Search
Main Menu
 รายละเอียด : FTA รายประเทศ

BIMSTEC


เขตการค้าเสรี BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation )

 

 

 

BIMSTEC FTA ถือเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ของไทยสู่เอเชียใต้ เนื่องจาก BIMSTEC เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน จึงมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกระจายสินค้าส่งออกของไทย ที่มีความหลากหลายทั้งด้านคุณภาพและราคาของสินค้า นอกจากนี้ ไทยจะยังสามารถขยายขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้ ทั้ง บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียนเข้าด้วยกัน

 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 รัฐมนตรีเศรษฐกิจ/การค้าของประเทศสมาชิก BIMSTEC ได้ร่วมลงนามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย เพื่อร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรี ที่ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันสมาชิก BIMSTEC ประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย
(
รายละเอียดกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี BIMSTEC)

ตามกรอบความตกลงฯ ประเทศสมาชิกได้ตกลงที่จะแบ่งสินค้าที่จะนำมาเจรจาลด/ยกเลิกภาษีออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) และกลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) นอกจากนี้ ยังได้ตกลงให้มีสินค้าจำนวนหนึ่งที่จะยังไม่นำมาลดภาษี โดยจะจัดไว้ในกลุ่มสินค้า Negative List (NL) 

 

ได้จัดตั้งคณะกรรมการเจรจาการค้า BIMSTEC (BIMSTEC Trade Negotiating Committee: BIMSTEC TNC) เพื่อเจรจารายละเอียดของข้อตกลงการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ภายใต้ BIMSTEC FTA ปัจจุบัน ศรีลังกาเป็นประธานการประชุม BIMSTEC TNC
 

สถานะปัจจุบัน

ประเทศสมาชิกสามารถหาข้อสรุปสาระสำคัญของการจัดทำความตกลงการค้าสินค้าได้แล้ว รวมทั้งกำหนดแนวทางการลด/ยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ความตกลงการค้าสินค้ายังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปผลการจัดทำตารางข้อผูพันภาษีศุลกากรของสินค้า เพื่อแนบท้ายความตกลงฯ ได้ โดยศรีลังกาเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่จัดส่งข้อเสนอการลดภาษี ทำให้ไม่สามารถจัดทำความตกลงการค้าสินค้าฉบับสมบูรณ์ได้แล้วเสร็จ

- อยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลงการค้าบริการและการลงทุน

การดำเนินการขั้นต่อไป

- ขอให้ศรีลังกาเร่งส่งข้อเสนอการลดภาษี เพื่อที่จะได้สรุปการจัดทำตารางข้อผูกพันภาษีศุลกากร แนบท้ายความตกลงการค้าสินค้า

 

การเปิดตลาดสินค้า

ใช้อัตราภาษีปกติ (MFN Applied Rate) ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นอัตราฐานในการลด/ยกเลิกภาษี แบ่งการลด/ยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) Fast Track: ทยอยลดภาษีเหลือ 0% ครอบคลุมสินค้า 10% ของพิกัดฯ HS2007 ในระดับ 6 หลัก

2) Normal Track: แบ่งเป็น

2.1) Normal Track Elimination: ทยอยลดภาษีเหลือ 0% ครอบคลุมสินค้า 48% ของพิกัดฯ HS2007 ในระดับ 6 หลัก

2.2) Normal Track Reduction: ทยอยลดภาษีเหลือ 1-5% ครอบคลุมสินค้า 19% ของพิกัดฯ HS2007 ในระดับ 6 หลัก

3) Negative List: ไม่มีการลดภาษีสินค้ากลุ่มนี้ ครอบคลุมสินค้า 23% ของพิกัดฯ HS2007 ในระดับ 6 หลัก

ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มจะมีระยะเวลาการลด/ยกเลิกภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

 

กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

- ประเทศกำลังพัฒนา (อินเดีย ศรีลังกา และไทย): กฎทั่วไปใช้เกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดศุลกากรระดับ 6 หลัก (Change in Tariff Sub-Heading: CTSH) ควบคู่กับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local content) 35%

- ประเทศ LDCs (พม่า บังกลาเทศ ภูฏาน และเนปาล): กฎทั่วไปใช้เกณฑ์ CTSH+Local content 30%

- จัดทำกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules: PSRs) อีกจำนวน 147 รายการ ครอบคลุมสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออกแต่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์กฎทั่วไปได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว อัญมณี ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์สี อัญมณี เป็นต้น

 

การค้าบริการและการลงทุน

อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าบริการและความตกลงการลงทุน โดยจะครอบคลุมสาขาที่สำคัญ และใช้แนวทาง positive list approach และมีการให้การปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่าง และความยืดหยุ่นแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

 

สถานะล่าสุด (ที่มา:http://www.dtn.go.th/filesupload/10_MAR_2014.pdf)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2-4 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา เมียนมาร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำบิมสเทคครั้งที่ 3 ขึ้นที่กรุงเนปีดอ โดยในครั้งนี้แม้ผู้นำของไทยจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง แต่ก็ได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แทนพิเศษเข้าร่วมการประชุม

โดยการประชุมระดับผู้นำบิมสเทคครั้งล่าสุดนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "หุ้นส่วนเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความมั่งคั่ง" ซึ่งผู้แทนพิเศษของไทยได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแก่ประชาชนในภูมิภาคบิมสเทคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเตรียมรับกับโอกาส ความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนความท้าทายในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมทั้งผลักดันประเด็นการเจรจากรอบความตกลงการค้าเสรีบิมสเทคและการเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งจะเปิดประตูการค้า การลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น รวมทั้งประเด็นการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีสีเขียว เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนและทั่วถึง

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้แทนพิเศษยังได้ย้ำความสำคัญของการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และได้เสนอแนะการส่งเสริมเทคโนโลยีและการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทของการประชุมกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาและลดช่องว่างในการพัฒนาในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ บรรดาผู้นำจากชาติสมาชิกบิมสเทคได้ลงนามในตราสารการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรบิมสเทค ที่กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ และมีการแต่งตั้งนายสุมิธ นาคธลา ชาวศรีลังกา เป็นเลขาธิการคนแรก ซึ่งการจัดตั้งสำนักเลขาธิการของบิมสเทคจะช่วยส่งเสริมสมรรถนะในการขับเคลื่อนการทำงานการประสานงานการดำเนินการและการติดตามกิจกรรมต่างๆ ของบิมสเทคต่อไป

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง 

- Fact Book

 

 


Date Posted: 3/10/2551
Date Modified: 12/3/2557
Number of Views:   35913


Return