Search
Main Menu
 รายละเอียด
การเปิดตลาดสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ภายใต้กรอบเจรจา FTA

1.  ยางพารา

ยางพารา  เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมูลค่าการ

ส่งออกอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในปี 2549 (มค.-กค.) ส่งออกมากเป็นลำดับ 4 มูลค่า 2,956.6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 4.12 ของการส่งออกทั้งสิ้นของไทย รองจากเครื่องคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า

 

            1.1  ขอบเขตสินค้ายางพารา  ซึ่งประกอบด้วย

                -  ยางแผ่นรมควัน  (พิกัด 400121)

                -  ยางแท่ง (พิกัด 4001292107)

                -  น้ำยางข้น (พิกัด 400110)

                -  ยางพาราอื่น ๆ ได้แก่ ยางเครฟ  ยางแผ่นไม่รมควัน บาลาตา (พิกัด 400122                4001291004  4001292309 4001292904  4001301003  4001302004  4001292904)

 

                1.2  การผลิต  ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก โดยในปี 2548 ผลิตยางพาราได้ 2.93  ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 33.8 ของผลผลิตยางพาราของโลก ลดลงจากปี 2547 ร้อยละ 1.57  และคาดว่าปี 2549 จะมีผลผลิตประมาณ 3.026 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ประมาณ 48,802 ตัน หรือร้อยละ 1.64  โดยมีการผลิตยางแผ่นรมควัน มากที่สุด ปริมาณ 1.028 ล้านตัน ลดลงจากปี 2547 ร้อยละ  19.9  รองลงมาคือ   ยางแท่ง  1.233 ล้านตัน (+14.8%) น้ำยางข้น  0.602 ล้านตัน (+18.2%)  และ ยางเครฟ  8,800  เมตริกตัน (-1.7%)

                          ผลผลิตและการใช้ยางพาราของไทยเทียบกับผลผลิตของโลก

                                                                      ปริมาณ : ล้านตัน

 

ปี 2547

ปี 2548

ปี 2549 ประมาณการ

การเปลี่ยนแปลง49/48

ผลผลิตโลก

8.65

8.66

8.70

+ 0.23

ผลผลิตของไทย

2.98

2.93

3.06

+ 3.38

การใช้ในประเทศ

0.318

0.334

0.333

+ 3.42

  ที่มา : สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร

ยางพารา  เป็นสินค้าส่งออกสุทธิของไทยมาโดยตลอด จากมูลค่า  2,790.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 3,688.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548 และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) มีมูลค่าส่งออกสุทธิ 2,971.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

                1.3 การส่งออก  มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 2,792.5 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 3,690.9 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15.2 % ต่อปี และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) การส่งออกมีมูลค่า  2,972.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2548 ร้อยละ 59.6  เนื่องจากตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีนและสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการนำเข้ายาพาราในปริมาณที่สูง และประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีราคาแพง จากความแตกต่างทางด้านราคา จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางธรรมชาติสูงตามไปด้วย  แต่อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องระวังในเรื่องที่จะถูกแข่งขันจากเวียดนามและอินโดนีเซียที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย  ซึ่งในขณะนี้คุณภาพจากทั้ง 2 ประเทศยังด้อยกว่าไทย

ประเภทของยางพาราที่ส่งออก

ตลาดส่งออกยางพาราที่สำคัญของไทย ในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549  ได้แก่  จีน มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ  21.0 รองลงมา คือ  ญี่ปุ่น 19.18%  มาเลเซีย 16.1% สหรัฐอเมริกา 8.2% เกาหลีใต้ 6.6%  สำหรับออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ ไทยส่งออกไปน้อยมากมีสัดส่วนเพียง 0.2% 0.08% และ 0.08% เท่านั้น  และเมื่อพิจารณาตลาดส่งออกเป็นประเภทสินค้า ได้ดังนี้

 

ตลาดส่งออกยางพาราของไทย

ประเทศคู่แข่งของไทยปี 2549 (มค.-กค.)

