารางการลดภาษีของอาเซียน (Updated March 2010)

- บรูไน

- กัมพูชา

- อินโดนีเซีย

- ลาว

- มาเลเซีย

- พม่า

- ฟิลิปปินส์

- ไทย

- เวียดนาม

- พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน-จีนฉบับที่ 2 Updated August, 2010

ข้อมูลอื่นๆ

- กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ Product Specific Rule

- รูปแบบการลด/เลิกภาษีของสินค้าปกติของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม และจีน

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- Fact Book

- ข้อมูลพื้นฐานสาธารณรัฐประชาชนจีน

Link ที่เกี่ยวข้อง

-ASEAN-China Business Portal

สรุป Link
- รายละเอียดกรอบความตกลงฯ (ภาษาอังกฤษ // ภาษาไทย)
- รายละเอียดความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-จีน (ภาษาไทย // ภาษาอังกฤษ)
- รายละเอียดความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท(ภาษาอังกฤษ // ภาษาไทย)
ข้อมูลอื่นๆ
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
Link ที่เกี่ยวข้อง

 


Date Posted: 3/10/2551
Date Modified: 1/2/2561
Number of Views:   145723


Return