?  ยางแผ่นรมควัน

1. ญี่ปุ่น 30.4%

 

2. จีน 19.6%

 

 

3. สหรัฐฯ  9.0%

 

 

4. สิงคโปร์ 5.1 %

  

 

 

1. จีน 93.2% 2. ฮ่องกง 3.9% 3. อินเดีย 2.6% 11.ไทย น้อยมาก

 

1.ไทย 73.6% 2. อินเดีย 8.3% 3.อินโดนีเซีย 7.6%
4.เวียดนาม 4.5%

1. ไทย 74.3% 2. อินโดนีเซีย 15.5%  3.มาเลเซีย 8.2%
4.ศรีลังกา 1.6
%

 

1.ไทย 69.4% 2. อินโดนีเซีย 17.0% 3. มาเลเซีย 13.6%

 

?   ยางแท่ง  

1. จีน 23.7 %

 

2. ญี่ปุ่น 21.6 %

 

 

3. สหรัฐฯ  11.8%

 

 

4. เกาหลีใต้ 11.6%

 

 

 

 

1.ไทย 69.4 % 2. อินโดนีเซีย 17.0%  3.มาเลเซีย 13.6%

 

1.ไทย 62.8 % 2. อินโดนีเซีย 23.9%  3.เวียดนาม 7.7%
4.ศรีลังกา 3.6%

 

1.อินโดนีเซีย 56.4 % 2. ไทย 21.0%  3. มาเลเซีย 5.8%
4.ศรีลังกา 4.4%

 

1.ไทย 71.8% 2. เวียดนาม 10.4%  3. มาเลเซีย 6.2%
4.อินโดนีเซีย 4.0%

 

            1.4  การนำเข้ายางพารา  มีมูลค่าน้อยมาก โดยในปี 2546 นำเข้าเพียง 1.88  ล้านเหรียญสหรัฐและเพิ่มเป็น  1.94 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) นำเข้ามูลค่า  1.36  ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น 

         

2.  การเปิดตลาดสินค้ายางพารา ภายใต้กรอบเจรจา FTA ดังนี้

              2.1   ยางแผ่นรมควัน  (พิกัด 400121)

                 - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  และจีน แต่เนื่องจากสินค้ายางแผ่นรมควันของจีนอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง    ตามกรอบความตกลงอาเซียน-จีน   จีนจึงยังไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากไทย อย่างไรก็ตามขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางแผ่นรมควันของไทยอยู่ที่ 0%

                 - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ทันที  ส่วนจีนกำหนดให้ยางแผ่นรมควันอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง โดยยังคงอัตราภาษีที่ 20 %

 

             2.2   ยางแท่ง (พิกัด 4001292107)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับออสเตรเลีย  และนิวซีแลนด์  ส่วนจีนจะลดภาษีเป็น 0% ในปี 2010 แต่เนื่องจากสินค้ายางแท่งของจีนอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูงตามกรอบความตกลงอาเซียน-จีน   จีนจึงยังไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากไทย  อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางแท่งของไทยอยู่ที่ 5%

              - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ทันที     ส่วนจีนกำหนดให้ยางแท่งอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง  โดยยังคงอัตราภาษีที่ 20 %

 

            2.3   น้ำยางข้น  (พิกัด 400110)

            - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา   ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับออสเตรเลีย  และนิวซีแลนด์ และจีน  แต่เนื่องจากสินค้าน้ำยางข้นของจีนอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง ตามกรอบความตกลงอาเซียน-จีน   จีนจึงยังไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากไทย     อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปน้ำยางข้นของไทยอยู่ที่ 0%

              - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ทันที     ส่วนจีนกำหนดให้น้ำยางข้นอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง   โดยยังคงอัตราภาษีที่ 20 %

 

            2.4   ยางพาราอื่น ๆ   ได้แก่ ยางเครฟ  ยางแผ่นไม่รมควัน บาลาตา (พิกัด 400122

4001291004  4001292309 4001292904  4001301003  4001302004  4001292904)

            - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับออสเตรเลีย  และนิวซีแลนด์  ส่วนจีน ลดเป็น 0% ทันทีในสินค้า ยางธรรมชาติ และยางบาลาตา กัตตาเปอร์ชา  และลดภาษีเป็น 0% ปี 2010 ในสินค้ายางเครฟ

                - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลดอัตราภาษีนำเข้า เป็น 0% ทันที  ส่วนจีนกำหนดให้ยาพาราอื่นๆ อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูงของจีน โดยยังคงอัตราภาษีที่ 20%


3.  ผลิตภัณฑ์ยาง

             3.1  ขอบเขตสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง ประกอบด้วย

               -  ยางยานพาหนะ (พิกัด 4011,4012, 4013)  ประกอบด้วย ยางนอกชนิดอัดลม หรือยางเรเดียลใช้กับเครื่องยนต์  (พิกัด 4011) และ  ยางนอกที่หล่อดอกใหม่ใช้กับเครื่องยนต์ (พิกัด 4012)  ยางในใช้กับเครื่องยนต์ (พิกัด 4013)

               -  ยางรัดของ (พิกัด 4016999204)  

               -  ถุงมือยาง (พิกัด 401511 , 401519) 

               -  หลอดและท่อ (พิกัด 4009) 

               -  สายพานลำเลียงและส่งกำลัง (พิกัด 4010)

               -  ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม (พิกัด 4014)

               -  ยางวัลคัลไนซ์ (พิกัด 4006, 4007, 4008) 

               -  ผลิตภัณฑ์ยางพาราอื่น ๆ (พิกัด 4016 , 401590 , 4003, 4004, 4005, 4017)

 

              ผลิตภัณฑ์ยาง  ไทยเป็นผู้ส่งออกสุทธิมาโดยตลอดจากมูลค่า 1,115.9 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2546 เพิ่มเป็น  1,788.2 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) ยังเกินดุลมูลค่า  1,363.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.8%

            3.2  การผลิต  จากการที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติได้มากที่สุดในโลก  โดยร้อยละ 90 ใช้ในการแปรรูปเป็นยางขั้นต้น ได้แก่ ยางแผ่น ยางแท่ง  ยางเครฟ และน้ำยาง  และส่วน
ที่เหลืออีกร้อยละ  10 นำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ได้แก่ ถุงมือยาง  ยางรถยนต์ หลอดและท่อ สายพาน ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในทางเภสัชกรรม ยางรัดของ เป็นต้น

                ผลิตภัณฑ์ยางในปี 2548  เป็นการผลิตยางนอกรถยนต์ จำนวน 13,416,169 เส้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.46 ยางรถกระบะ 5,635,959 เส้น ลดลงร้อยละ 19.1 ถุงมือยาง 9,567 ล้านชิ้น ลดลงร้อยละ 0.35  ยางรัดของ 16,966 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7  เป็นต้น

               

                3.3 การส่งออก   มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 1,558.1 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2546 เพิ่มเป็นมูลค่า 2,339.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 22.7 % ต่อปี และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) การส่งออกมีมูลค่า  1,734.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2548 ร้อยละ 36.2 

การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทย ปี 2548

 

ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ยางในปี 2549 (มค.-กค.) ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 24.6% จีน 9.1%  ญี่ปุ่น 8.8%  มาเลเซีย 7.4%  ฮ่องกง 5.1%  ส่วนตลาดออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ มีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ  2.6 ,0.74 และ 0.22 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาเป็นชนิดสินค้า ได้ดังนี้

                ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทย

ประเทศคู่แข่งของไทย ปี 2549 (มค.-กค.)

?  ยางรถยนต์

1. สหรัฐฯ 23.9%

 

2. ญี่ปุ่น 10.3%

 

 

3. มาเลเซีย 6.2%

 

 

4. ออสเตรเลีย 4.4 %

  

 

5. ฮ่องกง 4.3 %

 

 

 

 

1. จีน 21.3% 2. แคนาดา 18.9% 3. ญี่ปุ่น 18.7% 8. ไทย 2.8%

 

1.อินโดนีเซีย 23.6% 2. จีน 16.0% 3.ไทย 12.7%
4.สหรัฐฯ 11.7%

 

1. ไทย 47.4% 2. อินโดนีเซีย 16.0%  3. ญี่ปุ่น 15.0%
4. ฟิลิปปินส์ 5.3
% (ส่วนแบ่งตลาด มค.-เมย.)

 

1.ญี่ปุ่น 28.3% 2. จีน 14.4% 3. สหรัฐฯ 12.3% 4. เกาหลีใต้ 8.2%

5. ไทย 4.8%

 

1.ญี่ปุ่น 34.7% 2. จีน 23.1% 3. ไทย 17.3% 4. สิงคโปร์ 4.0%

?   ถุงมือยาง    

1. สหรัฐฯ 48.5 %

 

 

2. เยอรมนี 8.6 %

 

 

 

3. สหราชอาณาจักร 5.9%

 

4. เนเธอร์แลนด์ 4.8%

 

 

5. ญี่ปุ่น 3.8%

 

 

 

1.มาเลเซีย 47.8 % 2. ไทย 30.8%  3.จีน 8.4% 4. อินโดนีเซีย 7.2%

 

1.มาเลเซีย 29.6 % 2. ไทย 22.2%  3. ออสเตรีย 8.3%
4.เนเธอร์แลนด์ 7.3% 5. อินโดนีเซีย 6.7% 6. จีน 6.4%

(ส่วนแบ่งตลาด มค.-เมย.)

 

1.มาเลเซีย 50.8% 2. ไทย 17.4%  3. จีน 10.4%
4.เบลเยียม 6.1% (ส่วนแบ่งตลาด มค.- มิย.)

 

1.ไทย 47.0% 2. มาเลเซีย 25.9%  3. จีน 7.4% 4.เบลเยียม 5.8%
(ส่วนแบ่งตลาด มค.-เมย.)

 

1.มาเลเซีย 57.0% 2. ไทย 17.1%  3. จีน 16.5%
4. สหรัฐฯ 2.2%

 

?  ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในทางเภสัชกรรม 

1. สหรัฐฯ 58.2 %

 

 

2. เยอรมนี 9.9 %

 

 

3. ฝรั่งเศส 4.6%

 

 

4. ญี่ปุ่น 3.2%

 

   

 

 

 

1.อินเดีย 28.6 % 2. ญี่ปุ่น 21.8% 3. ไทย 14.6%  4. มาเลเซีย 8.5%

 

1.ตุรกี 30.4% 2. ฝรั่งเศส 14.7%  3.อินเดีย 9.8%
4.เบลเยี่ยม 8.8%  12. ไทย 2.2% (ส่วนแบ่งตลาด มค.-เมย.)

 

1.เยอรมนี 24.4% 2. สหราชอาณาจักร 21.3%  3.เบลเยี่ยม 18.6%

5. อินเดีย 6.6%  6. ไทย 5.3%

1.มาเลเซีย 52.5% 2. ไทย 16.9% 3. เบลเยี่ยม 12.9% 4.จีน 7.3%

 

            3.4 การนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาง มีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 11.8%  จากมูลค่านำเข้า 442.2 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในปี 2546 เพิ่มเป็น  551.1 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548   และในระยะ 7 เดือนแรกของปี 2549 (มค.-กค.) นำเข้ามูลค่า  370.8  ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 16.5  โดยเป็นการนำเข้าเพิ่มขึ้นในสินค้า ยางรถยนต์ ถุงมือยาง  สายพานและท่อยาง  เป็นต้น

แหล่งนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางที่สำคัญของไทย ปี 2549 (มค.-กค.)



 

4.  การเปิดตลาดผลิตภัณฑ์ยาง  ภายใต้กรอบเจรจา  FTA  ดังนี้

           4.1   ยางนอกชนิดอัดลมใช้กับรถยนต์ (พิกัด 4011) ได้แก่ ยางเรเดียล ใช้กับอากาศยาน รถบรรทุก  รถจักรยานยนต์  รถจักรยาน และที่ใช้กับเครื่องจักรในการเกษตร

         - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ทยอยลดภาษีเหลือ  0%  ในปี 2010  ให้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์    ส่วน จีน   ไทยกำหนดให้ยางเรเดียลที่ใช้กับรถยนต์นั่ง  รถบรรทุกและรถจัรยานยนต์   จำนวน  5  รายการ (จากทั้งหมด  15  รายการ) ไทยกำหนดให้อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวจำนวน 5  รายการ คือ   4011.101   4011.109   4011.201  4011.40  โดยจะลดภาษีเหลือ 5% ในปี 2018    สำหรับที่เหลืออีก 10  รายการ จะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ซึ่งเป็นผลให้ไทยไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากจีนในสินค้า  5  รายการดังกล่าว     อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางนอกชนิดอัดลมใช้กับรถยนต์อยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ในปี 2010      ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 %  ในปี 2010   ยกเว้นยางเรเดียลที่ใช้กับอากาศยาน ซึ่งเดิมมีอัตราภาษี 1%  จะลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2009

 

           4.2  ยางนอกที่หล่อดอกใหม่ใช้กับรถยนต์ (พิกัด 4012)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ทยอยลดภาษีเหลือ  0%  ในปี 2010  ให้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์    ส่วน จีน   ไทยกำหนดให้ยางหล่อดอกใหม่   จำนวน  4  รายการ (จากทั้งหมด  11  รายการ) อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหว   คือ 4012.191  4012.192    4012.199   และ 4012.901   โดยจะลดภาษีเหลือ 5% ในปี 2018    สำหรับที่เหลืออีก 7  รายการ จะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ซึ่งเป็นผลให้ไทยไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากจีนในสินค้า  4  รายการดังกล่าว     อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางนอกที่หล่อดอกใหม่ใช้กับรถยนต์ของไทยอยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ในปี 2010   ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 %  ในปี 2010  

 

            4.3  ยางในใช้กับอากาศยาน รถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน (พิกัด 4013)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ทยอยลดภาษีเหลือ  0%  ในปี 2010  ให้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  ส่วน จีน ไทยกำหนดให้ยางใน   จำนวน  2  รายการ (จากทั้งหมด  3  รายการ)  ซึ่งเป็นยางในที่ใช้กับรถยนต์นั่ง   รถบรรทุก  และรถชนิดอื่นๆ (ยกเว้นรถจักรยาน) อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหว   คือ 4013.10  และ  4013.90     โดยจะลดภาษีเหลือ 5% ในปี 2018    สำหรับที่เหลืออีก 1  รายการ จะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ซึ่งเป็นผลให้ไทยไม่สามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากจีนในสินค้า  2  รายการดังกล่าว     อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางในของไทยอยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ในปี 2010  ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 %  ในปี 2010  

 

 

            4.4  ยางรัดของ (พิกัด 4016999204)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ลดภาษีเหลือ  0%  ทันที ให้กับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์     ส่วนจีน  ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางรัดของของไทยอยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย  ลดภาษีเหลือ 0 %  ทันที  นิวซีแลนด์  และจีน  ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ในปี 2010       

 

            4.5. ถุงมือยาง (พิกัด 401511 และ 401519)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ลดภาษีเหลือ  0%  ทันที ให้นิวซีแลนด์  ส่วนออสเตรเลีย และจีน  ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปยางรัดของของไทยอยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   นิวซีแลนด์ ลดภาษีเหลือ 0% ทันที  ออสเตรเลีย   ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0%  ในปี 2010  ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0 %  ในปี  2009 และ 2010  

 

            4.6. หลอดและท่อ (พิกัด 4009)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา    ลดภาษีเหลือ  0%  ทันที ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ส่วนจีน  ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปหลอดและท่อของไทยอยู่ที่  5% และ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลีย ลดภาษีเหลือ 0% ทันที  ส่วนจีนและ นิวซีแลนด์  ทยอยลดภาษีเหลือ 0 %   ในปี  2010  

 

            4.7 สายพานลำเลียงและส่งกำลัง (พิกัด 4010)

                - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา  ลดภาษีเหลือ  0%  ทันที ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ส่วนจีน  ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010 ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปสายพานลำเลียงและส่งกำลังของไทยอยู่ที่ 10%

         - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย   ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ลดภาษีเหลือ 0% ทันที  ส่วนจีนและ  ทยอยลดภาษีเหลือ 0 %  ในปี 2009 และ 2010  

 

            4.8  ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม (พิกัด 4014) และยางวัลคัลไนซ์ (พิกัด 4006)

          - ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา  ลดภาษีเหลือ  0%  ทันที ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ส่วนจีน  ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010  ขณะนี้อัตราภาษีนำเข้าทั่วไปผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรมและยางวัลคัลไนซ์ของไทยอยู่ที่ 10% และ 5%  ตามลำดับ

                - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย    คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ลดภาษีเป็น 0% ทันทีให้กับไทย ส่วนจีน ลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2009

           
            4.9  กระเบื้องยาง (พิกัด 4008)

            -  ไทยลดภาษีให้กับประเทศคู่เจรจา  ทยอยลดภาษีเหลือ 0 % ให้กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน ไทยจะลดภาษีเหลือ 0%  ในปี 2010

            - ประเทศคู่เจรจาลดภาษีให้ไทย    คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ลดภาษีให้ไทย
เป็น 0 ทันที   ส่วนจีน จะลดภาษีเหลือ 0  ในปี 2009       

           

  5. ข้อวิเคราะห์

            5.1  สินค้า ยางพารา 

                -  ไทยเปิดตลาดโดยลดภาษีเป็น 0 ทันทีให้กับออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์  แต่ในกรอบอาเซียน-จีน  ไทยลดภาษีเป็น 0 ทันที ในสินค้ายางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น  ยางธรรมชาติ  แต่ยางแท่ง  และยางเครป จะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2010

                -  คู่ค้า ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะลดภาษีเป็น 0 ให้ไทยทันที ยกเว้น ในกรอบอาเซียน-จีน จะคงภาษีไว้ที่ 20% เนื่องจากยางพาราเป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของจีน 

 

                -  ทิศทางการส่งออกยางพาราของไทย มีแนวโน้มที่จะส่งออกยางแท่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลี ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น  แต่ในตลาดจีน ไทยมีส่วนแบ่งตลาดลดลงเล็กน้อย สำหรับยางแผ่นรมควันมีแนวโน้มส่งออกลดลง ในตลาดจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ในขณะที่คู่แข่งคือ อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนน้ำยาง ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดจีน บราซิล  

 

                5.2  ผลิตภัณฑ์ยาง    

            -  ไทยลดภาษี เป็น 0 ทันทีให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในสินค้า ถุงมือยาง  และลดเป็น 0 ในปี 2010 ในสินค้ายางรัดของ  หลอดและท่อ สายพานลำเลียง ส่วนยางเรเดียล  ยางนอกหล่อดอกใหม่ และยางในที่ใช้กับอากาศยาน รถยนต์ รถจักรยานยนต์  สำหรับกรอบอาซียน จีน ไทยจะคงภาษีไว้ที่ 5% ในสินค้าสินค้ายางเรเดียล  ยางนอกใช้กับรถจักรยาน ยางในที่ใช้กับอากาศยาน  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหวของไทย  ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นจะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2010

 

                -  คู่ค้า ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลดภาษีให้ไทย เป็น 0 ทันที ในสินค้ายางในที่ใช้กับอากาศยาน  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  ยางรัดของ หลอดและท่อ  สายพานลำเลียงและส่งกำลัง ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม  ยางวัลคัลไนซ์กระเบื้องยาง ส่วนที่เหลือจะลดภาษี เป็น 0 ในปี 2010 และในกรอบอาเซียน จีน จะลดภาษีเป็น 0 ภายในปี 2010

 

                -  ทิศทางการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไทย มีแนวโน้มที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น ในทุกสินค้าโดยเฉพาะ ยางรถยนต์ ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย  ถุงมือยาง ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดหลัก คือ เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น จีน  นิวซีแลนด์ ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาด สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ยางวัลคัลไนซ์ ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดจีน ญี่ปุ่น  อินเดีย ออสเตรเลีย หลอดและท่อยาง ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย  อินเดีย นิวซีแลนด์

               

                สรุปได้ว่า  ไทยสามารถส่งออกยางพาราไปยังคู่ค้าได้เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีนและสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการนำเข้ายางพาราในปริมาณที่สูง และประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีราคาแพง จากความแตกต่างทางด้านราคา จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น  สำหรับการส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้น  ยกเว้น อาเซียน -จีน ซึ่งยังปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศอยู่  โดยกำหนดให้ยางแผ่นรมควันอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง จีนจึงยังไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากไทย และสำหรับผลิตภัณฑ์ยาง ไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ซึ่งรัฐได้มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และได้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการกำหนดมาตรฐานการผลิตถุงมือ   ซึ่งในระยะต่อไปไทยจะต้องถูกแข่งขันจากคู่ค้ามากขึ้น

 

                ดังนั้น ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยพยายามลดต้นทุน  รักษามาตรฐานสินค้าให้มีความแตกต่าง/หลากหลาย  โดยผู้ประกอบการของไทยยังมีระยะเวลาปรับตัวก่อนปี 2010

สรุปการเปิดตลาดสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ ภายใต้กรอบเจรจา
FTA

-----------------------

?  ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก และเป็นผู้ส่งออกสุทธิในสินค้ายางพารา โดยในปี 2548 ส่งออกมูลค่า 3,690.9 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า1.9 ล้านเหรียญสหรัฐ  ตลาดส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น  มาเลเซีย และสหรัฐฯ เป็นต้น  คู่แข่งขันสำคัญของไทยในสินค้ายางพารา คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ตลาดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 คือจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ยกเว้น ในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้นที่อินโดนีเซียเป็นผู้ครองตลาดอันดับ 1 และไทยเป็นอันดับที่ 2 และนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไทยส่งออกยางแท่งมากที่สุด รองลงมาคือ ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น

 

?  สำหรับผลิตภัณฑ์ยาง ไทยก็เป็นผู้ส่งออกสุทธิเช่นกัน  โดยในปี 2548  ส่งออกมูลค่า 2,339.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 551.1  ล้านเหรียญสหรัฐ  เป็นการส่งออกยางรถยนต์มากที่สุด รองลงมาคือ ถุงมือยาง ยางที่ใช้ในเภสัชกรรม ยางวัลคัลไนซ์ หลอดและท่อ และ ยางรัดของเป็นต้น ตลาดส่งออกหลัก คือ ญี่ปุ่น จีน  มาเลเซีย และสหรัฐฯ   คู่แข่งขันของไทยในสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง  คือ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น  จีน เกาหลีใต้ เยอรมนี  เป็นต้น 

 

?  การเปิดตลาดภายใต้กรอบเจรจา FTA  

                1. การเปิดตลาดยางกับประเทศคู่เจรจา  ไทยเจรจาลดภาษีสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์กับประเทศคู่เจรจา 5 ประเทศ โดยมีผลบังคับแล้ว 4 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ จีน และอินเดีย ส่วนญี่ปุ่น ได้ข้อสรุปในการเจรจาแล้ว  แต่ยังไม่ได้ลงนามความ   ตกลงฯ

                สำหรับการเจรจาเปิดตลาดไทย-อินเดีย ในสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ ไม่ได้อยู่ ภายใต้สินค้าเร่งลดภาษี  82 รายการ  จึงยังไม่มีการเปิดตลาดในสินค้านี้

                2. ยางพารา

              -  ไทยพร้อมที่จะเปิดตลาด โดยลดภาษีเป็น 0 ทันทีให้กับออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์  แต่ในอาเซียน-จีน  ไทย ลดภาษีเป็น 0 ทันทีเฉพาะยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น  ยางธรรมชาติ  ส่วนยางแท่งและยางเครป จะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2010

                  -  การเปิดตลาดของคู่ค้า ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ได้ลดภาษีเป็น 0 ทันที  ยกเว้น ในกรอบอาเซียน-จีน จะคงภาษี 20% ไว้จนถึงปี 2015  เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของจีน 

 

                3.  ผลิตภัณฑ์ยาง  ไทยพร้อมที่จะเปิดตลาด ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยลดภาษีเป็น 0 ทันที ในสินค้าถุงมือยาง  ส่วนยางรัดของ หลอดและท่อ สายพานลำเลียง ยางเรเดียล  ยางนอกหล่อดอกใหม่ และยางในที่ใช้กับอากาศยาน  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  ไทยจะลดเป็น 0 ในปี 2010 สำหรับกรอบอาซียน จีน ไทยได้กำหนดให้สินค้ายางเรเดียล  ยางนอกใช้กับรถจักรยาน ยางในที่ใช้กับอากาศยาน  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  เป็นสินค้าอ่อนไหวของไทย โดยภาษีจะอยู่ที่ 5% จนถึงปี 2018 ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นจะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2010

 

                ในขณะเดียวกันคู่ค้า เช่น  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลดภาษีให้ไทย เป็น 0 ทันทีเป็นส่วนใหญ่ ในสินค้ายางในที่ใช้กับอากาศยาน  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  ยางรัดของ หลอดและท่อ  สายพานลำเลียงและส่งกำลัง ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม  ยางวัลคัลไนซ์  กระเบื้องยาง ส่วนที่เหลือจะลดภาษี เป็น 0 ในปี 2010 และในกรอบอาเซียน จีน จะลดภาษีเป็น 0 ภายในปี 2010

 

                   สรุปได้ว่า  ไทยสามารถส่งออกยางพาราไปยังคู่ค้าได้เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีนและสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการนำเข้ายางพาราในปริมาณที่สูง และประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีราคาแพง จากความแตกต่างทางด้านราคา จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น  สำหรับการส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้น  ยกเว้น อาเซียน -จีน ซึ่งยังปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศอยู่  โดยกำหนดให้ยางแผ่นรมควันอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูง จีนจึงยังไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบปกติจากไทย และสำหรับผลิตภัณฑ์ยาง ไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ซึ่งรัฐได้มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และได้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการกำหนดมาตรฐานการผลิตถุงมือ   ซึ่งในระยะต่อไปไทยจะต้องถูกแข่งขันจากคู่ค้ามากขึ้น

 

                  ดังนั้น ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยพยายามลดต้นทุน  รักษามาตรฐานสินค้าให้มีความแตกต่าง/หลากหลาย  โดยผู้ประกอบการของไทยยังมีระยะเวลาปรับตัวก่อนปี 2010

 

สารบัญตาราง

 

1.  ตารางลดภาษี ยางพาราที่ไทยให้คู่เจรจา  

2. ตารางลดภาษี ยางพาราที่คู่เจรจาลดภาษีให้กับไทย                                                                                            

                                                                                                                                                    

3.  ตารางลดภาษี ผลิตภัณฑ์ยางที่ไทยให้คู่เจรจา                                                                                   

 4. ตารางลดภาษีผลิตภัณฑ์ยางที่คู่เจรจาลดภาษีให้กับไทย                                   

--------------------------------------

สำนักวิเคราะห์สินค้าอุตสาหกรรม

                                                  ตุลาคม 2549

         

 


Written By:  admin
Date Posted:  1/11/2549
Number of Views:  15922

Return